ทำไมคนที่ศรัทธาสายวัดป่าหรือสายทำฌานถึงต้องบังคับให้คนทำโลกียฌานในอารมณ์อันเดียวก่อนทั้งที่หลวงปู่ขาวบอกว่ายังไงก็ได้

สงสัยและถามความเห็นทุกๆท่านว่าทำไมคนที่ศรัทธาสายวัดป่าหรือสายทำฌานถึงต้องบังคับให้คนทำโลกียฌานในอารมณ์อันเดียวก่อนทั้งที่หลวงปู่ขาวบอกว่ายังไงก็ได้ยังไงก่อนก็ได้ซึ่งหลวงปู่ขาวท่านเป็นศิษย์รุ่นใหญ่ของหลวงปู่มั่นเป็นครูบาอาจารย์ที่เก่งและปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นที่ศรัทธาและยอมรับเป็นวงกว้าง หลวงปู่ขาวบอกสายไหนก็ดีเหมือนกันอีกครับ

ตามนี้ครับ https://www.dhammathai.org/monktalk/dbview.php?No=2278
https://www.facebook.com/groups/1630835563799505/posts/4353391418210559/
.
 "สมาธิกับปัญญา ต่างฝ่ายต่างอบรมกัน"

มีผู้ถามท่านว่า : การปฏิบัตินี้ "ถ้าบริกรรมไม่สงบ จะพิจารณาอย่างเดียวได้ไหม หรือต้องให้จิตสงบก่อนพิจารณา" ท่านก็สอนดังต่อไปนี้ ..

" .. "อันหนึ่งสมถะ อันหนึ่งวิปัสสนา" มันถูกกับจริตอันใด การภาวนามันสบาย ก็ให้เอาอันนั้น "ถ้ามันถูกกับจริต จิตก็สงบสบาย ไม่ฟุ้งซ่านไปที่อื่น" จิตรวมอยู่ นั่นแหละมันถูกนิสัย

ครั้นมันไม่ถูกนิสัยแล้ว "นึกพุทโธหรืออันใดมันก็ฟุ้งซ่าน หายใจยาก หายใจฝืดเคือง" หมายความว่า "มันไม่ถูกจริตของตน" อันใดมันถูกจริตมันก็สบายใจ ใจสว่าง จิตไม่ฟุ้งซ่าน

เบื้องต้น "ใครเอาอันใด ก็ต้องเอาอันนั้นเสียก่อน" พิจารณาอาการสามสิบสอง "นี่เรียกว่าวิปัสสนาเรียกว่าค้นคว้า" เมื่อเราบริกรรมพุทโธหรืออะไรก็ตาม "บริกรรมแล้วมันไม่สงบ เราก็ต้องค้นคว้าหาอุบาย" มันเป็นการอบรมกันมันเป็นเรื่องปัญญา "จิตไม่สงบเราก็ต้องพิจารณาให้มันสงบ" มันไม่สงบแล้วมันก็ไปที่อื่น ไปสู่อารมณ์ภายนอกที่อื่น

เราก็ต้องเอามันมา "ปลอบโยนมัน ค้นคว้าให้มันพิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนังไปสุดตลอด" ให้มันครบถึงอาการ ๓๒ ใช้สัญญาค้นไป ค้นไป ไม่ให้มันไปที่อื่น ค้นไป บางทีมันลงความเห็นเรื่องปัญญา เราค้นไป ว่าไป "มันมีความเห็นตามแล้วมันก็สังเวช สลดใจ จิตมันจึงจะสงบลง" ต้องเอาอย่างนั้นเสียก่อน แล้วจึงพัก เอาอย่างนี้

"ต่างฝ่ายต่างอบรมกัน สมาธิอบรมปัญญาให้เกิด ปัญญาอบรมสมาธิให้เกิด" ปัญญาล้อมรอบมัน แล้วมันไปไม่ได้ มันไปไม่ได้มันก็ลง เรียกว่าปัญญาอบรมมัน .. "

"อนาลโยวาท"
หลวงปู่ขาว อนาลโย 
ถาม... มีบางอาจารย์สอนว่าให้พิจารณาปัญญาไปเลย ไม่จำเป็นในการทำสมถะ
คือ ความสงบใจก่อน นั่นจะไม่ขัดกันหรือปู่
หลวงปู่ขาว อนาลโย... ถ้าเราไม่ไปขัดเขา
และเขาก็ไม่มาขัดการปฏิบัติของเราก็ไม่มีอะไรขัด เขาชอบทำอย่างนั้นก็เป็นเรื่องของเขา เราทำเช่นนี้ก็เป็นการปฏิบัติของเรา และเพื่อเราเอง มิได้เพื่อใคร เพราะธรรม.. ของพระพุทธเจ้าเป็นสมบัติกลาง ใครจะแสวงหาด้วยวิธีใดก็ได้ ไม่มีใครไปห้ามและกีดขวาง ส่วนถูกหรือผิดนั้น ต่างเป็นผู้รับผิดชอบของตัวเอง ผู้อื่นมิใช่ฐานะจะเข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้าเขาไม่ขอให้เกี่ยวข้อง เรื่องก็มีเท่านั้น.
หลานสงสัยอะไรและเป็นกังวลกับใคร ...
เวลานี้ปู่พูดกับหลาน ปู่สอนหลานต่างหาก มิได้สอนใครพอจะนำเรื่องของผู้อื่นเข้ามา
เป็นกังวลใจให้ยุ่งเปล่าๆ.."
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่