คามีลา แอร์ริส 60 ปี (2)
ความเงียบภายในห้องสถานการณ์ (Situation Room) ใต้ปีกตะวันตกของทำเนียบขาวไม่ใช่ความเงียบแบบสุญญากาศ แต่มันคือความเงียบที่หนาหนักและกดทับ ราวกับมวลอากาศทั้งหมดในห้องถูกแทนที่ด้วยปรอท ทุกลมหายใจที่สูดเข้าไปให้ความรู้สึกฝืดเคืองและเย็นเยียบ แสงสลัวจากหน้าจอยักษ์ที่ผนังด้านหนึ่งฉาบใบหน้าของ คามีลา แอร์ริส ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของประเทศ ผู้ที่ต้องเข้ามารับมือวิกฤตการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์แต่กลับสั่นสะเทือนโลกอย่างรุนแรงเป็นที่สุด ให้กลายเป็นสีเทาซีดราวกับภาพถ่ายย้อนยุคที่ไร้ชีวิตบนจอนั้นไม่ได้แสดงข้อมูลที่ที่เธอเคยคุ้นเคยในฐานะอัยการสูงสุดหรือรองประธานาธิบดี แต่มันคือแผนที่ความร้อนของสหรัฐอเมริกาที่ถูกย้อมด้วยจุดสีแดงมากมาย จุดเหล่านั้นกะพริบดูราวกับบาดแผลสดที่มีเลือดไหนออกมาตลอด พิกัดแต่ละจุดคือสถานพยาบาล บ้านพักคนชรา และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ ซึ่งบัดนี้ได้แปรสภาพกลายเป็นสุสานรวมขนาดมหึมาเพียงชั่วข้ามคืน
“เรามีร่างผู้เสียชีวิตสะสมในยี่สิบสี่ชั่วโมงแรกเกินกว่าสี่ล้านคน และตัวเลขยังพุ่งไม่หยุด” อเล็กซานโดร มายอร์กา รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงของเขาสั่นพร่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาใช้นิ้วเลื่อนแท็บเล็ตที่วางบนตรงหน้าเขา ไล่ดูรายงานความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของระบบจัดการศพจากทั้งห้าสิบรัฐ
“ระบบจัดการศพล่มสลายไปแล้วครับท่านประธานาธิบดี รถบรรทุกห้องเย็นในนิวยอร์กถูกจองเต็มจนถึงเดือนหน้า ฝ่ายสาธารณสุขกำลังคุมสถานการณ์ไม่อยู่ และถ้าเราไม่รีบทำอะไรสักอย่าง ถ้าหากไม่มีการเร่งรีบจัดการ ศพจะเน่าและกลายเป็นโรคระบาดร้ายแรงที่ซ้ำเติมเราจนไม่มีใครรอด” มายอร์กาปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม ทั้งที่แอร์ในห้องนี้เย็นจัดจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง
คามีลาจ้องมองจุดสีแดงเหล่านั้นด้วยสายตาว่างเปล่า มือที่ยังกำปากกาค้างไว้เหนือกระดาษร่างคำสั่งสั่นเทาเล็กน้อยจนข้อนิ้วขาวซีด เธอเพิ่งสาบานตนรับตำแหน่งมาได้เพียงไม่นาน แต่อำนาจที่ได้รับมากลับไม่ใช่เพื่อการสร้างชาติ หากแต่เป็นอำนาจในการบริหารจัดการความตาย
“คุณกำลังจะบอกให้ดิฉันใช้กองทัพจัดการกับศพพลเรือนงั้นหรือ อเล็กซานโดร?” เธอถามขึ้น น้ำเสียงแผ่วเบาแต่กังวานด้วยความตระหนก
