พ่อแม่รุ่นใหม่ มองลูกเป็นแหล่งความสุข

มีโอกาสคุยกับเด็กรุ่นใหม่ ที่มีพ่อแม่ Gen XY
พ่อแม่ที่พร้อมที่จะเข้าใจ ไม่เคยตีลูก แต่คุณภาพของลูกๆ กลับไม่มากนัก
ได้ข้อสรุปที่คล้ายกันเมื่อคุยกับเด็กๆ วัย 10 ขวบ 5 คน

1. เด็กๆ รู้สึกว่า ไม่ต้องตั้งใจเรียนก็ได้ แค่ต้องไปโรงเรียน เพราะพ่อแม่รับได้ถ้าสอบตก
2. เด็กๆ ไม่ได้ถูกฝึกให้ทำงานบ้าน ผู้ทำงานบ้านทั้งหมดคือ แม่ และย่า-ยาย
3. เด็กๆ ถูกเสิร์ฟความต้องการ เช่น ผู้ใหญ่เสิร์ฟอาหาร สั่งให้ผู้ใหญ่ปรุงอาหารตามที่ชอบ
จัดกิจกรรมพิเศษในวันเกิด พาไปเที่ยวในวันหยุด เสื้อผ้า-รองเท้าราคาแพงๆ แม้ครอบครัวฐานะปานกลาง
4. เด็กๆ ไม่ได้ถูกฝึกเรื่องมารยาท อย่างโรงเรียนรัฐยุคก่อนที่มีการสอนมุมมองเรื่องมารยาท
แม้แต่การใช้ช้อนกลาง การมองหน้าคนที่คุยด้วย โดยไม่มองโทรศัพท์มือถือตลอดเวลา
5. เด็กๆ ไม่ถูกกดดันด้านการแข่งขันในทุกรูปแบบ มีชีวิตที่เลือกได้ พ่อแม่ดูแลถนอมจิตใจลูกๆ
ยิ่งพ่อแม่หย่ากัน ต่างฝ่ายก็ต่างเอาใจลูก เพราะไม่ได้อยู่กับลูกเป็นประจำ
เด็กๆ เลือกที่จะอยู่บ้านญาติคนไหนก็ได้ในช่วงปิดเทอม ซึ่งแต่ละบ้านก็พร้อมเอาอกเอาใจ
มีแนวโน้มก้าวร้าวเพราะเป็นใหญ่ในบ้าน ไม่มีเป้าหมายอื่นที่ทำให้เขาได้ใช้พลังงาน

เด็กรุ่นนี้เกิดมาในแบบที่พ่อแม่มีลูกเมื่อพร้อมจะเลี้ยงดูให้สุขสบาย
ถ้าครอบครัวไหนไม่พร้อม ก็เลือกที่จะไม่มีลูก
พ่อแม่ทำงานเหนื่อย พอกลับถึงบ้าน มองลูกเป็นแหล่งความสุข
นั่นคือ การเอาอกเอาใจ การให้แบบไม่ขีดจำกัด
ทำให้เด็กๆ เข้าใจว่า ทรัพยากรในโลกนี้ มีไม่จำกัด
การอยู่ในโลกที่สุขสบายเหนือจริงเช่นนี้
อาจส่งผลให้เด็กมีปัญหาในการเข้ากับโลกภายนอก
ต่อด้วยวัยรุ่น ที่อยู่กับคอมพิวเตอร์ ตามด้วยวัยทำงานตอนต้น
ที่พูดน้อย ไม่ค่อยคุยแลกเปลี่ยนความคิดกับคนรุ่นอื่น

เมื่อเด็กอายุเกิน 10 ปี เขาควรจะถูกสอนโดยพ่อแม่
ในเรื่องการฝึกหัด เพื่อที่จะอยู่กับสังคมภายนอก
เหมือนนกอินทรีย์ เอาก้อนหินมาปูรัง ฝึกกำลังขาให้ลูก
เพื่อให้ลูกแข็งแกร่ง พร้อมที่จะล่าเหยื่อ โดยใช้เท้ายกเหยื่อ เช่น ลูกกวาง พาบิน
คำว่าแข็งแกร่ง อาจโหดเกินไป น่าจะเรียกว่า สอนเรื่องทักษะการเอาชีวิตรอด
การอยู่รอดได้ด้วยตนเอง โดยถูกฝึกขั้นต้นจากครอบครัว

สาวคนหนึ่งเล่าว่า มีเพื่อนที่ทำงานบ้านไม่เป็นเลย
เช่าบ้านอยู่ด้วยกัน 4 คน ในต่างประเทศ อีกสามคน ช่วยกันทำความสะอาด
พื้นที่ห้องรับแขกและห้องครัว ซึ่งเป็นพื้นที่ใช้ร่วมกัน
เมื่อ 1 คน ไม่ทำงานบ้านเลย ความรู้สึกของเพื่อนๆ
คือ เขาไม่ใช่หนึ่งในกลุ่ม ผลคือ เวลามีข่าวอะไรสำคัญ
คนนั้นก็จะตกข่าว ที่แย่ที่สุด คือ เกิดอันตรายขึ้นกับเขา
โดยเพื่อนไม่ได้บอกว่าพื้นที่ตรงไหนของเมืองนั้น ไม่ควรเดินไปลำพัง
เพราะมีโอกาสคุยกันน้อย เพื่อนๆไม่ตั้งใจแกล้ง แต่เขาตกข่าว

ความรักลูก อาจนำไปสู่การตามใจจนเกินเหตุ
แต่การสร้างคน มาจากการสอน การฝึก ไม่ใช่การสั่ง
เป็นการให้เหตุผล วางระบบ กติกา ให้พร้อมเผชิญกับโลกกว้าง

อยากทราบว่า คุณคุยกับเด็กประถมปลายยุคนี้ แล้ว เห็นแนวโน้มเป็นอย่างไร
"The family does not teach you, but the world will teach you."
 คุณคิดเห็นอย่างไรกับคำกล่าวนี้
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่