หลายคนอาจสงสัยว่า "น้ำตาลในเลือด ปกติ เท่าไหร่ถึงจะปลอดภัย?" และ "ถ้าสูงไปนิดหน่อยจะเป็นอะไรไหม?" ความจริงแล้ว ระดับน้ำตาลที่สูงเกินปกติอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงภาวะก่อนเบาหวานหรือโรคเบาหวานได้ การทำความเข้าใจว่าระดับน้ำตาลที่ไม่ปกติคืออะไร และคุณควรเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่ และ "จุดไหนที่เริ่มเสี่ยง?" เป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพและป้องกันโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
น้ำตาลในเลือดสูงเป็นอย่างไร
น้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) เป็นภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินค่าปกติ ซึ่งอาจเกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลหรือแป้งสูงเกินไป ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการทำงานผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน ทั้งนี้หากค่าน้ำตาลสูงบ่อยมักเกิดจากโรคเบาหวานเป็นหลัก
ค่าน้ำตาลเท่าไหร่ บ่งบอกว่าเป็นเบาหวาน
1. ค่าน้ำตาลในเลือดปกติขณะอดอาหาร
- ค่าปกติ: ต่ำกว่า 100 mg/dL (ประมาณ 70-100 mg/dL)
- ค่าก่อนเบาหวาน: 100-125 mg/dL
- ค่าไม่ปกติ (เบาหวาน): 126 mg/dL ขึ้นไป
2. ค่าน้ำตาลหลังอาหาร 2 ชั่วโมง
- ค่าปกติ: ต่ำกว่า 140 mg/dL
- ค่าก่อนเบาหวาน: 140-199 mg/dL
- ค่าไม่ปกติ (เบาหวาน): 200 mg/dL ขึ้นไป
3. ค่าเฉลี่ยน้ำตาลสะสม (HbA1c)
- ค่าปกติ: ต่ำกว่า 5.7%
- ค่าก่อนเบาหวาน: 5.7-6.4%
- ค่าไม่ปกติ เบาหวาน: 6.5% ขึ้นไป
น้ำตาลในเลือดสูงมีสาเหตุมาจากอะไร
- สาเหตุที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวานโดยตรง ซึ่งทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นง่าย เนื่องจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ไม่ดี ทำให้เซลล์ไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้ หรือ การผลิตอินซูลินไม่เพียงพอทำให้ร่างกายไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ อาจต้องรักษาด้วยการฉีดยาอินซูลิน
- สาเหตุอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตสูง ความเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่เพิ่มระดับน้ำตาล การติดเชื้อหรือการเจ็บป่วยอื่น ๆ อาจทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้น ขาดการออกกำลังกาย ภาวะฮอร์โมนผิดปกติ เป็นต้น
ปล่อยน้ำตาลในเลือดสูงนานมีผลอย่างไร
หากปล่อยให้น้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานโดยไม่ควบคุม อาจก่อให้เกิด ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ซึ่งส่งผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญหลายระบบในร่างกาย ดังนี้
ภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลัน
- กระหายน้ำและปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะช่วงกลางคืน เพราะร่างกายพยายามขับน้ำตาลออกทางปัสสาวะ ทำให้ต้องปัสสาวะบ่อยและเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เนื่องจากร่างกายไม่สามารถนำพลังงานจากน้ำตาลไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- สายตาพร่ามัว การมีน้ำตาลในเลือดสูงส่งผลต่อของเหลวในดวงตา ทำให้การมองเห็นผิดปกติ
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เนื่องจากร่างกายสลายไขมันและกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงานแทนน้ำตาล
- เลือดเป็นกรด
ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง
ปล่อยให้น้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานโดยที่ไม่รักษา ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดกับระบบต่าง ๆ ของร่างกายได้ อาทิ
- โรคหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากน้ำตาลในเลือดสูงทำให้หลอดเลือดตีบและแข็งตัว เสี่ยงต่อ โรคหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมองตีบตันหรือแตก (Stroke)
- โรคเบาหวานที่เท้า เป็นภาวะแทรกซ้อนของระบบประสาทและหลอดเลือดส่วนปลาย จนทำให้เส้นประสาทเท้าทำงานได้ผิดปกติ ส่งผลให้การรับความรู้สึก และการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อเล็ก ๆ ในเท้า อาทิ การรับความรู้สึก ร้อน เย็น เจ็บ ได้ลดลง หรือสูญเสียความรู้สึก
- โรคเบาหวานขึ้นตา หรือ เบาหวานที่จอตา ทำให้มีการทำลายของหลอดเลือดในจอภาพ เกิดอาการตามัว สูญเสียการมองเห็นได้
- โรคแทรกซ้อนทางไต ทำให้มีการรั่วของไข่ขาวในปัสสาวะส่งผลต่อไตเสื่อมลง จนถึงขั้นไตวายและเสียชีวิตได้
การมีน้ำตาลในเลือดสูง ไม่ได้หมายถึงเป็นเบาหวานเสมอไป แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนอาจเสี่ยงเป็นเบาหวานได้ ฉะนั้นการตรวจวัดระดับน้ำตาล หรือการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยบอกถึงสาเหตุของการทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้ ซึ่งหากพบว่าเป็นเบาหวาน แพทย์จะแนะนำแผนการควบคุมน้ำตาล หรือ ควบคุมเบาหวานให้ดีขึ้น
ถ้าพบน้ำตาลสูง ให้ออกกำลังกาย ปรับอาหาร และให้รีบไปพบแพทย์อย่าปล่อยให้น้ำตาลสูงเป็นเวลานาน เพราะอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนได้
น้ำตาลในเลือดสูงแค่ไหน สัญญาณเตือนถึงภาวะเบาหวาน
ปล่อยน้ำตาลในเลือดสูงนานมีผลอย่างไร
ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง
การมีน้ำตาลในเลือดสูง ไม่ได้หมายถึงเป็นเบาหวานเสมอไป แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนอาจเสี่ยงเป็นเบาหวานได้ ฉะนั้นการตรวจวัดระดับน้ำตาล หรือการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยบอกถึงสาเหตุของการทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้ ซึ่งหากพบว่าเป็นเบาหวาน แพทย์จะแนะนำแผนการควบคุมน้ำตาล หรือ ควบคุมเบาหวานให้ดีขึ้น