“ไม่ใช่แค่เรื่องศพครับท่านประธานาธิบดี” เเจ็ค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาความมั่นคงชาติ แทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมตามสไตล์นักยุทธศาสตร์ผู้มองข้ามช็อตไปถึงความพินาศขั้นถัดไป “มันคือการป้องกันจลาจลระดับชาติ ทันทีที่บริษัทประกันภัยเห็นรับรู้ตัวเลขผู้ประกันตนเสียชีวิตไปแล้วและเงินรวมที่เขาต้องจ่าย พวกเขาจะเปิดใช้มาตรา ‘สภาวะสุดวิสัย’ ทันทีเพื่อปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมมหาศาล”
เเจ็คเดินเข้าใกล้หน้าจอพลางชี้ไปที่กราฟเศรษฐกิจที่กำลังดิ่งเหว “เมื่อผู้สูงวัยตาย ยอดการเคลมประภัยจำนวนมหาศาลที่ควรจะตกถึงลูกหลานจะหายวับไปกับตา เมื่อมรดกที่พวกเขาหวังไว้กลายเป็นศูนย์ เงินเก็บทั้งชีวิตของคนรุ่นพ่อแม่ถูกแช่แข็ง และท้องถนนเต็มไปด้วยศพที่ไม่มีใครเก็ ความโกรธแค้นจะเปลี่ยนเป็นความรุนแรงที่รัฐบาลปกติจะคุมไม่อยู่ คนรุ่นหนุ่มสาวที่ยังมีชีวิตอยู่จะเริ่มมองว่าคนตายคือภาระ และจะกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามกลางเมืองเพื่อแย่งชิงระหว่างสิ่งที่ต้องได้กับสิ่งที่ต้องไม่ให้”
คามีลาวางแฟ้ม Insurrection Act (พระราชบัญญัติปราบจลาจล) ลงบนโต๊ะราวกับมันเป็นก้อนเหล็กที่ร้อนจัดซึ่งพร้อมจะลวกมือเธอให้พองไหม้ เธอมองไปที่เเจ็คด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังลึกๆ ในฐานะอดีตอัยการที่ยึดถือตัวบทกฎหมายและความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญมาทั้งชีวิต
"เเจ็ค ดิฉันรู้ว่า Insurrection Act คือการใช้ค้อนปอนด์ทุบกระจก มันคือปุ่มนิวเคลียร์ทางการเมืองที่เราจะส่งทหารติดอาวุธเดินบนถนนวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อข้ามเส้นที่กฎหมาย Posse Comitatus ห้ามไว้ชัดเจนว่าห้ามใช้ทหารประจำการบังคับใช้กฎหมายกับพลเรือน แต่มันไม่มีกฎหมายอื่นที่ 'ฉลาด' กว่านี้ หรือ 'นุ่มนวล' กว่านี้ในการจัดการกับศพสี่ล้านศพและความโกลาหลของบริษัทประกันภัยเลยหรือ? เราไม่มี มีดผ่าตัดบ้างเลยเหรอ?"
เเจ็ค โอซัลลิแวน สบตากับเธออย่างตรงไปตรงมา แววตาของเขาไม่มีร่องรอยของการปลอบประโลม มีเพียงความจริงที่โหดร้าย “เราพิจารณาทุกอย่างแล้วครับท่าน หากเราใช้ Stafford Act (พระราชบัญญัติสแตฟฟอร์ด) เราจะได้แค่การบรรเทาทุกข์ผ่าน FEMA ซึ่งช่วยเราสร้างโรงพยาบาลสนามได้ แต่สั่งทหารไปคุมบริษัทประกันไม่ได้ หรือถ้าใช้ Public Health Service Act มาตรา 319 เราจะจัดการศพได้ในแง่สุขอนามัย แต่จัดการความมั่นคงและจลาจลไม่ได้ แม้แต่ Defense Production Act (DPA) ก็ทำได้เพียงบังคับโรงงาน Ford หรือ GM ให้ผลิตโลงศพและตู้แช่ แต่สั่งให้ประชาชนที่กำลังคลั่งเลิกปล้นร้านค้าไม่ได้”
