แล้วชาวโลกละครับ คุณพรี่



คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอคลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอคลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอคลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอคลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

ข้อมูลล่าสุดในปี 2024-2025 เกี่ยวกับสัดส่วนน้ำมันที่ผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เพื่อไปยังสหรัฐอเมริกา มีตัวเลขที่น่าสนใจแบ่งเป็น 2 มุมมองดังนี้ครับ:
* สัดส่วนจากปริมาณน้ำมันทั้งหมดที่ผ่านช่องแคบ:


   * น้ำมันที่ไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซมุ่งหน้าไปสหรัฐฯ มีเพียงประมาณ 2% ถึง 2.5% เท่านั้น (ประมาณ 400,000 - 500,000 บาร์เรลต่อวัน จากยอดรวมทั้งหมดราว 20-21 ล้านบาร์เรลต่อวัน)


   * ตัวเลขนี้ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับฝั่งเอเชีย (จีน, อินเดีย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และ เอเชียทั้งหมด ) ที่รับน้ำมันจากเส้นทางนี้สูงถึง 80-90% ของปริมาณทั้งหมด
* สัดส่วนเมื่อเทียบกับการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดของสหรัฐฯ:
   * น้ำมันที่ส่งผ่านช่องแคบนี้คิดเป็นประมาณ 7% ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด ของสหรัฐอเมริกา
   * และคิดเป็นเพียงประมาณ 2% ของการบริโภคน้ำมันภายในประเทศ ทั้งหมดของเขาครับ

ทำไมตัวเลขถึงต่ำ?
สาเหตุที่สหรัฐฯ พึ่งพาน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซน้อยลงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นเพราะ:
* การผลิตภายในประเทศ: สหรัฐฯ กลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก (Shale Oil) ทำให้พึ่งพาการนำเข้าน้อยลง
* แหล่งนำเข้าอื่น: สหรัฐฯ นำเข้าน้ำมันจาก แคนาดา และเม็กซิโก เป็นหลัก ซึ่งมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ต่ำกว่ามาก


สรุปสั้นๆ: หากช่องแคบฮอร์มุซมีปัญหา สหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบเล็กน้อย ในแง่ของ "ราคาตลาดโลก" ที่จะพุ่งสูงขึ้นมากกว่าผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำมันดิบโดยตรงครับ

———————
หลายคนมักคิดว่าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีไว้แค่ "เติมรถ" หรือ "ทำกับข้าว" แต่ความจริงแล้ว ทรัพยากรเหล่านี้คือ "วัตถุดิบตั้งต้น" (Petrochemicals) ของข้าวของเครื่องใช้แทบทุกชิ้นรอบตัวเราครับ ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน เราแทบจะหนีผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียมไม่พ้นเลย
นี่คือกลุ่มผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันที่มาจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติครับ:


1. กลุ่มพลาสติกและของใช้รอบตัว (ใช้เยอะที่สุด)
พลาสติกแทบทุกชนิดบนโลกสกัดมาจากผลพลอยได้ของการกลั่นน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
* บรรจุภัณฑ์: ขวดน้ำดื่ม (PET), ถุงพลาสติก, กล่องใส่อาหาร, แก้วกาแฟ, หลอดดูดน้ำ
* อุปกรณ์ไอทีและเครื่องใช้ไฟฟ้า: เคสโทรศัพท์มือถือ, แผงวงจรคอมพิวเตอร์, กรอบทีวี, ชิ้นส่วนพลาสติกในตู้เย็นและแอร์
* ชิ้นส่วนยานยนต์: คอนโซลรถยนต์, กันชน, เบาะหนังเทียม, ยางรถยนต์ (ใช้ยางสังเคราะห์จากปิโตรเลียมผสมยางพารา)


2. กลุ่มเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย
ถ้าคุณไม่ได้ใส่เสื้อผ้าที่ทำจากฝ้ายแท้ (Cotton) 100% หรือไหมแท้ แปลว่าคุณกำลังสวมใส่น้ำมันอยู่ครับ
* เส้นใยสังเคราะห์: โพลีเอสเตอร์ (Polyester), ไนลอน (Nylon), สแปนเด็กซ์ (Spandex) ที่ยืดหยุ่นได้ดีในชุดกีฬาและชุดชั้นใน ล้วนทำมาจากปิโตรเคมีทั้งสิ้น
* รองเท้า: พื้นรองเท้าผ้าใบ (ยางสังเคราะห์), รองเท้าแตะโฟม, กระเป๋าหนังเทียม (PU)


