พอใช้ชีวิตทำงานมาสักระยะหนึ่ง
จะเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างเงียบๆ
คนเราไม่ได้หมดแรง
เพราะเรื่องตรงหน้าอย่างเดียวเสมอไป
หลายวัน งานก็ไม่ได้หนักที่สุด
ปัญหาก็ไม่ได้ใหญ่ที่สุด
ทุกอย่างก็ดูยังพอประคองไปได้
แต่ข้างในกลับรู้สึกเหมือน
ใช้พลังมากกว่าที่ควร
เหมือนใจไม่ได้อยู่กับวันนี้เต็มที่
เพราะลึกๆ มันยังมีบางอย่างค้างอยู่
ค้างแบบที่อธิบายยาก
เหมือนกำลังใช้ชีวิตวันนี้
แต่ใจแอบเก็บแรงไว้กังวล
กับเรื่องที่ยังมาไม่ถึง
กลัวว่าวันข้างหน้าจะไม่มั่นคง
กลัวว่าถ้าช้ากว่านี้อีกหน่อย…
จะเริ่มตามอะไรไม่ทัน
กลัวว่าสิ่งที่มีอยู่จะเปลี่ยน
กลัวว่าวันหนึ่งจะต้องรับมือ
กับอะไรที่ตัวเองยังไม่พร้อม
ยิ่งอยู่ในโลกการทำงาน
ยิ่งเหมือนถูกเตือนอยู่ตลอดว่า
ต้องดีขึ้น
ต้องเร็วขึ้น
ต้องมีแผน
ต้องมีคำตอบ
ต้องไม่พลาด
พอนานเข้า
เราก็อาจเผลอใช้ชีวิต
แบบไม่เคยวางใจจริงๆ เลยสักวัน
ร่างกายอยู่ตรงนี้
แต่วิญญาณเหมือนออกไปรออนาคตแล้ว
บางทีสิ่งที่ใจต้องการ
อาจไม่ใช่คำปลอบใหญ่โต
แต่อาจเป็นแค่…
การยอมให้ตัวเองอยู่กับความจริงตรงหน้า
โดยไม่ฝืนมากเกินไป
ยอมรับว่าวันนี้ยังไม่ลงตัว
ยอมรับว่ายังมีเรื่องที่ควบคุมไม่ได้
ยอมรับว่ายังไม่แน่ใจหลายอย่าง
แต่ก็ไม่ได้แปลว่าชีวิตพัง
และไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลว
การยอมรับปัจจุบัน
ไม่ใช่การยกธงขาวให้ชีวิต
แต่มันคือการหยุดต่อสู้กับสิ่งที่เป็นอยู่
เพื่อเก็บแรงไว้เดินต่อ
กับสิ่งที่ยังพอทำได้จริง
บางคนเหนื่อย
ไม่ใช่เพราะแบกงานเยอะกว่าใคร
แต่เพราะแบกความไม่แน่นอน
เอาไว้ตลอดเวลา
และความหนักบางอย่าง
ก็ไม่ได้อยู่บนบ่า
แต่อยู่ในใจนี่แหละ
พอวางความคาดคั้นลงได้บ้าง
พอเลิกเร่งให้ชีวิตต้องชัดทุกเรื่อง
พอเลิกซ้อมทุกข์กับเรื่องที่ยังไม่เกิด
เราจะเริ่มเห็นว่า
ปัจจุบันไม่ได้โหดร้าย
เท่าที่ใจเคยตีความเสมอไป
บางวัน มันก็เป็นแค่วันธรรมดาวันหนึ่ง
ที่เราควรอยู่กับมันให้ครบ
แทนที่จะรีบเอาความกลัวของวันหน้า
มาทำให้วันนี้หนักขึ้นกว่าเดิม
ทุกวันนี้ที่เราเหนื่อยกันอยู่
เป็นเพราะชีวิตตรงหน้าหนักจริงๆ
หรือเป็นเพราะใจยังวางเรื่องวันพรุ่งนี้ไม่ลงครับ
แลกเปลี่ยนความเห็นกันได้นะครับ…