เขายันตัวขึ้นพิงโต๊ะโอ๊ก น้ำเสียงทุ้มต่ำลงอย่างจริงจัง “กฎหมายเหล่านั้นถูกออกแบบมาเพื่อ ‘เหตุการณ์เดียว’ เช่น พายุเข้าหรือโรคระบาดสายพันธุ์ใหม่ แต่วิกฤตระลอกหนึ่งที่เราเจอตอนนี้คือ ‘การล่มสลายของระบบสังคม’ (Systemic Collapse) พร้อมกันในทุกมิติ ทั้งชีวภาพ กฎหมาย การเงิน และความเชื่อมั่น ถ้าท่านใช้กฎหมายปกติ เราต้องจ้างบริษัทเอกชนขนศพซึ่งตอนนี้พนักงานไม่ยอมมาทำงานแล้ว เราต้องฟ้องบริษัทประกันตามขั้นตอนซึ่งใช้เวลาเป็นปี กว่าศาลจะตัดสิน ประเทศเราก็คงเหลือแต่ขี้เถ้า และตำรวจท้องที่ที่ท่านหวังจะให้คุมม็อบ? พวกเขาอายุเกินหกสิบไปครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือก็หนีไปดูแลครอบครัวหมดแล้ว”
“ถ้าท่านต้องการรักษา 'รัฐ' ไว้ ไม่ใช่แค่ 'บรรเทาทุกข์'...” เเจ็คเว้นวรรคเพื่อเน้นย้ำความสำคัญ “Insurrection Act คือกฎหมายเดียวที่รวมอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการไว้ที่ปลายกระบอกปืนของท่านชั่วคราว เพื่อประคองประเทศไม่ให้กลายเป็นรัฐล้มละลายในเช้าวันพรุ่งนี้ มันคือทางเดียวที่จะอายัดธุรกรรมทางการเงินของบริษัทประกันไว้ได้ก่อนที่เงินจะไหลออกนอกประเทศผ่านระบบดิจิทัล”
คามีลาหลับตาลง ภาพของตัวเธอเองในชุดอัยการเดินเข้าสู่ศาลเพื่อพิสูจน์ความยุติธรรมตามขั้นตอนที่เชื่องช้าปรากฏขึ้นในมโนภาพ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยภาพจุดสีแดงที่กะพริบถี่บนหน้าจอข้างหลัง เธอรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่เพียงต้องการคนยืนยันว่าไม่มีทางเลือกอื่นที่เจ็บปวดน้อยกว่านี้
“กฎหมายมีไว้เพื่อรักษาคนเป็น” เธอกระซิบกับตัวเอง “แต่ถ้าคนเป็นกำลังจะฆ่ากันตายเพราะคนตาย กฎหมายก็ต้องเปลี่ยนหน้าที่”
เธอลืมตาขึ้น แววตาที่เคยสับสนเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวอย่างน่าประหลาด ความเป็นอัยการในตัวเธอถูกกลบฝังด้วยสัญชาตญาณของการเอาตัวรอดในฐานะประมุขแห่งรัฐ เธอโน้มตัวเข้าไปหาหน้าจอที่อยู่ตรงหน้า ปลายปากกาอิเล็กทรอนิกส์จ่อลงบนช่องลงนาม
"ถ้าค้อนคือเครื่องมือเดียวที่เรามี ดิฉันจะกุมมันไว้เอง" เธอเอ่ยเสียงเรียบ "ดิฉันจะเซ็นประกาศว่ามวลชนที่ก่อความวุ่นวายและการปฏิเสธการจ่ายสินไหมของบริษัทประกันคือ ‘การกบฏต่อความสงบเรียบร้อยของชาติ’ เพื่อให้ครอบคลุมภายใต้มาตรา 253 ของ Insurrection Act"
ปลายปากกาตวัดลงบนหน้าจอ เสียงฝีเข็มอิเล็กทรอนิกส์บันทึกข้อมูลลายเซ็นลงในระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุด เป็นวินาทีที่ประวัติศาสตร์อเมริกาจะจดจำว่าความศักดิ์สิทธิ์ของเสรีภาพถูกแลกด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายใต้ปากกระบอกปืน
"ดำเนินการได้เลย อเล็กซานโดร" เธอเงยหน้าสั่งรัฐมนตรีความมั่นคง "ใช้กองทัพประจำการและกองกำลังรักษาดินแดนเข้าแทรกแซงทุกเขตเทศบาล สั่งการให้หน่วยส่งกำลังบำรุงเปลี่ยนรถขนส่งยุทโธปกรณ์เป็นรถขนร่างผู้เสียชีวิต จัดตั้งศูนย์คัดแยกและจัดการศพส่วนกลางในทุกรัฐ อายัดบัญชีบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ทุกแห่งทันที ห้ามมีการเคลื่อนย้ายเงินแม้แต่เซนต์เดียวจนกว่าจะมีคำสั่งจากดิฉัน"