3. กลุ่มของใช้ส่วนตัวและเครื่องสำอาง
อุตสาหกรรมความงามพึ่งพาสารสกัดจากน้ำมันอย่างมหาศาล เพื่อทำละลายและกักเก็บความชุ่มชื้น
* สกินแคร์และเมคอัพ: ปิโตรเลียมเจลลี่ (Vaseline), ลิปสติก, ครีมทาผิว, น้ำหอม (ใช้สารสังเคราะห์กลิ่น)
* ของใช้ในห้องน้ำ: แชมพู, สบู่เหลว, ยาสีฟัน (ส่วนผสมที่ทำให้เกิดฟอง), แปรงสีฟัน (ด้ามและขนแปรงพลาสติก)


4. กลุ่มอุปกรณ์การแพทย์และยารักษาโรค
วงการแพทย์จะหยุดชะงักทันทีหากขาดผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม
* อุปกรณ์ทางการแพทย์: ถุงน้ำเกลือ, สายน้ำเกลือ, เข็มฉีดยา (กระบอกพลาสติก), ถุงมือยางสังเคราะห์, หน้ากากอนามัย
* ยารักษาโรค: ยาแก้ปวดลดไข้พื้นฐานอย่าง แอสไพริน (Aspirin) หรือวิตามินหลายชนิด มีสารตั้งต้นทางเคมี (เช่น เบนซีน) ที่ได้จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี


5. กลุ่มการเกษตรและโครงสร้างพื้นฐาน
* ปุ๋ยเคมี: ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลักที่ขาดไม่ได้ในการผลิต "แอมโมเนีย" ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของปุ๋ยไนโตรเจนที่ใช้ปลูกพืชอาหารทั่วโลก (ถ้าก๊าซแพง ปุ๋ยจะแพง อาหารก็จะแพงตาม)
* ถนนหนทาง: ยางมะตอย (Asphalt) ที่ใช้ปูถนน คือกากชั้นล่างสุดที่เหลือจากการกลั่นน้ำมันดิบ
* การก่อสร้าง: ท่อ PVC (ท่อน้ำประปา), สีทาบ้าน, กาว, ฉนวนกันความร้อน


6. กลุ่มพลังงานและเชื้อเพลิง (ทางตรง)
* ภาคขนส่ง: น้ำมันเบนซิน, ดีเซล, น้ำมันเครื่องบิน (Jet fuel), น้ำมันเตาสำหรับเรือขนส่งสินค้า
* ไฟฟ้าและครัวเรือน: ก๊าซธรรมชาติ (NGV/LNG) ที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าให้เราใช้ และก๊าซหุงต้ม (LPG) ในครัว


สรุป:
หากเกิดวิกฤตพลังงานจนน้ำมันและก๊าซขาดแคลน สิ่งที่จะแพงขึ้นไม่ได้มีแค่ "ค่าเดินทาง" หรือ "ค่าไฟ" แต่หมายถึง "ค่าครองชีพทั้งหมด" ตั้งแต่อาหารการกิน เสื้อผ้า ไปจนถึงยารักษาโรคครับ

น้ำมัน 1 บาร์เรล กลายเป็น "ข้าวของเครื่องใช้" กี่เปอร์เซ็นต์?
เมื่อน้ำมันดิบเข้าสู่โรงกลั่น มันไม่ได้ถูกเปลี่ยนเป็นน้ำมันรถทั้งหมดครับ โดยเฉลี่ยแล้วสัดส่วนการกลั่นน้ำมัน 1 บาร์เรล (ประมาณ 159 ลิตร) จะถูกแบ่งออกมาดังนี้:
• 85% - 90% เป็น "พลังงาน" (เชื้อเพลิง): ได้แก่ น้ำมันดีเซล, เบนซิน, น้ำมันเครื่องบิน และก๊าซหุงต้ม (LPG)
• 10% - 15% เป็น "วัตถุดิบปิโตรเคมี" (Feedstock): ส่วนนี้แหละครับคือ "หัวเชื้อ" ที่เอาไปทำจอพลาสติก, เคสโทรศัพท์, เสื้อผ้า, และยาที่เราคุยกัน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่