วันนี้มีเรื่องราวและคำถามหนึ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวมาสักพักใหญ่ เลยอยากมาชวนทุกคนพูดคุย แแลกเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับเป้าหมายชีวิตในยุคนี้กันสักหน่อยค่ะ
เวลาเราเปิดดูคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดีย หรืออ่านตำราการเงินหลายๆ เล่ม มักจะมีคำแนะนำที่บอกให้เรา
“ประหยัดที่สุด อดออมให้มากที่สุด เอาเงินไปลงทุนให้เงินงอกเงย จะได้รวยเร็วๆ และเกษียณให้ไวที่สุด” ยอมรับเลยค่ะว่าช่วงหนึ่งเราก็เคยอินกับแนวคิดนั้นมากๆ พยายามประหยัด บีบคั้นตัวเองจนบางทีรู้สึกว่าชีวิตมันตึงและแห้งเหี่ยวเกินไปหรือเปล่า
จนกระทั่งวันหนึ่งที่อายุเริ่มขยับเข้าเลข 3+ ผ่านโลก ผ่านปัญหา และเริ่มเห็นสัจธรรมของชีวิตมากขึ้น นิยามคำว่า "รวย" หรือ "ประสบความสำเร็จ" ของเรามันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ
สำหรับเราในวันนี้... การประสบความสำเร็จไม่ได้แปลว่าต้องมีเงินในบัญชีสิบล้านร้อยล้าน ไม่ต้องขับรถสปอร์ตหรูๆ ให้ใครอิจฉา แต่คือนิยามง่ายๆ แค่
"การไม่มีหนี้สินให้ต้องกังวล นอนหลับเต็มอิ่ม ตื่นมาไม่ปวดหลัง มีสุขภาพที่แข็งแรงพอจะใช้ชีวิต และยังมีกำลังพอที่จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปเดินเล่นในห้าง หาของอร่อยๆ ทานด้วยกันในวันหยุด" แค่นี้ก็คือที่สุดของความโชคดีในชีวิตเราแล้ว
เราเริ่มมองว่า การได้ใช้ชีวิตในแต่ละวันแบบเรียบง่าย ได้ซื้อของตกแต่งบ้าน ได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวในวันที่ทุกคนยังมีรอยยิ้มและร่างกายที่แข็งแรง มันคือ
"การลงทุนในความทรงจำและความสัมพันธ์" ที่คุ้มค่าที่สุด เป็นสินทรัพย์ทางใจที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีวันขาดทุนเลย
จากตรงนี้เอง มันเลยทำให้เราย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า... แล้วแบบไหนล่ะ ถึงจะเรียกว่า "
พอ" หรือจุดไหนที่เราควรจะผ่อนคันเร่งและหยุดวิ่งหาเงินแบบบ้าคลั่งได้แล้ว?
