สหรัฐอเมริกาแทบไม่ได้พึ่งพาน้ำมันและแก๊สจากจุดเหล่านี้

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอคลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอคลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอคลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอคลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ



หากมองจากภาพรวมของเป้าหมายที่ถูกโจมตีทั้งหมด (ทั้งใน GCC, อิรัก และอิสราเอล) ความจริงที่น่าตกใจ (และอาจจะทำให้คุณประหลาดใจ) ก็คือ สหรัฐอเมริกาแทบไม่ได้พึ่งพาน้ำมันและแก๊สจากจุดเหล่านี้โดยตรงเลยครับ
ตัวเลขสถิติล่าสุด ณ เดือนมีนาคม 2026 ระบุสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ไว้ดังนี้:

1. ปริมาณน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz)
จากน้ำมันดิบและคอนเดนเสททั้งหมดที่ไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (ซึ่งรวมถึงจากซาอุฯ, UAE, คูเวต และอิรักตอนใต้):
* ส่งไปอเมริกา: มีเพียงประมาณ 2.5% - 3% เท่านั้น
* ส่งไปเอเชีย: มากถึง 80% - 85% (โดยมีจีน, อินเดีย, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุด)


2. แก๊สธรรมชาติ (LNG) จากกาตาร์
* ส่งไปอเมริกา: แทบจะ 0% ครับ เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐฯ กลายเป็นผู้ส่งออก LNG อันดับ 1 ของโลกแข่งกับกาตาร์เสียเอง แก๊สจาก Ras Laffan ส่วนใหญ่จึงวิ่งไปที่ยุโรปและเอเชียตะวันออกเพื่อทดแทนพลังงานจากรัสเซีย


3. น้ำมันดิบจากซาอุดีอาระเบียและอิรัก
* ซาอุดีอาระเบีย: ส่งออกไปสหรัฐฯ คิดเป็นเพียงประมาณ 5-7% ของยอดการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดของอเมริกา (อเมริกานำเข้าน้ำมันจากแคนาดาและเม็กซิโกเป็นหลัก)
* อิรัก: ส่งไปสหรัฐฯ ในปริมาณที่น้อยลงเรื่อยๆ โดยเน้นส่งไปตลาดอินเดียและจีนมากกว่า


สรุป: ใครคือ "ผู้รับเคราะห์" ตัวจริง?
หาก "ปิด" หรือ "ทำลาย" โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ อเมริกาจะไม่ "ขาดแคลน" พลังงานในเชิงปริมาณ (เพราะเขามีน้ำมันเชลออยล์และแก๊สของตัวเองมหาศาล) แต่คนที่ต้องกุมขมับจริงๆ คือ:
* จีน (China): นำเข้าน้ำมันผ่านฮอร์มุซเกือบ 40% ของการส่งออกทั้งหมดในโซนนี้
* ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้: พึ่งพาพลังงานจากอ่าวเปอร์เซียเกือบ 90% ของการใช้ในประเทศ
* ยุโรป: ที่กำลังรอแก๊สจากกาตาร์ไปช่วยต้านหนาว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่