ทำไมศาลสูงสหรัฐฯ ถึงยังไม่กล้าฟันธงคดี "กำแพงภาษี" ของทรัมป์???



การที่ศาลสูงสหรัฐฯ (Supreme Court) เลื่อนการพิจารณาคดีกำแพงภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ออกไป อาจไม่ใช่ปัญหาเรื่องเอกสาร แต่เป็นสัญญาณของ "สภาวะทางตัน" (Deadlock) ที่กำลังบีบคั้นระบบอำนาจเก่าในวอชิงตัน โดยมีประเด็นสำคัญ 3 ข้อ ดังนี้

1. ความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง (The Globalist Dilemma)
หากพิจารณาถึง ความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง (The Globalist Dilemma) จะเห็นได้ว่าสถาบันตุลาการและองค์กรระดับสูงในปัจจุบันล้วนเติบโตและหยั่งรากลึกมาพร้อมกับระบอบการค้าเสรีนิยมใหม่ (Globalism) หรือสิ่งที่มักถูกเรียกขานว่ากลุ่มอำนาจเก่า (Deep State) ซึ่งยึดถือความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจโลกเป็นหัวใจสำคัญ ดังนั้นการที่ศาลจะต้องตัดสินชี้ขาดในประเด็นอำนาจการขึ้นภาษีของทรัมป์จึงเปรียบเสมือนการเผชิญกับทางสองแพร่งที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะหากศาลตัดสินให้ทรัมป์เป็นฝ่ายชนะโดยการรับรองอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ในการตั้งกำแพงภาษีตามอำเภอใจ ก็เท่ากับว่าศาลกำลังยื่นดาบอาญาสิทธิ์ให้ทรัมป์นำไปใช้ "ประหาร" ระบบการค้าโลกเดิมที่ดำเนินมาหลายทศวรรษทิ้งไป พร้อมทั้งเปิดทางให้มีการรื้อกระดานเศรษฐกิจใหม่ตามแนวทางชาตินิยม ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการสั่นคลอนรากฐานและขัดต่อผลประโยชน์มหาศาลของกลุ่มอำนาจเก่าที่ศาลเองก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

2. ความเสี่ยงหายนะทางเศรษฐกิจ (Economic Nuclear Option)
ในส่วนของ ความเสี่ยงหายนะทางเศรษฐกิจ (Economic Nuclear Option) นั้น หากศาลเลือกที่จะปกป้องระบอบเดิมโดยตัดสินให้ทรัมป์เป็นฝ่าย "แพ้" และชี้ขาดว่าการขึ้นภาษีศุลกากรดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ผลกระทบที่ตามมาจะรุนแรงและลุกลามอย่างรวดเร็วราวกับระเบิดนิวเคลียร์ทางเศรษฐกิจ เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ อาจถูกบีบให้ต้องหาเงินงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อนำมาคืนภาษีที่เรียกเก็บไปแล้วทั้งหมด ซึ่งจะสร้างภาระทางการคลังอย่างหนักหน่วง ในขณะเดียวกัน โครงสร้างเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ได้ปรับตัวเข้ากับระบบกำแพงภาษีไปก่อนหน้านี้แล้วจะเกิดการพังครืนลงอย่างกะทันหัน จนนำไปสู่ความโกลาหลในห่วงโซ่อุปทานและการวางแผนธุรกิจ และที่สำคัญที่สุดคือความเชื่อมั่นต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในเวทีโลกจะสูญสิ้นไปทันที เพราะแสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนเชิงอำนาจที่สามารถถูกล้มล้างได้ทุกเมื่อ

3. กฎหมายย้อนรอย ( The Boomerang Effect)
สำหรับ กฎหมายย้อนรอย (The Boomerang Effect) นั้น ความพยายามในการนำ "นิติสงคราม" (Lawfare) มาใช้เพื่อสกัดกั้นอำนาจของทรัมป์ กำลังส่งผลสะท้อนกลับที่กลายเป็นบูมเมอแรงเหวี่ยงกลับมาทำลายระบบเสียเอง โดยสถานการณ์ในปัจจุบันทำให้ศาลตกอยู่ในที่นั่งลำบากและเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างรุนแรง เพราะไม่ว่าศาลจะเลือกตัดสินไปในทิศทางใดก็ล้วนนำมาซึ่งความเสียหายที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ หากศาลเลือกเดินหน้าสนับสนุนอำนาจของทรัมป์ ก็เท่ากับเป็นการทำลายระบอบ Globalist ที่ประคับประคองโครงสร้างอำนาจเดิมมาอย่างยาวนาน แต่หากศาลเลือกที่จะถอยหลังเพื่อขวางทรัมป์ด้วยการชี้ว่าการขึ้นภาษีนั้นผิดกฎหมาย ศาลก็จะเป็นผู้จุดชนวนทำลายเศรษฐกิจของชาติเสียเอง จากภาระการคืนภาษีมหาศาลและความโกลาหลในตลาดทุนที่อาจเกิดขึ้นตามมาทันที

บทสรุป
ดูเหมือนว่าศาลสูงกำลังตกเป็น "ตัวประกัน" ในเกมกฎหมายนี้เสียเอง ในขณะที่ทรัมป์อาจเป็นฝ่ายที่ถือไพ่เหนือกว่า โดยยืนมองระบบเก่ากำลังสั่นคลอนจากการตัดสินใจที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของตัวเอง

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่