เพราะถ้าเราไม่มีหมุดหมายคำว่าพอที่ชัดเจน เราก็คงต้องติดอยู่ในลูปของการวิ่งไล่ตามตัวเลขไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งหันกลับมาอีกที อาจจะพบว่าเราสูญเสียทั้งสุขภาพ และสูญเสีย "เวลา" ที่จะได้อยู่กับคนที่รักในวันที่พวกท่านยังแข็งแรงไปแล้ว ซึ่งราคาของเวลาเหล่านั้น ต่อให้รวยแค่ไหนก็ใช้เงินซื้อกลับคืนมาไม่ได้
สำหรับตัวเราเอง จุดที่เรียกว่าพอมันเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อเราหันกลับมามองความจริงตรงหน้า:
- พอ... เมื่อระบบเซฟตี้ชีวิตนิ่งแล้ว: มีเงินผ่อนบ้านในแต่ละเดือนอย่างราบรื่น มีเงินสำรองยามฉุกเฉิน และมีการจัดเตรียมงบประมาณไว้สำหรับดูแลสุขภาพและการหาหมอ ทั้งประกันสุขภาพคอยซัปพอร์ตและเงินสำรองค่ายา เพราะในวัยนี้ ค่ารักษาพยาบาลคือสิ่งที่ต้องวางแผนให้รัดกุมที่สุด
- พอ... เมื่อรู้ว่าความสุขที่แท้จริงของเราใช้เงินเท่าไหร่: เมื่อเราค้นพบว่า ความสุขของเราคือเรื่องธรรมดาๆ อย่างการไปเดินเล่นแอร์เย็นๆ ในห้าง ซื้อของเข้าบ้านเล็กๆ น้อยๆ กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา ซึ่งไม่ได้ต้องใช้เงินมากมาย เราจะรู้ทันทีว่ารายได้ระดับนี้คือประคับประคองชีวิตได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตและสุขภาพไปแลกกับความเครียดเพื่อให้รวยล้นฟ้า
- พอ... เมื่อเลิกเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับคนอื่นในโซเชียล: ตราบใดที่เรายังมองคนอื่นแล้วรู้สึกว่าเรายังเด่นยังรวยไม่เท่าเขา คำว่าพอจะไม่เคยเกิดขึ้น แต่เมื่อไหร่ที่เราหันกลับมามองบ้านของเรา แล้วรู้สึกอุ่นใจ อิ่มใจกับสิ่งที่มีอยู่ วันนั้นคือเราหยุดวิ่งตามเงาคนอื่นได้สำเร็จ
เราเลือกที่จะทำงานเพื่อเพิ่มรายได้ตามสมควร ควบคู่ไปกับการดูแลร่างกาย ไม่ยอมเอาสุขภาพไปแลกเงินจนพัง เพราะต่อให้หาเงินได้เก่งแค่ไหน แต่ถ้าต้องเอาเงินทั้งหมดที่หามาได้ไปจ่ายให้หมอตอนป่วย มันคงไม่ใช่นิยามของความสำเร็จสำหรับเราแน่ๆ
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะใช้ไปกับการเข้าโหมดประหยัดจนแห้งเหี่ยว และก็สั้นเกินกว่าจะวิ่งหาเงินจนลืมใช้ชีวิต...
แต่ในขณะเดียวกัน... เราก็เข้าใจดีว่า "คำว่าพอ" ของแต่ละคน หน้าตามันไม่เหมือนกันเลย
สำหรับบางคน หรือหลายๆ ครอบครัวที่กำลังแบกรับภาระอันหนักอึ้ง ไหนจะต้องเลี้ยงดูครอบครัว ส่งเสียลูก นอกจากตัวเองก็ยังมีญาติผู้ใหญ่ ลูกหลานที่ต้องดูแล จนบางทีก็มองไม่เห็นเลยจริงๆ ว่าเมื่อไหร่ชีวิตถึงควรจะพอ ยิ่งในยุคที่มีทั้งวิกฤตต่างๆ และปัจจัยภายนอกที่โหมกระหน่ำเข้ามาแบบนี้ การจะหยุดวิ่งจึงเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
เราเลยอยากทราบหลายๆ มุมมองของทุกคนที่ผ่านมาเห็นกระทู้นี้ค่ะ ว่าในสถานการณ์ชีวิตของแต่ละคนตอนนี้...
- สำหรับคุณ คำว่า "พอ" เป็นยังไงและเมื่อไหร่ควรจะ "พอ"?
- มีอะไรที่พวกเราควรระวัง หรือมุมไหนที่ควรมองเพิ่มเติมในการบริหารเงินและบริหารชีวิตอีกไหมคะ?
- หรือจริงๆ แล้ว พวกเราไม่ควรจะ "พอ" เพราะยังไงชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไปและต้องสู้จนถึงวาระสุดท้าย?
