PTT เตรียมรับของ! เรือ Serifos บรรทุกน้ำมันซาอุฯ-ยูเออี สามารถบรรทุกน้ำมันสูงถึง 2 ล้านบาร์เรล ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มุ่งหน้ามาเลเซียแล้ว คาดถึง 21 เม.ย. นี้
https://www.facebook.com/share/1DsehaQbaP/?mibextid=wwXIfr
สิงคโปร์/กัวลาลัมเปอร์ — ข้อมูลการเดินเรือล่าสุดระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) จำนวน 3 ลำที่บรรทุกน้ำมันมาเต็มพิกัด ได้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซออกมาได้สำเร็จเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเรือกลุ่มแรกที่สามารถออกจากอ่าวเปอร์เซียได้นับตั้งแต่มีการประกาศข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
เรือเช่าโดย PTT มุ่งหน้าสู่มาเลเซีย
หนึ่งในเรือที่ผ่านออกมาได้คือเรือ Serifos จดทะเบียนไลบีเรีย ซึ่งข้อมูลจาก LSEG และ Kpler ระบุว่าถูกเช่าโดยบริษัท PTTของไทย เรือลำนี้บรรทุกน้ำมันดิบจากซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม และคาดว่าจะเดินทางถึงท่าเรือมะละกา ประเทศมาเลเซีย ในวันที่ 21 เมษายนนี้ โดยมีรายงานว่ากระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียได้ประสานงานกับอิหร่านเพื่อให้เรือลำนี้ผ่านทางได้อย่างปลอดภัย
จีนนำน้ำมันเข้าเสริมสต็อก
นอกจากนี้ยังมีเรือ VLCC อีก 2 ลำ ได้แก่ Cospearl Lake และ He Rong Hai ที่เช่าโดย Unipec (บริษัทลูกของ Sinopec ยักษ์ใหญ่พลังงานจีน) ผ่านช่องแคบออกมาพร้อมกัน โดยบรรทุกน้ำมันดิบจากอิรักและซาอุดีอาระเบียเพื่อมุ่งหน้าไปยังท่าเรือในจีน ซึ่งแต่ละลำมีความสามารถในการบรรทุกน้ำมันสูงถึง 2 ล้านบาร์เรล
เรือเปล่าเริ่มไหลกลับเข้าอ่าว
ในวันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2569 พบว่ามีเรือเปล่าอีก 3 ลำ ได้แก่ Mombasa B, Agios Fanourios I และ Shalamar กำลังแล่นสวนทางเข้าไปในอ่าวเปอร์เซียเพื่อเตรียมรับน้ำมันล็อตใหม่ สะท้อนถึงความมั่นใจในความปลอดภัยชั่วคราวของเส้นทางเดินเรือที่เคยถูกปิดกั้นไปกว่า 20% ของอุปทานน้ำมันและ LNG โลก
สรุปประเด็นหลัก (Key Takeaways)
* ความเคลื่อนไหว: เรือ VLCC 3 ลำแรก (รวม 6 ล้านบาร์เรล) ออกจากช่องแคบฮอร์มุซได้แล้ว
* เส้นทาง PTT: เรือ Serifos บรรทุกน้ำมันซาอุฯ-ยูเออี เตรียมถึงมาเลเซีย 21 เม.ย. นี้
* สถานะปัจจุบัน: ยังมีเรือบรรทุกน้ำมันอีกหลายร้อยลำจอดรอคิวออกจากอ่าวในช่วงพักรบ 2 สัปดาห์
* สัญญาณฟื้นตัว: เรือเปล่าเริ่มกล้าเดินเรือเข้าไปรับน้ำมันดิบจากอิรักเพื่อส่งออกไปยังเวียดนามและปากีสถาน
มุมมองการลงทุน
สำหรับนักลงทุนทั่วไป
* ข่าวนี้นับเป็น "ปัจจัยบวกอย่างยิ่ง (Strong Positive)" ต่อสถานการณ์พลังงานในไทย การที่เรือที่เช่าโดย PTT สามารถผ่านออกมาได้สำเร็จ ช่วยลดความกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำมันดิบในระยะสั้น และยืนยันว่าการประสานงานทางการทูตได้ผลจริง หากการขนส่งเป็นไปอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ จะช่วยให้ราคาน้ำมันขายปลีกมีโอกาสปรับลดลงตามทิศทางตลาดโลกที่ผ่อนคลายความตึงเครียด
สำหรับนักวิเคราะห์การลงทุนและผู้จัดการลงทุน