มายอร์กาพยักหน้ารับคำสั่งอย่างรวดเร็ว แววตาของเขาดูโล่งใจขึ้นเล็กน้อยที่มีทิศทางชัดเจน
"และแจ้งไปยังหน่วยบัญชาการทหารทุกคน" กมลาหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง "บอกพวกเขาว่าพวกเขาไม่ได้ออกไปรบกับศัตรูที่ไหน แต่พวกเขาออกไปเพื่อแบกรับความโศกเศร้าของชาติ ให้ปฏิบัติกับร่างผู้เสียชีวิตด้วยเกียรติสูงสุดเท่าที่จะทำได้ภายใต้สถานการณ์นี้ แต่หากใครฉวยโอกาสปล้นสะดมหรือก่อความไม่สงบโดยใช้ความตายเป็นเครื่องมือ... ให้กองทัพมีอำนาจจัดการขั้นเด็ดขาดตามกฎอัยการศึกทันที"
คามีลาคลายแผ่นหลังที่ยืดตรงแล้วพิงพนักเก้าอี้หนังสีดำตัวใหญ่ เธอรู้สึกว่าเก้าอี้ตัวนี้หนักกว่าที่เคยเป็นมาหลายเท่า สายตาของเธอจ้องไปที่จุดสีแดงบนแผนที่ซึ่งยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่จิตใจกลับเหม่อลอยออกไป
The Messages บทที่ 1 คามีลา แอร์ริส 60 ปี (2) (การเมือง/Scifi)
ความเงียบภายในห้องสถานการณ์ (Situation Room) ใต้ปีกตะวันตกของทำเนียบขาวไม่ใช่ความเงียบแบบสุญญากาศ แต่มันคือความเงียบที่หนาหนักและกดทับ ราวกับมวลอากาศทั้งหมดในห้องถูกแทนที่ด้วยปรอท ทุกลมหายใจที่สูดเข้าไปให้ความรู้สึกฝืดเคืองและเย็นเยียบ แสงสลัวจากหน้าจอยักษ์ที่ผนังด้านหนึ่งฉาบใบหน้าของ คามีลา แอร์ริส ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของประเทศ ผู้ที่ต้องเข้ามารับมือวิกฤตการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์แต่กลับสั่นสะเทือนโลกอย่างรุนแรงเป็นที่สุด ให้กลายเป็นสีเทาซีดราวกับภาพถ่ายย้อนยุคที่ไร้ชีวิตบนจอนั้นไม่ได้แสดงข้อมูลที่ที่เธอเคยคุ้นเคยในฐานะอัยการสูงสุดหรือรองประธานาธิบดี แต่มันคือแผนที่ความร้อนของสหรัฐอเมริกาที่ถูกย้อมด้วยจุดสีแดงมากมาย จุดเหล่านั้นกะพริบดูราวกับบาดแผลสดที่มีเลือดไหนออกมาตลอด พิกัดแต่ละจุดคือสถานพยาบาล บ้านพักคนชรา และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ ซึ่งบัดนี้ได้แปรสภาพกลายเป็นสุสานรวมขนาดมหึมาเพียงชั่วข้ามคืน
“เรามีร่างผู้เสียชีวิตสะสมในยี่สิบสี่ชั่วโมงแรกเกินกว่าสี่ล้านคน และตัวเลขยังพุ่งไม่หยุด” อเล็กซานโดร มายอร์กา รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงของเขาสั่นพร่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาใช้นิ้วเลื่อนแท็บเล็ตที่วางบนตรงหน้าเขา ไล่ดูรายงานความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของระบบจัดการศพจากทั้งห้าสิบรัฐ
