ระเบียบโลกที่เราเคยรู้จัก (Globalism) ที่มีสหรัฐฯ เป็นตำรวจโลกและมีองค์กรกลางคอยบงการ กำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรงจากปัจจัยหลัก อำนาจใหม่, หนี้สินมหาศาล และความเหลื่อมล้ำที่ระเบิดออก
1. เผด็จการทางเศรษฐกิจ (The Rise of Elites)
กลุ่มอิทธิพลอย่าง WEF กำลังพยายามเปลี่ยนโลกให้กลายเป็น "บริษัทจำกัด" โดยใช้คำสวยหรูอย่าง Stakeholder Capitalism ซึ่งในมุมมองหนึ่งคือการรวบอำนาจการบริหารโลกไว้ที่คนเพียงกลุ่มเดียว (Elite) และปั้นคนรุ่นใหม่ขึ้นมาเพื่อสืบทอดระบบ "ฟาร์มแกะ" นี้ต่อ
ประชาชนทั่วไปอาจกลายเป็นเพียง "แรงงานในระบบ" ที่ไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้ หากไม่ลุกขึ้นมาต่อต้าน
2. สงครามสินค้าจีน รุกคืบและปิดประตูกินรอบวง
โมเดลเศรษฐกิจจีนเปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่เป็น "โรงงานโลก" ส่งออกทุกอย่าง ตอนนี้จีนเริ่มใช้กลยุทธ์ "ผลิตเอง ใช้เอง" (Internal Circulation)
ในขณะที่จีนปิดกั้นสินค้าชาติอื่น แต่กลับส่งสินค้าตัวเองไปตีตลาดจนรายย่อยในประเทศอย่างไทยล่มสลาย ถ้าเราไม่ปรับตัว เราจะกลายเป็น "เมืองขึ้นทางเศรษฐกิจ" ของจีนโดยสมบูรณ์
3. หนี้ท่วมโลก และความล้มเหลวของระบบเงินเดิม
ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือประเทศไหนๆ ต่างก็มีหนี้สินมหาศาลจนระบบธนาคารกลางแบบเดิมเริ่มเอาไม่อยู่
คนจนขยันแทบตายแต่ยิ่งจนลง เพราะเข้าไม่ถึง "โครงสร้าง" (เงินทุน, กฎหมาย, โอกาส) ในขณะที่คนรวย 1% ถูกอุ้มไว้ไม่ให้เจ๊ง ระบบนี้กำลังถูกเขย่าโดยผู้นำอย่าง "ทรัมป์" ที่ต้องการรื้อกระดานใหม่
4. จุดจบขององค์กรกลาง และพันธมิตรใหม่
องค์กรอย่าง UN กำลังหมดความศักดิ์สิทธิ์ เพราะถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของกลุ่มทุนนิยมโลก (Globalist)
เราอาจเห็นภาพที่ไม่เคยคิดว่าจะเห็น คือการที่สหรัฐฯ (ในยุคทรัมป์) หันมาจับมือกับรัสเซียเพื่อทำลายกลุ่ม Elite ทางการเงิน และหันไปเน้นการค้าแบบ "รัฐต่อรัฐ" แทนพหุภาคี
มุมมองต่อ "สงครามโลกครั้งใหม่"
ลืมภาพระเบิดหรือปืนไปได้เลย สงครามโลกในเวอร์ชันนี้คือ "สงครามเย็น 2.0" ที่สู้กันด้วย
1. เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ ใครคุม AI และนวัตกรรม คือผู้ชนะ
2. ระบบการเงิน การแย่งชิงความเป็นใหญ่ระหว่างดอลลาร์ กับระบบเงินดิจิทัลหรือระบบที่รัฐควบคุมเอง
บทสรุป
การเปลี่ยนระเบียบโลกไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่มันคือ "รอบการชำระล้าง" ระบบที่กัดกินโลกมานาน ใครที่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ก่อน และไม่ยึดติดกับตำราเดิมๆ จะเห็น "โอกาส" ในการพลิกชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษ
ปรากฏการณ์เมื่อโลกเก่าพังทลาย และระเบียบใหม่กำลังก่อตัว
ระเบียบโลกที่เราเคยรู้จัก (Globalism) ที่มีสหรัฐฯ เป็นตำรวจโลกและมีองค์กรกลางคอยบงการ กำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรงจากปัจจัยหลัก อำนาจใหม่, หนี้สินมหาศาล และความเหลื่อมล้ำที่ระเบิดออก
1. เผด็จการทางเศรษฐกิจ (The Rise of Elites)
กลุ่มอิทธิพลอย่าง WEF กำลังพยายามเปลี่ยนโลกให้กลายเป็น "บริษัทจำกัด" โดยใช้คำสวยหรูอย่าง Stakeholder Capitalism ซึ่งในมุมมองหนึ่งคือการรวบอำนาจการบริหารโลกไว้ที่คนเพียงกลุ่มเดียว (Elite) และปั้นคนรุ่นใหม่ขึ้นมาเพื่อสืบทอดระบบ "ฟาร์มแกะ" นี้ต่อ
ประชาชนทั่วไปอาจกลายเป็นเพียง "แรงงานในระบบ" ที่ไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้ หากไม่ลุกขึ้นมาต่อต้าน
2. สงครามสินค้าจีน รุกคืบและปิดประตูกินรอบวง
โมเดลเศรษฐกิจจีนเปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่เป็น "โรงงานโลก" ส่งออกทุกอย่าง ตอนนี้จีนเริ่มใช้กลยุทธ์ "ผลิตเอง ใช้เอง" (Internal Circulation)
ในขณะที่จีนปิดกั้นสินค้าชาติอื่น แต่กลับส่งสินค้าตัวเองไปตีตลาดจนรายย่อยในประเทศอย่างไทยล่มสลาย ถ้าเราไม่ปรับตัว เราจะกลายเป็น "เมืองขึ้นทางเศรษฐกิจ" ของจีนโดยสมบูรณ์
3. หนี้ท่วมโลก และความล้มเหลวของระบบเงินเดิม
ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือประเทศไหนๆ ต่างก็มีหนี้สินมหาศาลจนระบบธนาคารกลางแบบเดิมเริ่มเอาไม่อยู่
คนจนขยันแทบตายแต่ยิ่งจนลง เพราะเข้าไม่ถึง "โครงสร้าง" (เงินทุน, กฎหมาย, โอกาส) ในขณะที่คนรวย 1% ถูกอุ้มไว้ไม่ให้เจ๊ง ระบบนี้กำลังถูกเขย่าโดยผู้นำอย่าง "ทรัมป์" ที่ต้องการรื้อกระดานใหม่
4. จุดจบขององค์กรกลาง และพันธมิตรใหม่
องค์กรอย่าง UN กำลังหมดความศักดิ์สิทธิ์ เพราะถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของกลุ่มทุนนิยมโลก (Globalist)
เราอาจเห็นภาพที่ไม่เคยคิดว่าจะเห็น คือการที่สหรัฐฯ (ในยุคทรัมป์) หันมาจับมือกับรัสเซียเพื่อทำลายกลุ่ม Elite ทางการเงิน และหันไปเน้นการค้าแบบ "รัฐต่อรัฐ" แทนพหุภาคี
มุมมองต่อ "สงครามโลกครั้งใหม่"
ลืมภาพระเบิดหรือปืนไปได้เลย สงครามโลกในเวอร์ชันนี้คือ "สงครามเย็น 2.0" ที่สู้กันด้วย
1. เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ ใครคุม AI และนวัตกรรม คือผู้ชนะ
2. ระบบการเงิน การแย่งชิงความเป็นใหญ่ระหว่างดอลลาร์ กับระบบเงินดิจิทัลหรือระบบที่รัฐควบคุมเอง
บทสรุป
การเปลี่ยนระเบียบโลกไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่มันคือ "รอบการชำระล้าง" ระบบที่กัดกินโลกมานาน ใครที่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ก่อน และไม่ยึดติดกับตำราเดิมๆ จะเห็น "โอกาส" ในการพลิกชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษ