เรือน้ำมันใช้โหมด ‘ล่องหน’ วิธีลับลอดผ่านฮอร์มุซ สาเหตุที่น้ำมันยังไม่แตะ $200



ในช่วงที่ศึกระหว่างสหรัฐกับอิหร่านทำให้ตลาดพลังงานทั่วโลกหวาดหวั่นว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
หลายฝ่ายเชื่อว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะสร้างวิกฤติอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับ “แตกต่างออกไป” เพราะเบื้องหลังการร่วงลงของราคาน้ำมันเกือบ 30% จากจุดสูงสุดในช่วงสงคราม คือปฏิบัติการลับของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย ที่ใช้เรือบรรทุกน้ำมัน “ปิดสัญญาณติดตาม”
และบางครั้งถึงขั้น “ดับไฟทั้งลำ” เพื่อหลบเลี่ยงความเสี่ยงจากอิหร่าน และลำเลียงน้ำมันออกจากอ่าวเปอร์เซีย “อย่างเงียบ ๆ”

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณนอกชายฝั่งโอมานเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เผยให้เห็นเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 16 ลำรวมตัวกันกลางทะเล เพื่อถ่ายโอนน้ำมันหลายล้านบาร์เรลจากเรือที่สามารถฝ่าช่องแคบฮอร์มุซออกมาได้ ไ
ปยังเรืออีกชุดหนึ่งที่จะนำส่งต่อไปยังลูกค้าในเอเชียและภูมิภาคอื่น

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า การขนส่งน้ำมันผ่านฮอร์มุซกำลังฟื้นตัว
แม้ข้อมูลติดตามเรือแบบปกติจะยังไม่แสดงภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน
เนื่องจากเรือจำนวนมากเลือกปิดเครื่องส่งสัญญาณ หรือที่เรียกว่า “กองเรือมืด” เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับ

ลาร์รี จอห์นสัน หัวหน้าฝ่ายขนส่งสินค้าของ Mercuria Energy Group
กล่าวว่า เรือที่สามารถผ่านฮอร์มุซได้ส่วนใหญ่ เป็นเรือของรัฐบาลประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย

“พวกเขาดูเหมือนจะมีช่องทางสื่อสารบางอย่าง หรือมีวิธีการบางอย่างที่ทำให้ได้รับการรับประกันความปลอดภัยในการเดินเรือ”
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมเดินเรือระบุว่า เรือบางลำเดินทางในเวลากลางคืนโดยปิดไฟทั้งหมด 
ลูกเรือถูกสั่งให้งดใช้วิทยุสื่อสาร และหลีกเลี่ยงการส่งสัญญาณทุกชนิดระหว่างการเดินทาง

กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยให้ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันสามารถหลีกเลี่ยงค่าระวางเรือที่พุ่งขึ้นอย่างมหาศาล
เนื่องจากมีเจ้าของเรือเอกชนเพียงไม่กี่รายที่ยอมรับความเสี่ยงเดินเรือผ่านพื้นที่ขัดแย้ง

แทนที่จะจ้างเรือเชิงพาณิชย์ ผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางจึงเลือกใช้เรือที่รัฐบาลควบคุมเองขนส่งน้ำมันออกจากอ่าวเปอร์เซียก่อน จากนั้นจึงถ่ายลำกลางทะเลให้กับเรือพาณิชย์ที่รอรับน้ำมันอยู่นอกช่องแคบ

Rapidan Energy Group ประเมินว่า ปัจจุบันมีน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวันไหลออกจากอ่าวเปอร์เซีย
แม้ยังต่ำกว่าระดับปกติอย่างมาก แต่ก็สูงกว่าช่วงแรกของสงครามหลายเท่าตัว

ขณะเดียวกัน ปัจจัยอื่นยังช่วยลดแรงกดดันต่อราคาน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นดีมานด์นำเข้าน้ำมันของจีนที่ลดลง การส่งออกน้ำมันดิบจากสหรัฐที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการใช้ท่อส่งน้ำมันทางเลือกที่เชื่อมต่อประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลาง

ทั้งหมดนี้ทำให้ตลาดยังคงได้รับน้ำมันเพียงพอ แม้ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเคยรองรับการขนส่งน้ำมันราว 20% ของโลก จะยังไม่กลับมาปกติ
สัญญาณอีกด้านหนึ่งที่บ่งชี้ว่าสถานการณ์กำลังคลี่คลาย คือการที่คูเวตและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
เริ่มเสนอขายน้ำมันที่พร้อมส่งมอบนอกช่องแคบฮอร์มุซมากขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

บริษัท ADNOC ของอาบูดาบียังคงสามารถขนส่งน้ำมันผ่านฮอร์มุซได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่า เรือบรรทุกน้ำมันยังคงเข้าเทียบท่าและขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือสำคัญของยูเออีอย่างสม่ำเสมอ

ข้อมูลจากบริษัท Signal Maritime ระบุว่า จำนวนเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ที่ติดค้างอยู่ภายในอ่าวเปอร์เซียลดลงเหลือประมาณ 90 ลำ จากราว 160 ลำในช่วงต้นเดือนเมษายน สะท้อนว่าเรือจำนวนมาก “เริ่มทยอยหลุดออกจากพื้นที่ได้สำเร็จ”

แม้สงครามจะยังไม่จบ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยังคงขู่โจมตีอิหร่านเพิ่มเติม หากการเจรจาสันติภาพไม่คืบหน้า
แต่ตลาดน้ำมันกำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า ผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางได้ดูเหมือนค้นพบ “ทางลัด” ในการหลบเลี่ยงการปิดกั้นฮอร์มุซแล้ว

ตราบใดที่น้ำมันยังสามารถไหลออกจากอ่าวเปอร์เซียได้ แม้จะต้องอาศัยเรือที่ปิดสัญญาณ ดับไฟ
และล่องเรือกลางความมืด ราคาน้ำมันโลกก็อาจไม่เผชิญภาวะช็อกอย่างที่หลายฝ่ายเคยหวั่นเกรง

อ้างอิง: Bloomberg


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่