“ระบบจัดการศพล่มสลายไปแล้วครับท่านประธานาธิบดี รถบรรทุกห้องเย็นในนิวยอร์กถูกจองเต็มจนถึงเดือนหน้า ฝ่ายสาธารณสุขกำลังคุมสถานการณ์ไม่อยู่ และถ้าเราไม่รีบทำอะไรสักอย่าง ถ้าหากไม่มีการเร่งรีบจัดการ ศพจะเน่าและกลายเป็นโรคระบาดร้ายแรงที่ซ้ำเติมเราจนไม่มีใครรอด” มายอร์กาปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม ทั้งที่แอร์ในห้องนี้เย็นจัดจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง
คามีลาจ้องมองจุดสีแดงเหล่านั้นด้วยสายตาว่างเปล่า มือที่ยังกำปากกาค้างไว้เหนือกระดาษร่างคำสั่งสั่นเทาเล็กน้อยจนข้อนิ้วขาวซีด เธอเพิ่งสาบานตนรับตำแหน่งมาได้เพียงไม่นาน แต่อำนาจที่ได้รับมากลับไม่ใช่เพื่อการสร้างชาติ หากแต่เป็นอำนาจในการบริหารจัดการความตาย
“คุณกำลังจะบอกให้ดิฉันใช้กองทัพจัดการกับศพพลเรือนงั้นหรือ อเล็กซานโดร?” เธอถามขึ้น น้ำเสียงแผ่วเบาแต่กังวานด้วยความตระหนก
“ไม่ใช่แค่เรื่องศพครับท่านประธานาธิบดี” เเจ็ค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาความมั่นคงชาติ แทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมตามสไตล์นักยุทธศาสตร์ผู้มองข้ามช็อตไปถึงความพินาศขั้นถัดไป “มันคือการป้องกันจลาจลระดับชาติ ทันทีที่บริษัทประกันภัยเห็นรับรู้ตัวเลขผู้ประกันตนเสียชีวิตไปแล้วและเงินรวมที่เขาต้องจ่าย พวกเขาจะเปิดใช้มาตรา ‘สภาวะสุดวิสัย’ ทันทีเพื่อปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมมหาศาล”
เเจ็คเดินเข้าใกล้หน้าจอพลางชี้ไปที่กราฟเศรษฐกิจที่กำลังดิ่งเหว “เมื่อผู้สูงวัยตาย ยอดการเคลมประภัยจำนวนมหาศาลที่ควรจะตกถึงลูกหลานจะหายวับไปกับตา เมื่อมรดกที่พวกเขาหวังไว้กลายเป็นศูนย์ เงินเก็บทั้งชีวิตของคนรุ่นพ่อแม่ถูกแช่แข็ง และท้องถนนเต็มไปด้วยศพที่ไม่มีใครเก็ ความโกรธแค้นจะเปลี่ยนเป็นความรุนแรงที่รัฐบาลปกติจะคุมไม่อยู่ คนรุ่นหนุ่มสาวที่ยังมีชีวิตอยู่จะเริ่มมองว่าคนตายคือภาระ และจะกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามกลางเมืองเพื่อแย่งชิงระหว่างสิ่งที่ต้องได้กับสิ่งที่ต้องไม่ให้”
คามีลาวางแฟ้ม Insurrection Act (พระราชบัญญัติปราบจลาจล) ลงบนโต๊ะราวกับมันเป็นก้อนเหล็กที่ร้อนจัดซึ่งพร้อมจะลวกมือเธอให้พองไหม้ เธอมองไปที่เเจ็คด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังลึกๆ ในฐานะอดีตอัยการที่ยึดถือตัวบทกฎหมายและความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญมาทั้งชีวิต
"เเจ็ค ดิฉันรู้ว่า Insurrection Act คือการใช้ค้อนปอนด์ทุบกระจก มันคือปุ่มนิวเคลียร์ทางการเมืองที่เราจะส่งทหารติดอาวุธเดินบนถนนวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อข้ามเส้นที่กฎหมาย Posse Comitatus ห้ามไว้ชัดเจนว่าห้ามใช้ทหารประจำการบังคับใช้กฎหมายกับพลเรือน แต่มันไม่มีกฎหมายอื่นที่ 'ฉลาด' กว่านี้ หรือ 'นุ่มนวล' กว่านี้ในการจัดการกับศพสี่ล้านศพและความโกลาหลของบริษัทประกันภัยเลยหรือ? เราไม่มี มีดผ่าตัดบ้างเลยเหรอ?"
