“หมอคะ ค่าน้ำตาลเท่านี้ถือว่าอันตรายไหมคะ?”
คำถามนี้เจอบ่อยมากครับ เพราะหลายคนตรวจสุขภาพแล้วเห็นตัวเลขค่าน้ำตาล แต่ไม่แน่ใจว่าค่าที่เห็นนั้น ปกติหรือเริ่มเสี่ยงแล้ว บางคนคิดว่า ถ้ายังไม่ถึงระดับเบาหวานก็คงไม่ต้องกังวล แต่ความจริงคือ ค่าน้ำตาลที่สูงต่อเนื่อง แม้ยังไม่ถึงระดับเบาหวาน ก็เริ่มทำร้ายหลอดเลือดได้แล้ว เพราะน้ำตาลส่วนเกินจะทำให้ผนังหลอดเลือดอักเสบ แข็งตัวง่าย และเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ เส้นเลือดตีบ รวมถึงเส้นเลือดพังแบบเงียบ ๆ ได้ครับ
วันนี้ลองมาเช็กกันครับว่า ตัวเลขแบบไหนเริ่มต้องระวัง
1. ต่ำกว่า 100 mg/dL = ปกติ (เสี่ยงเบาหวานต่ำ)
ถ้าค่าน้ำตาลตอนอดอาหารอยู่ในช่วงนี้ ถือว่าอยู่ในโซนปลอดภัย ร่างกายยังควบคุมอินซูลินได้ดี น้ำตาลไม่สะสมในเลือด และโอกาสที่หลอดเลือดจะถูกทำลายจากน้ำตาลก็ยังต่ำ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยตัวได้เต็มที่นะครับ เพราะถ้ากินหวานจัด ดื่มน้ำหวานบ่อย นอนดึก หรือมีไขมันหน้าท้องเพิ่มขึ้น ตัวเลขนี้สามารถขยับขึ้นได้ค่อนข้างเร็ว โดยเฉพาะหลังอายุ 35 ปีขึ้นไป
2. 100–125 mg/dL = ภาวะก่อนเบาหวาน (เริ่มเสี่ยงหลอดเลือดเสีย)
ช่วงนี้เรียกว่า Prediabetes หรือภาวะก่อนเบาหวาน หลายคนยังไม่มีอาการอะไรเลย แต่ในระดับนี้ร่างกายเริ่มมี ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ น้ำตาลที่หมุนเวียนในเลือดนาน ๆ จะเริ่มทำให้ผนังหลอดเลือดอักเสบ และทำให้ไขมันเกาะผนังหลอดเลือดได้ง่ายขึ้น หากไม่ปรับพฤติกรรม เช่น ลดหวาน ลดแป้งขัดสี และเพิ่มการขยับร่างกาย ภายในไม่กี่ปีอาจพัฒนาไปเป็นเบาหวานเต็มตัวได้
3. 126 mg/dL ขึ้นไป = เข้าข่ายเบาหวาน
ถ้าค่าน้ำตาลตอนอดอาหารตั้งแต่ 126 mg/dL ขึ้นไป และตรวจซ้ำแล้วยังสูงอยู่ มักเข้าข่ายโรคเบาหวาน ซึ่งหมายความว่าร่างกายควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีแล้ว น้ำตาลส่วนเกินจะหมุนเวียนอยู่ในเลือดนาน ทำให้เกิดการอักเสบของผนังหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยง เส้นเลือดตีบ เส้นเลือดแข็ง รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง ได้มากขึ้น
4. หลังอาหารเกิน 140 mg/dL = น้ำตาลเริ่มพุ่ง ทำร้ายหลอดเลือด
บางคนค่าน้ำตาลตอนอดอาหารยังดูปกติ แต่พอวัด หลังอาหาร 2 ชั่วโมง กลับสูงเกิน 140 mg/dL แปลว่าร่างกายเริ่มจัดการน้ำตาลได้ไม่ดีแล้ว น้ำตาลจึงพุ่งสูงหลังมื้ออาหาร ภาวะนี้ถ้าเกิดซ้ำ ๆ ทุกวัน จะทำให้ผนังหลอดเลือดถูกกระแทกด้วยน้ำตาลสูงบ่อย ๆ และเพิ่มความเสี่ยงหลอดเลือดเสื่อมเร็วขึ้นได้
5. ไตรกลีเซอไรด์เกิน 150 mg/dL = น้ำตาลส่วนเกินเริ่มเปลี่ยนเป็นไขมัน
หลายคนไม่รู้ว่า น้ำตาลกับไตรกลีเซอไรด์เกี่ยวข้องกันโดยตรง เมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลหรือแป้งมากเกินไป ตับจะเปลี่ยนพลังงานส่วนเกินนั้นไปเป็นไขมันชนิดไตรกลีเซอไรด์ หากค่าเกิน 150 mg/dL ถือว่าเริ่มสูง และมักพบร่วมกับภาวะดื้อต่ออินซูลินหรือก่อนเบาหวานได้บ่อย ซึ่งไขมันชนิดนี้ก็เป็นอีกตัวที่ทำให้ หลอดเลือดตีบและเสี่ยงโรคหัวใจ ได้ครับ
ถ้าอยากคุมน้ำตาลและไม่ให้หลอดเลือดพังเร็ว ลองเริ่มจากสิ่งเหล่านี้
• ลดน้ำหวาน เครื่องดื่มหวาน และแป้งขัดสี
• เพิ่มโปรตีนและผักในแต่ละมื้อ
• ขยับร่างกายหรือเดินหลังอาหาร 10–15 นาที
• นอนให้พอ เพราะการนอนน้อยทำให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลินได้
ตัวเลขในผลเลือดไม่ใช่แค่ตัวเลขครับ แต่มันคือสัญญาณเตือนว่าระบบเผาผลาญของเรากำลังสมดุล หรือกำลังเริ่มมีปัญหา ถ้ารู้ทันตั้งแต่ช่วงแรก โอกาสที่จะกลับมาคุมได้ก็ยังมีสูงมากครับ ยิ่งเริ่มปรับพฤติกรรมเร็วเท่าไร ก็ยิ่งลดความเสี่ยง เบาหวาน เส้นเลือดตีบ และโรคหัวใจในอนาคต ได้มากขึ้นครับ
Cr. FB หมอเจด
เช็กเลย! ค่าน้ำตาล เท่าไหร่ เสี่ยงเบาหวาน เส้นเลือดพังไม่รู้ตัว!!