แวะมาแชร์มุมมองและคุยกันได้เลยนะคะ แลกเปลี่ยนกันเพื่อเป็นกำลังใจและข้อคิดให้แก่กันค่ะ 💖✨
นิยามคำว่า "รวย" หรือ "ประสบความสำเร็จ" ในยุคนี้คืออะไร? แล้วแบบไหนที่เรียกว่า "พอ" หรือจริงๆ เราไม่ควรจะพอ...
เวลาเราเปิดดูคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดีย หรืออ่านตำราการเงินหลายๆ เล่ม มักจะมีคำแนะนำที่บอกให้เรา “ประหยัดที่สุด อดออมให้มากที่สุด เอาเงินไปลงทุนให้เงินงอกเงย จะได้รวยเร็วๆ และเกษียณให้ไวที่สุด” ยอมรับเลยค่ะว่าช่วงหนึ่งเราก็เคยอินกับแนวคิดนั้นมากๆ พยายามประหยัด บีบคั้นตัวเองจนบางทีรู้สึกว่าชีวิตมันตึงและแห้งเหี่ยวเกินไปหรือเปล่า
จนกระทั่งวันหนึ่งที่อายุเริ่มขยับเข้าเลข 3+ ผ่านโลก ผ่านปัญหา และเริ่มเห็นสัจธรรมของชีวิตมากขึ้น นิยามคำว่า "รวย" หรือ "ประสบความสำเร็จ" ของเรามันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ
สำหรับเราในวันนี้... การประสบความสำเร็จไม่ได้แปลว่าต้องมีเงินในบัญชีสิบล้านร้อยล้าน ไม่ต้องขับรถสปอร์ตหรูๆ ให้ใครอิจฉา แต่คือนิยามง่ายๆ แค่ "การไม่มีหนี้สินให้ต้องกังวล นอนหลับเต็มอิ่ม ตื่นมาไม่ปวดหลัง มีสุขภาพที่แข็งแรงพอจะใช้ชีวิต และยังมีกำลังพอที่จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปเดินเล่นในห้าง หาของอร่อยๆ ทานด้วยกันในวันหยุด" แค่นี้ก็คือที่สุดของความโชคดีในชีวิตเราแล้ว
เราเริ่มมองว่า การได้ใช้ชีวิตในแต่ละวันแบบเรียบง่าย ได้ซื้อของตกแต่งบ้าน ได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวในวันที่ทุกคนยังมีรอยยิ้มและร่างกายที่แข็งแรง มันคือ "การลงทุนในความทรงจำและความสัมพันธ์" ที่คุ้มค่าที่สุด เป็นสินทรัพย์ทางใจที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีวันขาดทุนเลย
จากตรงนี้เอง มันเลยทำให้เราย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า... แล้วแบบไหนล่ะ ถึงจะเรียกว่า "พอ" หรือจุดไหนที่เราควรจะผ่อนคันเร่งและหยุดวิ่งหาเงินแบบบ้าคลั่งได้แล้ว?
