
***ในวงการพุทธศาสนาบ้านเรา ถ้าพูดถึงการเข้าถึงธรรมะ เรามักจะเห็นภาพการเข้าวัด นั่งสมาธิ หลับตา หรือการเดินจงกรม แต่ในอีกมุมหนึ่ง กลับมีกลุ่มคนผู้เคร่งครัดที่บอกว่า
"นั่นไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ที่แท้จริง" จนเกิดเป็นดราม่าในวงสนทนาธรรมอยู่บ่อยครั้งระหว่าง
สายอภิธรรม (ปัญญาบริสุทธิ์) และ สายปฏิบัติ (จิตภาวนา) เรามาลองกางข้อมูลดูความต่างที่ทำให้สองสายนี้แทบจะคุยกันคนละภาษาครับ
+++++++
1. สายอภิธรรม (สไตล์ อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์): ธรรมะคือ "เดี๋ยวนี้" ไม่ใช่ "ตัวเรา"
สายนี้เน้นการ
"ฟัง" และ
"พิจารณา" จนเกิดปัญญาขั้นแตกฉาน จุดเน้นคือ:
ทุกอย่างคือ "ธัมมะ": ไม่ว่าจะเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น หรือคิดนึก ทั้งหมดคือ "สิ่งที่ปรากฏจริง" (ปรมัตถธรรม)
ปฏิเสธ "ตัวตน" อย่างรุนแรง: การมานั่งกำหนดลมหายใจ หรือพยายามทำสมาธิ สายนี้มองว่าเป็น "ตัวตน" ที่อยากจะสงบ เป็นความโลภที่อยากได้ธรรมะ
จิตเกิดดับตลอดเวลา: เน้นให้เห็นว่าสภาพธรรมะเกิดแล้วดับไปเร็วมากจนมองไม่ทัน การจะรู้ได้ต้องเริ่มจากการ "เข้าใจความหมาย" ของคำว่า
อนัตตา อย่างถ่องแท้ก่อน
วาทะเด็ด: "ขณะนี้มีธรรมะปรากฏ ทำไมต้องไปหาสถานที่ปฏิบัติ ในเมื่อธรรมะอยู่ในทุกที่และทุกเวลา"
+++++++2. สายปฏิบัติ/ดูจิต/สมาธิ: พลังแห่งการ "รู้ตัว" และ "ความสงบ"
สายนี้เน้นการ
"ฝึกฝน" จิตใจผ่านรูปแบบต่างๆ (กรรมฐาน) ไม่ว่าจะเป็นการดูลมหายใจ (อานาปานสติ) หรือการเคลื่อนไหว จุดเน้นคือ:
จิตต้องมีกำลัง: การจะเห็นธรรมะได้ จิตต้องมีสมาธิและมีความตั้งมั่น (เอกัคคตา) หากเอาแต่ฟังหรือคิดตาม สมองจะจำได้แต่ใจไม่เห็น
การเฝ้าสังเกต: การดูจิตหรือการเคลื่อนไหวของกาย ทำให้เห็นไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ผ่าน "ประสบการณ์ตรง" ไม่ใช่การนึกคิดตามตำรา
ความสงบคือฐาน: เชื่อว่าปัญญาจะเกิดได้ต้องอาศัยจิตที่นิ่งพอ เหมือนน้ำที่นิ่งถึงจะมองเห็นก้นสระ
วาทะเด็ด: "รู้ทฤษฎีเป็นล้านคำ ไม่เท่ารู้อาการของจิตเพียงวินาทีเดียว"
++++++++💥
จุดชนวนดราม่า: "คุณปฏิบัติเพื่อละ หรือปฏิบัติเพื่อสะสม?"
ความขัดแย้งทางความคิดที่มักเกิดขึ้นคือ:
ฝั่งอภิธรรมถาม: "คุณไปนั่งสมาธิ คุณรู้ไหมว่า 'ใคร' นั่ง? ถ้ายังมี 'เรา' ที่ไปนั่ง นั่นคือคุณกำลังสะสมความเห็นผิด (ทิฐิ) ว่ามีตัวตนใช่หรือไม่?"
ฝั่งปฏิบัติถามกลับ: "คุณเอาแต่ฟังและวิเคราะห์ศัพท์แสงที่ซับซ้อน นั่นคือ 'จินตามยปัญญา' (ปัญญาจากการคิด) หรือเปล่า? ถ้าไม่ลงมือฝึกจิตให้มีกำลัง คุณจะข้ามพ้นกิเลสที่รุ่มร้อนในใจจริงๆ ได้อย่างไร?"
++++++++🧐
ทิ้งท้ายให้คิด...
ถ้าธรรมะคือการละวาง...
การที่เราพยายาม
"เข้าใจ" จนเครียด ว่าไม่มีตัวเรา... นั่นคือ "เรา" กำลังอยากจะเข้าใจใช่ไหม?
และการที่เราพยายาม
"นั่งสมาธิ" ให้สงบ... นั่นคือ "เรา" กำลังอยากจะได้ความสงบใช่ไหม?
สุดท้ายแล้ว... ระหว่าง
"การรู้แจ้งด้วยเหตุผล" กับ
"การสัมผัสด้วยจิตที่ฝึกมาดีแล้ว" ทางไหนคือทางที่ใช่สำหรับคุณ? หรือจริงๆ แล้วเราอาจจะต้องใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน?
++++++++++ชาวพันทิปคิดเห็นอย่างไรครับ? คุณเป็นสาย "ฟังให้จบ" หรือสาย "ตบะให้เกิด"?++++++++++++++++++
"อนัตตา" ในทฤษฎี vs "สมถะ" ในทางปฏิบัติ: เมื่อความจริงมีเพียงหนึ่ง แต่ทางเดินมีสองแพร่ง?
+++++++1. สายอภิธรรม (สไตล์ อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์): ธรรมะคือ "เดี๋ยวนี้" ไม่ใช่ "ตัวเรา"
สายนี้เน้นการ "ฟัง" และ "พิจารณา" จนเกิดปัญญาขั้นแตกฉาน จุดเน้นคือ:
ทุกอย่างคือ "ธัมมะ": ไม่ว่าจะเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น หรือคิดนึก ทั้งหมดคือ "สิ่งที่ปรากฏจริง" (ปรมัตถธรรม)
ปฏิเสธ "ตัวตน" อย่างรุนแรง: การมานั่งกำหนดลมหายใจ หรือพยายามทำสมาธิ สายนี้มองว่าเป็น "ตัวตน" ที่อยากจะสงบ เป็นความโลภที่อยากได้ธรรมะ
จิตเกิดดับตลอดเวลา: เน้นให้เห็นว่าสภาพธรรมะเกิดแล้วดับไปเร็วมากจนมองไม่ทัน การจะรู้ได้ต้องเริ่มจากการ "เข้าใจความหมาย" ของคำว่า อนัตตา อย่างถ่องแท้ก่อน
วาทะเด็ด: "ขณะนี้มีธรรมะปรากฏ ทำไมต้องไปหาสถานที่ปฏิบัติ ในเมื่อธรรมะอยู่ในทุกที่และทุกเวลา"
+++++++2. สายปฏิบัติ/ดูจิต/สมาธิ: พลังแห่งการ "รู้ตัว" และ "ความสงบ"
สายนี้เน้นการ "ฝึกฝน" จิตใจผ่านรูปแบบต่างๆ (กรรมฐาน) ไม่ว่าจะเป็นการดูลมหายใจ (อานาปานสติ) หรือการเคลื่อนไหว จุดเน้นคือ:
จิตต้องมีกำลัง: การจะเห็นธรรมะได้ จิตต้องมีสมาธิและมีความตั้งมั่น (เอกัคคตา) หากเอาแต่ฟังหรือคิดตาม สมองจะจำได้แต่ใจไม่เห็น
การเฝ้าสังเกต: การดูจิตหรือการเคลื่อนไหวของกาย ทำให้เห็นไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ผ่าน "ประสบการณ์ตรง" ไม่ใช่การนึกคิดตามตำรา
ความสงบคือฐาน: เชื่อว่าปัญญาจะเกิดได้ต้องอาศัยจิตที่นิ่งพอ เหมือนน้ำที่นิ่งถึงจะมองเห็นก้นสระ
วาทะเด็ด: "รู้ทฤษฎีเป็นล้านคำ ไม่เท่ารู้อาการของจิตเพียงวินาทีเดียว"
++++++++💥 จุดชนวนดราม่า: "คุณปฏิบัติเพื่อละ หรือปฏิบัติเพื่อสะสม?"
ความขัดแย้งทางความคิดที่มักเกิดขึ้นคือ:
ฝั่งอภิธรรมถาม: "คุณไปนั่งสมาธิ คุณรู้ไหมว่า 'ใคร' นั่ง? ถ้ายังมี 'เรา' ที่ไปนั่ง นั่นคือคุณกำลังสะสมความเห็นผิด (ทิฐิ) ว่ามีตัวตนใช่หรือไม่?"
ฝั่งปฏิบัติถามกลับ: "คุณเอาแต่ฟังและวิเคราะห์ศัพท์แสงที่ซับซ้อน นั่นคือ 'จินตามยปัญญา' (ปัญญาจากการคิด) หรือเปล่า? ถ้าไม่ลงมือฝึกจิตให้มีกำลัง คุณจะข้ามพ้นกิเลสที่รุ่มร้อนในใจจริงๆ ได้อย่างไร?"
++++++++🧐 ทิ้งท้ายให้คิด...
ถ้าธรรมะคือการละวาง...
การที่เราพยายาม "เข้าใจ" จนเครียด ว่าไม่มีตัวเรา... นั่นคือ "เรา" กำลังอยากจะเข้าใจใช่ไหม?
และการที่เราพยายาม "นั่งสมาธิ" ให้สงบ... นั่นคือ "เรา" กำลังอยากจะได้ความสงบใช่ไหม?
สุดท้ายแล้ว... ระหว่าง "การรู้แจ้งด้วยเหตุผล" กับ "การสัมผัสด้วยจิตที่ฝึกมาดีแล้ว" ทางไหนคือทางที่ใช่สำหรับคุณ? หรือจริงๆ แล้วเราอาจจะต้องใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน?
++++++++++ชาวพันทิปคิดเห็นอย่างไรครับ? คุณเป็นสาย "ฟังให้จบ" หรือสาย "ตบะให้เกิด"?++++++++++++++++++