* Energy Supply Chain Recovery: การที่เรือ VLCC เริ่มเคลื่อนที่ได้จริง (Physical Flow) เป็นเครื่องยืนยันที่ดีกว่าข่าวหยุดยิงทางหน้าสื่อ นักวิเคราะห์ควรจับตา "ปริมาณการไหล (Flow Rate)" ของเรือน้ำมันในสัปดาห์นี้ หากเรือจำนวนหลายร้อยลำที่ค้างอยู่สามารถระบายออกได้หมด จะทำให้ราคาน้ำมันดิบโลก (Brent/WTI) มีโอกาสปรับฐานลงไปลึกกว่าเดิมเนื่องจากความเสี่ยงด้านอุปทานลดลง สำหรับหุ้น PTT และกลุ่มโรงไฟฟ้า ข่าวนี้นับเป็นข่าวดีที่ช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบและความเสี่ยงจากการหยุดผลิต
สำหรับนักเศรษฐศาสตร์
* การกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซคือการบรรเทาภาวะ "Supply Shock" ที่รุนแรงที่สุดในปี 2569 ในมุมมองมหภาค การสัญจรของเรือน้ำมันล็อตแรกนี้ช่วยลดดัชนีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ (Economic Risk Index) และช่วยชะลอเงินเฟ้อฝั่งต้นทุน (Cost-push Inflation) ได้ทันที อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ต้องยังคงระมัดระวัง เพราะนี่ยังอยู่ในช่วง "ทดลอง" สันติภาพ หากมีเหตุการณ์กระทบกระทั่งเกิดขึ้นอีกครั้ง ความผันผวนจะรุนแรงกว่าเดิมเนื่องจากเรือจำนวนมากกำลังกระจุกตัวอยู่ในเส้นทางเสี่ยง
สรุปรายละเอียดทั้งหมด
ก้าวแรกของเรือ Serifos และกลุ่มเรือ VLCC ในวันที่ 11-12 เมษายน 2569 คือชัยชนะทางการทูตและเศรษฐกิจที่สำคัญ การที่น้ำมันดิบ 6 ล้านบาร์เรลแรกเริ่มเคลื่อนย้ายเข้าสู่เอเชีย รวมถึงน้ำมันของไทย (PTT) ช่วยส่งสัญญาณว่าวงจรพลังงานโลกที่หยุดนิ่งไปกว่า 5 สัปดาห์กำลังกลับมาหมุนอีกครั้ง แม้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของช่วงพักรบ 14 วัน แต่ก็นับเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ช่วยให้เศรษฐกิจโลกไม่ต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานขั้นรุนแรงในเดือนเมษายนนี้
ที่มา
https://www.reuters.com/business/energy/chinese-oil-tankers-transit-strait-hormuz-data-shows-2026-04-11/
PTT เตรียมรับของ! เรือ Serifos บรรทุกน้ำมันซาอุฯ-ยูเออี สามารถบรรทุกน้ำมันสูงถึง 2 ล้านบาร์เรล คาดถึง 21 เม.ย. นี้
https://www.facebook.com/share/1DsehaQbaP/?mibextid=wwXIfr
สิงคโปร์/กัวลาลัมเปอร์ — ข้อมูลการเดินเรือล่าสุดระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) จำนวน 3 ลำที่บรรทุกน้ำมันมาเต็มพิกัด ได้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซออกมาได้สำเร็จเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเรือกลุ่มแรกที่สามารถออกจากอ่าวเปอร์เซียได้นับตั้งแต่มีการประกาศข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
เรือเช่าโดย PTT มุ่งหน้าสู่มาเลเซีย
หนึ่งในเรือที่ผ่านออกมาได้คือเรือ Serifos จดทะเบียนไลบีเรีย ซึ่งข้อมูลจาก LSEG และ Kpler ระบุว่าถูกเช่าโดยบริษัท PTTของไทย เรือลำนี้บรรทุกน้ำมันดิบจากซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม และคาดว่าจะเดินทางถึงท่าเรือมะละกา ประเทศมาเลเซีย ในวันที่ 21 เมษายนนี้ โดยมีรายงานว่ากระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียได้ประสานงานกับอิหร่านเพื่อให้เรือลำนี้ผ่านทางได้อย่างปลอดภัย
จีนนำน้ำมันเข้าเสริมสต็อก
นอกจากนี้ยังมีเรือ VLCC อีก 2 ลำ ได้แก่ Cospearl Lake และ He Rong Hai ที่เช่าโดย Unipec (บริษัทลูกของ Sinopec ยักษ์ใหญ่พลังงานจีน) ผ่านช่องแคบออกมาพร้อมกัน โดยบรรทุกน้ำมันดิบจากอิรักและซาอุดีอาระเบียเพื่อมุ่งหน้าไปยังท่าเรือในจีน ซึ่งแต่ละลำมีความสามารถในการบรรทุกน้ำมันสูงถึง 2 ล้านบาร์เรล
เรือเปล่าเริ่มไหลกลับเข้าอ่าว
ในวันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2569 พบว่ามีเรือเปล่าอีก 3 ลำ ได้แก่ Mombasa B, Agios Fanourios I และ Shalamar กำลังแล่นสวนทางเข้าไปในอ่าวเปอร์เซียเพื่อเตรียมรับน้ำมันล็อตใหม่ สะท้อนถึงความมั่นใจในความปลอดภัยชั่วคราวของเส้นทางเดินเรือที่เคยถูกปิดกั้นไปกว่า 20% ของอุปทานน้ำมันและ LNG โลก
สรุปประเด็นหลัก (Key Takeaways)
* ความเคลื่อนไหว: เรือ VLCC 3 ลำแรก (รวม 6 ล้านบาร์เรล) ออกจากช่องแคบฮอร์มุซได้แล้ว
* เส้นทาง PTT: เรือ Serifos บรรทุกน้ำมันซาอุฯ-ยูเออี เตรียมถึงมาเลเซีย 21 เม.ย. นี้
* สถานะปัจจุบัน: ยังมีเรือบรรทุกน้ำมันอีกหลายร้อยลำจอดรอคิวออกจากอ่าวในช่วงพักรบ 2 สัปดาห์
* สัญญาณฟื้นตัว: เรือเปล่าเริ่มกล้าเดินเรือเข้าไปรับน้ำมันดิบจากอิรักเพื่อส่งออกไปยังเวียดนามและปากีสถาน
มุมมองการลงทุน
สำหรับนักลงทุนทั่วไป
* ข่าวนี้นับเป็น "ปัจจัยบวกอย่างยิ่ง (Strong Positive)" ต่อสถานการณ์พลังงานในไทย การที่เรือที่เช่าโดย PTT สามารถผ่านออกมาได้สำเร็จ ช่วยลดความกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำมันดิบในระยะสั้น และยืนยันว่าการประสานงานทางการทูตได้ผลจริง หากการขนส่งเป็นไปอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ จะช่วยให้ราคาน้ำมันขายปลีกมีโอกาสปรับลดลงตามทิศทางตลาดโลกที่ผ่อนคลายความตึงเครียด
สำหรับนักวิเคราะห์การลงทุนและผู้จัดการลงทุน
* Energy Supply Chain Recovery: การที่เรือ VLCC เริ่มเคลื่อนที่ได้จริง (Physical Flow) เป็นเครื่องยืนยันที่ดีกว่าข่าวหยุดยิงทางหน้าสื่อ นักวิเคราะห์ควรจับตา "ปริมาณการไหล (Flow Rate)" ของเรือน้ำมันในสัปดาห์นี้ หากเรือจำนวนหลายร้อยลำที่ค้างอยู่สามารถระบายออกได้หมด จะทำให้ราคาน้ำมันดิบโลก (Brent/WTI) มีโอกาสปรับฐานลงไปลึกกว่าเดิมเนื่องจากความเสี่ยงด้านอุปทานลดลง สำหรับหุ้น PTT และกลุ่มโรงไฟฟ้า ข่าวนี้นับเป็นข่าวดีที่ช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบและความเสี่ยงจากการหยุดผลิต
สำหรับนักเศรษฐศาสตร์
* การกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซคือการบรรเทาภาวะ "Supply Shock" ที่รุนแรงที่สุดในปี 2569 ในมุมมองมหภาค การสัญจรของเรือน้ำมันล็อตแรกนี้ช่วยลดดัชนีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ (Economic Risk Index) และช่วยชะลอเงินเฟ้อฝั่งต้นทุน (Cost-push Inflation) ได้ทันที อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ต้องยังคงระมัดระวัง เพราะนี่ยังอยู่ในช่วง "ทดลอง" สันติภาพ หากมีเหตุการณ์กระทบกระทั่งเกิดขึ้นอีกครั้ง ความผันผวนจะรุนแรงกว่าเดิมเนื่องจากเรือจำนวนมากกำลังกระจุกตัวอยู่ในเส้นทางเสี่ยง
สรุปรายละเอียดทั้งหมด
ก้าวแรกของเรือ Serifos และกลุ่มเรือ VLCC ในวันที่ 11-12 เมษายน 2569 คือชัยชนะทางการทูตและเศรษฐกิจที่สำคัญ การที่น้ำมันดิบ 6 ล้านบาร์เรลแรกเริ่มเคลื่อนย้ายเข้าสู่เอเชีย รวมถึงน้ำมันของไทย (PTT) ช่วยส่งสัญญาณว่าวงจรพลังงานโลกที่หยุดนิ่งไปกว่า 5 สัปดาห์กำลังกลับมาหมุนอีกครั้ง แม้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของช่วงพักรบ 14 วัน แต่ก็นับเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ช่วยให้เศรษฐกิจโลกไม่ต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานขั้นรุนแรงในเดือนเมษายนนี้
ที่มา https://www.reuters.com/business/energy/chinese-oil-tankers-transit-strait-hormuz-data-shows-2026-04-11/