เพราะถ้าเราไม่มีหมุดหมายคำว่าพอที่ชัดเจน เราก็คงต้องติดอยู่ในลูปของการวิ่งไล่ตามตัวเลขไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งหันกลับมาอีกที อาจจะพบว่าเราสูญเสียทั้งสุขภาพ และสูญเสีย "เวลา" ที่จะได้อยู่กับคนที่รักในวันที่พวกท่านยังแข็งแรงไปแล้ว ซึ่งราคาของเวลาเหล่านั้น ต่อให้รวยแค่ไหนก็ใช้เงินซื้อกลับคืนมาไม่ได้
สำหรับตัวเราเอง จุดที่เรียกว่าพอมันเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อเราหันกลับมามองความจริงตรงหน้า:
- พอ... เมื่อระบบเซฟตี้ชีวิตนิ่งแล้ว: มีเงินผ่อนบ้านในแต่ละเดือนอย่างราบรื่น มีเงินสำรองยามฉุกเฉิน และมีการจัดเตรียมงบประมาณไว้สำหรับดูแลสุขภาพและการหาหมอ ทั้งประกันสุขภาพคอยซัปพอร์ตและเงินสำรองค่ายา เพราะในวัยนี้ ค่ารักษาพยาบาลคือสิ่งที่ต้องวางแผนให้รัดกุมที่สุด
- พอ... เมื่อรู้ว่าความสุขที่แท้จริงของเราใช้เงินเท่าไหร่: เมื่อเราค้นพบว่า ความสุขของเราคือเรื่องธรรมดาๆ อย่างการไปเดินเล่นแอร์เย็นๆ ในห้าง ซื้อของเข้าบ้านเล็กๆ น้อยๆ กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา ซึ่งไม่ได้ต้องใช้เงินมากมาย เราจะรู้ทันทีว่ารายได้ระดับนี้คือประคับประคองชีวิตได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตและสุขภาพไปแลกกับความเครียดเพื่อให้รวยล้นฟ้า
- พอ... เมื่อเลิกเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับคนอื่นในโซเชียล: ตราบใดที่เรายังมองคนอื่นแล้วรู้สึกว่าเรายังเด่นยังรวยไม่เท่าเขา คำว่าพอจะไม่เคยเกิดขึ้น แต่เมื่อไหร่ที่เราหันกลับมามองบ้านของเรา แล้วรู้สึกอุ่นใจ อิ่มใจกับสิ่งที่มีอยู่ วันนั้นคือเราหยุดวิ่งตามเงาคนอื่นได้สำเร็จ
เราเลือกที่จะทำงานเพื่อเพิ่มรายได้ตามสมควร ควบคู่ไปกับการดูแลร่างกาย ไม่ยอมเอาสุขภาพไปแลกเงินจนพัง เพราะต่อให้หาเงินได้เก่งแค่ไหน แต่ถ้าต้องเอาเงินทั้งหมดที่หามาได้ไปจ่ายให้หมอตอนป่วย มันคงไม่ใช่นิยามของความสำเร็จสำหรับเราแน่ๆ
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะใช้ไปกับการเข้าโหมดประหยัดจนแห้งเหี่ยว และก็สั้นเกินกว่าจะวิ่งหาเงินจนลืมใช้ชีวิต...
แต่ในขณะเดียวกัน... เราก็เข้าใจดีว่า "คำว่าพอ" ของแต่ละคน หน้าตามันไม่เหมือนกันเลย
สำหรับบางคน หรือหลายๆ ครอบครัวที่กำลังแบกรับภาระอันหนักอึ้ง ไหนจะต้องเลี้ยงดูครอบครัว ส่งเสียลูก นอกจากตัวเองก็ยังมีญาติผู้ใหญ่ ลูกหลานที่ต้องดูแล จนบางทีก็มองไม่เห็นเลยจริงๆ ว่าเมื่อไหร่ชีวิตถึงควรจะพอ ยิ่งในยุคที่มีทั้งวิกฤตต่างๆ และปัจจัยภายนอกที่โหมกระหน่ำเข้ามาแบบนี้ การจะหยุดวิ่งจึงเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
เราเลยอยากทราบหลายๆ มุมมองของทุกคนที่ผ่านมาเห็นกระทู้นี้ค่ะ ว่าในสถานการณ์ชีวิตของแต่ละคนตอนนี้...
- สำหรับคุณ คำว่า "พอ" เป็นยังไงและเมื่อไหร่ควรจะ "พอ"?
- มีอะไรที่พวกเราควรระวัง หรือมุมไหนที่ควรมองเพิ่มเติมในการบริหารเงินและบริหารชีวิตอีกไหมคะ?
- หรือจริงๆ แล้ว พวกเราไม่ควรจะ "พอ" เพราะยังไงชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไปและต้องสู้จนถึงวาระสุดท้าย?
แวะมาแชร์มุมมองและคุยกันได้เลยนะคะ แลกเปลี่ยนกันเพื่อเป็นกำลังใจและข้อคิดให้แก่กันค่ะ 💖✨