เเจ็ค โอซัลลิแวน สบตากับเธออย่างตรงไปตรงมา แววตาของเขาไม่มีร่องรอยของการปลอบประโลม มีเพียงความจริงที่โหดร้าย “เราพิจารณาทุกอย่างแล้วครับท่าน หากเราใช้ Stafford Act (พระราชบัญญัติสแตฟฟอร์ด) เราจะได้แค่การบรรเทาทุกข์ผ่าน FEMA ซึ่งช่วยเราสร้างโรงพยาบาลสนามได้ แต่สั่งทหารไปคุมบริษัทประกันไม่ได้ หรือถ้าใช้ Public Health Service Act มาตรา 319 เราจะจัดการศพได้ในแง่สุขอนามัย แต่จัดการความมั่นคงและจลาจลไม่ได้ แม้แต่ Defense Production Act (DPA) ก็ทำได้เพียงบังคับโรงงาน Ford หรือ GM ให้ผลิตโลงศพและตู้แช่ แต่สั่งให้ประชาชนที่กำลังคลั่งเลิกปล้นร้านค้าไม่ได้”
เขายันตัวขึ้นพิงโต๊ะโอ๊ก น้ำเสียงทุ้มต่ำลงอย่างจริงจัง “กฎหมายเหล่านั้นถูกออกแบบมาเพื่อ ‘เหตุการณ์เดียว’ เช่น พายุเข้าหรือโรคระบาดสายพันธุ์ใหม่ แต่วิกฤตระลอกหนึ่งที่เราเจอตอนนี้คือ ‘การล่มสลายของระบบสังคม’ (Systemic Collapse) พร้อมกันในทุกมิติ ทั้งชีวภาพ กฎหมาย การเงิน และความเชื่อมั่น ถ้าท่านใช้กฎหมายปกติ เราต้องจ้างบริษัทเอกชนขนศพซึ่งตอนนี้พนักงานไม่ยอมมาทำงานแล้ว เราต้องฟ้องบริษัทประกันตามขั้นตอนซึ่งใช้เวลาเป็นปี กว่าศาลจะตัดสิน ประเทศเราก็คงเหลือแต่ขี้เถ้า และตำรวจท้องที่ที่ท่านหวังจะให้คุมม็อบ? พวกเขาอายุเกินหกสิบไปครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือก็หนีไปดูแลครอบครัวหมดแล้ว”
“ถ้าท่านต้องการรักษา 'รัฐ' ไว้ ไม่ใช่แค่ 'บรรเทาทุกข์'...” เเจ็คเว้นวรรคเพื่อเน้นย้ำความสำคัญ “Insurrection Act คือกฎหมายเดียวที่รวมอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการไว้ที่ปลายกระบอกปืนของท่านชั่วคราว เพื่อประคองประเทศไม่ให้กลายเป็นรัฐล้มละลายในเช้าวันพรุ่งนี้ มันคือทางเดียวที่จะอายัดธุรกรรมทางการเงินของบริษัทประกันไว้ได้ก่อนที่เงินจะไหลออกนอกประเทศผ่านระบบดิจิทัล”
คามีลาหลับตาลง ภาพของตัวเธอเองในชุดอัยการเดินเข้าสู่ศาลเพื่อพิสูจน์ความยุติธรรมตามขั้นตอนที่เชื่องช้าปรากฏขึ้นในมโนภาพ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยภาพจุดสีแดงที่กะพริบถี่บนหน้าจอข้างหลัง เธอรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่เพียงต้องการคนยืนยันว่าไม่มีทางเลือกอื่นที่เจ็บปวดน้อยกว่านี้
“กฎหมายมีไว้เพื่อรักษาคนเป็น” เธอกระซิบกับตัวเอง “แต่ถ้าคนเป็นกำลังจะฆ่ากันตายเพราะคนตาย กฎหมายก็ต้องเปลี่ยนหน้าที่”
