ไม่ได้ลาออก แต่ไม่มีงาน

            วันนี้อยากมาแชร์ประสบการณ์ชีวิตการทำงานของตัวเองค่ะ เผื่อจะเป็นบทเรียน หรือเป็นข้อมูลให้ใครหลายคนได้ระวังมากขึ้น เราเข้ามาทำงานที่นี่ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 ตอนนั้นเราตัดสินใจย้ายจากนนทบุรีมาอยู่ที่โคราช ตั้งใจอยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ในอีกจังหวัดหนึ่ง พร้อมกับงานใหม่ที่คิดว่าน่าจะมั่นคง

             ช่วงแรกเราทำงานในสัญญารายเดือนแบบฟูลไทม์ การทำงานโดยรวมก็ถือว่าโอเค แต่ต้องยอมรับว่าตัวเราเองต่างหากที่ต้องปรับตัวเยอะมากกับรูปแบบงานและความรับผิดชอบ จนประมาณเดือนมีนาคม 2568 เราตัดสินใจขอเปลี่ยนสัญญาจากฟูลไทม์มาเป็น Flexible เพื่อให้รูปแบบการทำงานเหมาะกับตัวเองมากขึ้น และเพื่อไม่ให้กระทบกับงานที่รับผิดชอบ  หลังจากนั้นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยดีเริ่มเกิดขึ้นค่ะ

              เริ่มจากการถูกหักเงินเดือนในเดือนมีนาคม ตอนนั้นเราสอบถามไป แต่คำตอบที่ได้กลับสวนทางกับกฎหมายแรงงานไทย  แต่ตอนนั้นเราเลือกที่จะมองข้ามเรื่องนี้ไป เพราะยังอยากทำงานที่นี่อยู่ และยังสนุกกับงานที่ทำ เราจะไม่พูดถึงบรรยากาศในที่ทำงานมากนะคะ เพราะโดยรวมก็ถือว่าโอเค เราเป็นคนแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกัน ถึงแม้ว่าบางครั้งจะรู้สึกได้ถึงการปฏิบัติที่แตกต่างกัน หรือจะเรียกว่า “เลือกปฏิบัติ” ก็อาจจะไม่ผิดนัก

               ต่อมาในเดือนตุลาคม เราลาพักร้อนไปต่างประเทศ 1 เดือน เนื่องจากสัญญาของเราไม่ใช่ฟูลไทม์ จึงเป็นการลาแบบไม่รับค่าจ้าง แต่หลังจากกลับมา ก็มีเซอร์ไพรส์ที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตเกิดขึ้น เราตั้งท้องค่ะ (เราอายุ 38) เรากับแฟนดีใจมาก เพราะนี่คือข่าวดีที่สุดสำหรับเรา แต่หลังจากการประชุมเพื่อเริ่มงานในเดือนพฤศจิกายน เรากลับได้รับ “ทางเลือก” อยู่ 2 ทาง

                   1. เปลี่ยนสัญญาจาก Flexible มาเป็น Part-time
                    2. หรือออกจากงาน เพราะทางบริษัทบอกว่า “รายได้ไม่ดี ไม่มีเงินเดือนให้”

                    ตอนนั้นเราไม่คิดจริง ๆ ว่าจะต้องมาเจอสถานการณ์แบบนี้ เลยตัดสินใจเลือกเปลี่ยนสัญญาเป็นพาร์ทไทม์ เราลองบวกลบคูณหารและ รายได้เราจะหายไปประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ แต่เราคิดว่าก็คงโอเค เพราะเราก็ท้องอยู่ด้วย เราจะได้มีเวลาดูแลตัวเองมากขึ้น แต่สุดท้ายมันไม่ได้จบแค่นั้น ชั่วโมงการทำงานของเราถูกลดลงเรื่อย ๆ จนในที่สุด… เราไม่มีชั่วโมงทำงาน ไม่มีรายได้ และเหมือนถูกบีบให้ต้องหางานใหม่โดยอัตโนมัติสุดท้ายเราก็ไม่มีงานทำ ในจังหวัดที่เราย้ายมา เพราะหวังว่าจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่

                    เรื่องนี้ทำให้เราเครียดมาก และสุดท้ายเราก็แท้งลูก เราคงไม่ต้องเล่าว่า เรื่องการเสียลูกเราท่ามกลางหลายสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา ทำให้เราเสียใจ และโทษตัวเอง ถ้าเราไม่เครียด ไม่ร้องไห้ขนาดนั้น ลูกคงไม่จากไป

                     หลังจากเหตุการณ์นั้น เราไปที่กรมแรงงาน เล่าเรื่องทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่ฟัง เจ้าหน้าที่แนะนำให้ร้องเรียนเรื่องค่าแรงได้ แต่ในส่วนของสัญญา เขาไม่สามารถช่วยได้ เพราะเราได้เซ็นสัญญาไปแล้ว แต่เราก็อธิบายไปแล้ว่า นี่มันเหมือนมัดมือชก ในสถานการณ์ที่กดดัน และที่สำคัญ เราเอง ที่คิดว่า คนในที่นั้นจะไม่ทำกับเรา แต่ก็นั้นแหละ เราได้ค่าแรงคืนกลับมาหลังจากยื่นเรื่องไปประมาณ 1 เดือน และ นี่คือช่องโหว่ของกฎหมายที่คนธรรมดาอย่างพวกเราต้องยอมรับ

ตอนนี้
เราไม่ได้ลาออก
เขาไม่ได้ไล่เราออก
แต่เราไม่มีงาน ไม่มีรายได้ และไม่มีอะไรเหลือจากที่นี่เลย


ปล. เราเป็นครู ทำงานที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในศูนย์การค้าในตัวเมืองโคราช

ปล.2 หลังจากผ่านเรื่องนี้มา เราคิดว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลก อาจไม่ใช่อะไรเลย แต่อาจเป็น “ใจคน” ที่ลึกเกินกว่าจะมองเห็นจริง ๆ

ปล. 3 ตอนนี้เราปลง กับเรื่องนี้ บางประสบการณ์ก็เป็นอีกบทเรียนที่ ไม่สามารถหาได้จากที่ไหน  เรากลายเป็นแม่บ้านเต็มตัว พร้อมกับแมว 1 ตัว ส่วนแฟนเรา ทำงาน 2 หน้า เพื่อรับเงิน 2 ทาง มาเลี้ยงเมีย ส่วนคนพวกนั้น เมื่อถึงเวลาของมัน มันจะเรียกเก็บคืนพร้อมดอกเบี้ย แน่นอน จบเนอะ....
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่