พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ “ชาคริยานุโยค” คือ ความเพียรเครื่องตื่นอยู่เนือง ๆ

พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ “ชาคริยานุโยค” คือ ความเพียรเครื่องตื่นอยู่เนือง ๆ ว่าเป็นธรรมสำคัญของผู้ปฏิบัติธรรม เพราะผู้ที่ปล่อยชีวิตไปกับความเกียจคร้าน ความง่วงเหงา และความประมาท ย่อมยากที่จะทำจิตให้ก้าวหน้าในสมาธิและปัญญาได้

พระองค์ตรัสว่า ภิกษุผู้ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่เนือง ๆ นั้น ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมอันเป็นเครื่องกั้น ด้วยการเดินจงกรมและนั่งสมาธิตลอดวัน

เมื่อเข้าสู่ปฐมยามแห่งราตรี ก็ยังเดินจงกรมและนั่งสมาธิต่อไป ไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์

ครั้นถึงมัชฌิมยาม จึงเอนกายนอนอย่างมีสติ “ดุจราชสีห์” คือ นอนตะแคงขวา เท้าซ้อนกัน มีสติสัมปชัญญะ พร้อมตั้งใจว่าจะลุกขึ้นอีก มิใช่นอนด้วยความหลงใหลมัวเมาในการหลับ

เมื่อถึงปัจฉิมยาม ก็ลุกขึ้นมาเดินจงกรม นั่งสมาธิ และชำระจิตต่ออีกครั้ง

ผู้ปฏิบัติแบ่งกลางวันกลางคืนออกเป็น ๖ ส่วน และให้เวลาสำหรับการนอนเพียงส่วนเดียว ส่วนที่เหลืออีก ๕ ส่วน ใช้ไปกับการภาวนา การเจริญสติ และการฝึกจิต

นี่เรียกว่า “ชาคริยานุโยค” คือความขวนขวายในการตื่น

มิใช่เพียงตื่นทางกาย แต่หมายถึงความตื่นของจิต ไม่ปล่อยใจให้จมอยู่ในโมหะ ความฟุ้งซ่าน หรือความเกียจคร้าน

พระอริยเจ้าทั้งหลายจึงให้ความสำคัญกับการเดินจงกรมมาก เพราะการเดินจงกรมช่วยแก้ง่วง ช่วยให้เลือดลมเดินสะดวก ทำให้สติสม่ำเสมอ และช่วยให้สมาธิตั้งมั่นได้ง่ายขึ้น

ส่วนการนั่งสมาธิ เป็นการรวมจิตให้สงบ ละนิวรณ์ และทำให้เกิดกำลังของสติและปัญญา

ผู้ที่ทำความเพียรสม่ำเสมอเช่นนี้ จิตจะค่อย ๆ มีกำลังขึ้น นิวรณ์จะเบาบาง สมาธิจะตั้งมั่น และปัญญาจะค่อย ๆ เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง

จึงไม่น่าแปลกที่ครูบาอาจารย์สายกรรมฐานทั้งหลาย มักเน้นเรื่อง “ความเพียร” อย่างมาก เพราะมรรคผลนิพพานไม่ใช่สิ่งที่จะเข้าถึงได้ด้วยความประมาท แต่เกิดจากผู้ที่อดทน ฝึกฝน และรักษาสติต่อเนื่องทั้งกลางวันและกลางคืน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่