เธอลืมตาขึ้น แววตาที่เคยสับสนเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวอย่างน่าประหลาด ความเป็นอัยการในตัวเธอถูกกลบฝังด้วยสัญชาตญาณของการเอาตัวรอดในฐานะประมุขแห่งรัฐ เธอโน้มตัวเข้าไปหาหน้าจอที่อยู่ตรงหน้า ปลายปากกาอิเล็กทรอนิกส์จ่อลงบนช่องลงนาม
"ถ้าค้อนคือเครื่องมือเดียวที่เรามี ดิฉันจะกุมมันไว้เอง" เธอเอ่ยเสียงเรียบ "ดิฉันจะเซ็นประกาศว่ามวลชนที่ก่อความวุ่นวายและการปฏิเสธการจ่ายสินไหมของบริษัทประกันคือ ‘การกบฏต่อความสงบเรียบร้อยของชาติ’ เพื่อให้ครอบคลุมภายใต้มาตรา 253 ของ Insurrection Act"
ปลายปากกาตวัดลงบนหน้าจอ เสียงฝีเข็มอิเล็กทรอนิกส์บันทึกข้อมูลลายเซ็นลงในระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุด เป็นวินาทีที่ประวัติศาสตร์อเมริกาจะจดจำว่าความศักดิ์สิทธิ์ของเสรีภาพถูกแลกด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายใต้ปากกระบอกปืน
"ดำเนินการได้เลย อเล็กซานโดร" เธอเงยหน้าสั่งรัฐมนตรีความมั่นคง "ใช้กองทัพประจำการและกองกำลังรักษาดินแดนเข้าแทรกแซงทุกเขตเทศบาล สั่งการให้หน่วยส่งกำลังบำรุงเปลี่ยนรถขนส่งยุทโธปกรณ์เป็นรถขนร่างผู้เสียชีวิต จัดตั้งศูนย์คัดแยกและจัดการศพส่วนกลางในทุกรัฐ อายัดบัญชีบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ทุกแห่งทันที ห้ามมีการเคลื่อนย้ายเงินแม้แต่เซนต์เดียวจนกว่าจะมีคำสั่งจากดิฉัน"
มายอร์กาพยักหน้ารับคำสั่งอย่างรวดเร็ว แววตาของเขาดูโล่งใจขึ้นเล็กน้อยที่มีทิศทางชัดเจน
"และแจ้งไปยังหน่วยบัญชาการทหารทุกคน" กมลาหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง "บอกพวกเขาว่าพวกเขาไม่ได้ออกไปรบกับศัตรูที่ไหน แต่พวกเขาออกไปเพื่อแบกรับความโศกเศร้าของชาติ ให้ปฏิบัติกับร่างผู้เสียชีวิตด้วยเกียรติสูงสุดเท่าที่จะทำได้ภายใต้สถานการณ์นี้ แต่หากใครฉวยโอกาสปล้นสะดมหรือก่อความไม่สงบโดยใช้ความตายเป็นเครื่องมือ... ให้กองทัพมีอำนาจจัดการขั้นเด็ดขาดตามกฎอัยการศึกทันที"
คามีลาคลายแผ่นหลังที่ยืดตรงแล้วพิงพนักเก้าอี้หนังสีดำตัวใหญ่ เธอรู้สึกว่าเก้าอี้ตัวนี้หนักกว่าที่เคยเป็นมาหลายเท่า สายตาของเธอจ้องไปที่จุดสีแดงบนแผนที่ซึ่งยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่จิตใจกลับเหม่อลอยออกไป