บางทีสิ่งที่ทำให้เราอ่อนแรง ไม่ใช่ชีวิตวันนี้แย่เกินไป… แต่คือใจที่ยังวางวันพรุ่งนี้ไม่ลง
จะเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างเงียบๆ
คนเราไม่ได้หมดแรง
เพราะเรื่องตรงหน้าอย่างเดียวเสมอไป
หลายวัน งานก็ไม่ได้หนักที่สุด
ปัญหาก็ไม่ได้ใหญ่ที่สุด
ทุกอย่างก็ดูยังพอประคองไปได้
แต่ข้างในกลับรู้สึกเหมือน
ใช้พลังมากกว่าที่ควร
เหมือนใจไม่ได้อยู่กับวันนี้เต็มที่
เพราะลึกๆ มันยังมีบางอย่างค้างอยู่
ค้างแบบที่อธิบายยาก
เหมือนกำลังใช้ชีวิตวันนี้
แต่ใจแอบเก็บแรงไว้กังวล
กับเรื่องที่ยังมาไม่ถึง
กลัวว่าวันข้างหน้าจะไม่มั่นคง
กลัวว่าถ้าช้ากว่านี้อีกหน่อย…
จะเริ่มตามอะไรไม่ทัน
กลัวว่าสิ่งที่มีอยู่จะเปลี่ยน
กลัวว่าวันหนึ่งจะต้องรับมือ
กับอะไรที่ตัวเองยังไม่พร้อม
ยิ่งอยู่ในโลกการทำงาน
ยิ่งเหมือนถูกเตือนอยู่ตลอดว่า
ต้องดีขึ้น
ต้องเร็วขึ้น
ต้องมีแผน
ต้องมีคำตอบ
ต้องไม่พลาด
พอนานเข้า
เราก็อาจเผลอใช้ชีวิต
แบบไม่เคยวางใจจริงๆ เลยสักวัน
ร่างกายอยู่ตรงนี้
แต่วิญญาณเหมือนออกไปรออนาคตแล้ว
บางทีสิ่งที่ใจต้องการ
อาจไม่ใช่คำปลอบใหญ่โต
แต่อาจเป็นแค่…
การยอมให้ตัวเองอยู่กับความจริงตรงหน้า
โดยไม่ฝืนมากเกินไป
ยอมรับว่าวันนี้ยังไม่ลงตัว
ยอมรับว่ายังมีเรื่องที่ควบคุมไม่ได้
ยอมรับว่ายังไม่แน่ใจหลายอย่าง
แต่ก็ไม่ได้แปลว่าชีวิตพัง
และไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลว
การยอมรับปัจจุบัน
ไม่ใช่การยกธงขาวให้ชีวิต
แต่มันคือการหยุดต่อสู้กับสิ่งที่เป็นอยู่
เพื่อเก็บแรงไว้เดินต่อ
กับสิ่งที่ยังพอทำได้จริง
บางคนเหนื่อย
ไม่ใช่เพราะแบกงานเยอะกว่าใคร
แต่เพราะแบกความไม่แน่นอน
เอาไว้ตลอดเวลา
และความหนักบางอย่าง
ก็ไม่ได้อยู่บนบ่า
แต่อยู่ในใจนี่แหละ
พอวางความคาดคั้นลงได้บ้าง
พอเลิกเร่งให้ชีวิตต้องชัดทุกเรื่อง
พอเลิกซ้อมทุกข์กับเรื่องที่ยังไม่เกิด
เราจะเริ่มเห็นว่า
ปัจจุบันไม่ได้โหดร้าย
เท่าที่ใจเคยตีความเสมอไป
บางวัน มันก็เป็นแค่วันธรรมดาวันหนึ่ง
ที่เราควรอยู่กับมันให้ครบ
แทนที่จะรีบเอาความกลัวของวันหน้า
มาทำให้วันนี้หนักขึ้นกว่าเดิม
ทุกวันนี้ที่เราเหนื่อยกันอยู่
เป็นเพราะชีวิตตรงหน้าหนักจริงๆ
หรือเป็นเพราะใจยังวางเรื่องวันพรุ่งนี้ไม่ลงครับ
แลกเปลี่ยนความเห็นกันได้นะครับ…