ขออธิบายแบบภาษาคนง่ายๆแบบกระชับ
สิ่งที่เราเรียกมันว่าองค์ธรรมในปฏิจจ์
ที่แท้มันก็คือคุณสมบัติหรืออิทธิพลของปฏิจจ์
ความสามารถต่างๆอาทิเช่น สังขาร วิญญาน นามรูปฯบลาๆๆ
เหล่านี้ล้วนเป็นคุณสมบัติของปฏิจจ์หรืออิทธิพลที่มีต่อกายใจอันเป็นเพียงธาตุสี่(ดิน น้ำ ลม ไฟ)
การใช้อิทธิในลักษณะใดขึ้นอยู่ที่แต่ละขณะของแต่ละบุคคล
ถ้าใช้กับการปฏิสนธิ์ของตัวอ่อน อิทธิพลนั้นก็คือ ภพ
ถ้าใช้กับการเกิดการตกฝาก อิทธิพลนั้นก็คือ ชาตะ
ถ้าใช้กับการมีตัวตน อิทธิพลนั้นก็คือ สังขาร
ไล่มาจนแก่และตายก็เพราะ ชรา
กายใจของมนุษย์ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเพียงธาตุสี่(ดิน น้ำ ลม ไฟ) โดยสภาพไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่มีความเป็นตัวเป็นตน
แต่ที่มนุษย์มีความรู้สึกมีตัวตนขึ้นมาเพราะอิทธิพลของปฏิจจสมุปบาทนั้นเอง
ตั้งแต่เกิดยันตายของมนุษย์ ล้วนอยู่ภายใต้อิทธิพลของปฏิจจสมุปบาท
ปล.ใครต้องการโต้แย้งขอความกรุณา อย่าก๊อปปี้ข้อความไม่ว่าจะเป็นพระไตรปิฎก ตำรา
เอาแต่สิ่งที่พวกท่านเข้าใจมาโพส หลายกระทู้แล้วที่ผมตั้งมันกลายเป็นกองขยะเพราะคนที่ชอบก๊อปปี้โพส
คุณสมบัติของปฏิจจสมุปบาท
สิ่งที่เราเรียกมันว่าองค์ธรรมในปฏิจจ์
ที่แท้มันก็คือคุณสมบัติหรืออิทธิพลของปฏิจจ์
ความสามารถต่างๆอาทิเช่น สังขาร วิญญาน นามรูปฯบลาๆๆ
เหล่านี้ล้วนเป็นคุณสมบัติของปฏิจจ์หรืออิทธิพลที่มีต่อกายใจอันเป็นเพียงธาตุสี่(ดิน น้ำ ลม ไฟ)
การใช้อิทธิในลักษณะใดขึ้นอยู่ที่แต่ละขณะของแต่ละบุคคล
ถ้าใช้กับการปฏิสนธิ์ของตัวอ่อน อิทธิพลนั้นก็คือ ภพ
ถ้าใช้กับการเกิดการตกฝาก อิทธิพลนั้นก็คือ ชาตะ
ถ้าใช้กับการมีตัวตน อิทธิพลนั้นก็คือ สังขาร
ไล่มาจนแก่และตายก็เพราะ ชรา
กายใจของมนุษย์ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเพียงธาตุสี่(ดิน น้ำ ลม ไฟ) โดยสภาพไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่มีความเป็นตัวเป็นตน
แต่ที่มนุษย์มีความรู้สึกมีตัวตนขึ้นมาเพราะอิทธิพลของปฏิจจสมุปบาทนั้นเอง
ตั้งแต่เกิดยันตายของมนุษย์ ล้วนอยู่ภายใต้อิทธิพลของปฏิจจสมุปบาท
ปล.ใครต้องการโต้แย้งขอความกรุณา อย่าก๊อปปี้ข้อความไม่ว่าจะเป็นพระไตรปิฎก ตำรา
เอาแต่สิ่งที่พวกท่านเข้าใจมาโพส หลายกระทู้แล้วที่ผมตั้งมันกลายเป็นกองขยะเพราะคนที่ชอบก๊อปปี้โพส