อยากฟังมุมมองของหลาย ๆ คนค่ะ

กระทู้คำถาม
ตอนนี้เราอายุ 20 ปีค่ะ

เมื่อประมาณช่วงปลายปี 65 คุณแม่ของเราตรวจพบว่าเป็นมะเร็งระยะที่ 4 และช่วงกลางปี 67 คุณพ่อของเราก็ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายและลุกลามอย่างรวดเร็วเช่นกันค่ะ

คุณพ่อเสียหลังที่เข้าโรงพยาบาลได้เพียงแค่ 20 วัน และ 6 เดือนถัดมาคุณแม่เราก็เสียตาม

เราสูญเสียคุณพ่อและคุณแม่ในช่วงเวลาที่ใกล้กันมากและตอนนั้นเราก็ยังเป็นเด็กอายุ 19 ปี เราอาศัยอยู่กับคุณแม่มาตั้งแต่ยังเด็กเนื่องจากคุณพ่อและคุณแม่แยกทางกันตั้งแต่เราจำความได้แล้ว คุณแม่เป็นเสาหลักเพียงคนเดียวในบ้าน แต่พอเกิดเหตุการณ์นี้ เราที่เป็นลูกคนเดียวจึงต้องลาออกจากโรงเรียนและสอบเทียบเอาเพื่อมาสานต่อธุรกิจส่วนตัวของคุณแม่ที่เป็นรายได้หลักเพื่อให้ครอบครัวไปต่อได้

ปัจจุบันเราก็ยังคงเรียนไปด้วยแล้วก็ทำงานที่บ้านไปด้วยค่ะ ตอนนี้อาศัยอยู่กับคุณยายที่เป็นคนในครอบครัวคนเดียวที่เหลืออยู่

ด้วยความที่ตอนนี้เราเหลือคุณยายคนเดียว ทำให้อะไรหลาย ๆ เวลาที่เราต้องการหรืออยากทำเพื่อตนเองบ้าง บางทีเราต้องทบทวนอย่างหนักก่อนจะตัดสินใจ เพราะเรารู้สึกเราไม่สามารถทิ้งเขาให้อยู่คนเดียวได้ เราไม่สามารถไปจากตรงนี้ได้ งานที่บ้านยังต้องมีเรา จนบางทีก็รู้สึกเหมือนถูกดึงขาเอาไว้ตลอดเวลาเลยค่ะ

เพราะก็มีอยู่หลายครั้งที่เราอยากลองทำอะไรใหม่ ๆ แต่เราไม่กล้าตัดสินใจทำหรือบางทีตัดสินใจไปแล้ว เสียงของยายที่ตอบกลับมาบางทีมันทำให้ความมั่นใจของเราที่มีในหลาย ๆ ครั้งเหมือนถูกทำลายเลยค่ะ

เราเลยตั้งคำถามว่า สรุปแล้วชีวิตของเรามันเป็นของเราจริง ๆ ใช่ไหมนะ ?

เราเองก็พยายามเข้าใจในมุมมองของคุณยายว่าเขาพูดเพราะเป็นห่วง แต่คำพูดของเขาด้วยบุคลิกที่เป็นแบบนั้น ทำให้คำพูดที่แกพูดออกมามันเจ็บกว่าปกติ ซึ่งบางครั้งเราก็รับได้ แต่ก็มีหลายครั้งที่ฟังแล้วอยากจะร้องไห้เลยค่ะ (เคยคุยถึงเรื่องนี้แล้ว แต่เขาก็ไม่สามารถปรับได้ เราจึงไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้อีก)

จริง ๆ ตั้งกระทู้นี้ขึ้นมาไม่ได้มีคำถามอะไรที่อยากถามเป็นพิเศษเลยค่ะ แค่อยากฟังคำแนะนำและมุมมองจากคนที่อาจจะเคยประสบพบเจอเหตุการณ์คล้าย ๆ กันว่าใช้ชีวิตอย่างไรกันต่อ หรือจากมุมมองของคนที่เข้ามาอ่านก็ได้ค่ะ

เราไม่อยากละทิ้งความต้องการของตนเองไปแล้ว เพราะเรารู้สึกว่าคำว่า "รู้งี้" มันน่ากลัวกว่าคำว่า "อย่างน้อยก็ได้ลอง" มาก ๆ เลยค่ะ เราอยากทำตามสิ่งที่ตนเองต้องการไปด้วยในตอนที่ยายยังอยู่กับเรา ไม่อยากให้ท่านต้องจากเราไปอีกคนก่อนเราถึงจะต้องรู้สึกว่าอิสระที่เราตามหามันมาถึงแล้ว เพราะในตอนที่เราสำเร็จ เราก็รู้สึกว่ามันน่าเสียดายมากที่คนสำคัญจะไม่ได้อยู่แสดงความยินดีกับเรา มันน่าเศร้าใจค่ะ (ทุกวันนี้เวลาทำอะไรสำเร็จ ก็ได้นึกถึงแต่คุณแม่กับคุณพ่อแทน เพราะไม่มีโอกาสได้บอกกับท่านอีกแล้ว)

แต่หลาย ๆ ครั้งคำพูดของเขาที่กระทบกระเทือนจิตใจเรา มันก็ทำให้ความกล้าของเรามันชะงักจนกลัวไปหมดเลยค่ะ

จนถึงตอนนี้ก็ขอบคุณที่อ่านกันมาจนจบนะคะ หลังจากนี้เราก็จะตั้งใจใช้ชีวิตต่อไปและลองหาแนวทางแก้ปมปัญหานี้ดูต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้คำตอบค่ะ

ขอให้ทุกคนมีวันที่ดีค่ะ :3
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่