แอบอัดเสียง... ระวังคุก! หรือจะเป็นหลักฐานเด็ดชนะคดี? รู้ทันเส้นบางๆ ที่กั้นระหว่าง "คนฉลาด" กับ "ผู้ต้องหา"
หลายคนกลัวว่าการแอบอัดเสียงสนทนาจะกลายเป็น "พยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบ" แล้วศาลจะโยนทิ้ง แถมซวยหนักโดนคู่กรณีฟ้องกลับด้วย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
คำตอบสั้นๆ จากทนายคือ: "อัดได้! ศาลรับฟัง! และไม่ผิด พ.ร.บ.คอมฯ (ถ้าคุณเก็บไว้ใช้ในศาลเท่านั้น)"
แต่ช้าก่อนครับ! มันมีเส้นบางๆ กั้นระหว่าง "หลักฐานเด็ดมัดตัวคนโกง" กับ "คุก" อยู่ตรงที่คำถามเดียวคือ "คุณเอาไฟล์เสียงนั้นปทำอะไรต่อ?" ถ้าไม่อยากพลาดท่าเสียทีโจร อ่านคู่มือการอัดเสียงฉบับนักกฎหมายจาก ไทยธนาลอว์เฟิร์ม บทความนี้จะเปลี่ยนมือถือคุณให้เป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในศาล
คุณเป็น "คู่สนทนา" หรือ "คนแอบฟัง"?... สถานะต่างกันฟ้ากับเหว!
จุดตายที่แยกว่าคุณจะรอดหรือจะร่วง คือนิยามคำว่า "ดักฟัง" ครับ
กรณีที่ผิด (ดักฟัง = คุก): คุณเอาเครื่องดักฟังไปติดในห้องประชุมคนอื่น หรือแฮกเข้าระบบโทรศัพท์คนอื่น เพื่อแอบฟังเรื่องที่ "คุณไม่ได้มีส่วนร่วมในการสนทนานั้น" แบบนี้คุกแน่นอนครับ! ผิดทั้ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคมฯ และละเมิดสิทธิส่วนบุคคลร้ายแรง
กรณีที่รอด (บันทึกการสนทนา = หลักฐาน): ถ้า "คุณเป็นคนคุยเอง" (เป็นหนึ่งในคู่สาย) คุณมีสิทธิ์ชอบธรรมที่จะบันทึกการสนทนาของตัวเองเพื่อปกป้องสิทธิส่วนบุคคลครับ ไม่ถือเป็นการดักฟัง และไม่ผิด พ.ร.บ.คอมฯ เพราะคุณไม่ได้ "เข้าถึงระบบโดยมิชอบ" (ก็เขาโทรหาคุณเอง หรือคุณโทรหาเขาเองนี่นา)
อัดได้... แต่ห้าม "โพสต์" เด็ดขาด! (ตายน้ำตื้นกันมาเยอะ)
นี่คือหลุมพรางมรณะที่คนใจร้อนมักพลาด! จำไว้เสมอว่าการอัดเสียงไว้ใช้ในศาลเป็นเรื่อง "การต่อสู้คดี" (Privilege)
แต่ถ้าคุณมือลั่น เอาคลิปเสียงไปโพสต์ลง Facebook, TikTok หรือส่งไลน์กลุ่มประจานเพื่อให้สังคมตัดสิน:
คุณจะโดนฟ้อง "หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา" ทันที (โทษจำคุกสูงสุด 2 ปี)
โดน PDPA (พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) เล่นงานซ้ำ ฐานละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากความยินยอม
ท่องไว้ให้ขึ้นใจ: ไฟล์เสียงมีไว้ให้ "ผู้พิพากษา" ฟัง ไม่ใช่ให้ "ชาวเน็ต" ฟัง!
ทำไมศาลถึงรับฟัง ทั้งที่ "แอบ" อัด?
หลายคนสงสัยว่า ศาลรับฟังของที่ได้มาแบบแอบๆ ด้วยเหรอ? คำตอบคือ รับฟังครับ โดยใช้หลักการที่เรียกว่า "การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน" (Balancing Test)
ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 226/1 และ ป.วิ.แพ่ง ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบ (เช่น การแอบอัด) "หากพยานหลักฐานนั้นเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรม มากกว่าผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ"
ตัวอย่าง: ถ้าคลิปเสียงนั้นพิสูจน์ได้ว่า "เขาโกงเงินคุณจริง" หรือ "เขากำลังข่มขู่กรรโชกทรัพย์" ศาลจะรับฟังครับ เพราะความยุติธรรมสำคัญกว่าความเป็นส่วนตัวของโจร
ข้อยกเว้น PDPA: การเก็บข้อมูลเพื่อ "ประโยชน์ส่วนตน" (Domestic Use) หรือ "เพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินคดีตามกฎหมาย" ได้รับการยกเว้นจาก PDPA ครับ ดังนั้นคุณไม่ต้องขอความยินยอมเพื่ออัดเสียง ถ้าทำเพื่อเตรียมฟ้อง
วิธีอัดเสียงและนำเสนอต่อศาล ให้เป็น "หลักฐานชั้นดี"
เพื่อให้ไฟล์เสียงของคุณมีน้ำหนักจนดิ้นไม่หลุด ต้องทำตามเทคนิคนี้:
ยืนยันตัวตนในคลิป (Identification): ตอนคุย พยายามพูดชื่อเขาและเนื้อหาให้ชัดเจน เช่น "คุณสมชายครับ เรื่องเงิน 5 แสนที่ยืมไปเมื่อวันที่ 1 มกรา... จะคืนเมื่อไหร่ครับ?" (เพื่อให้คลิปมันเล่าเรื่องเองว่า ใครคุยกับใคร เรื่องอะไร ไม่ต้องมาเถียงกันทีหลังว่าเสียงใคร)
ทำ "คำถอดเทป" (Transcript): ศาลไม่มีเวลามานั่งฟังคลิปยาว 1 ชั่วโมงครับ คุณต้อง "พิมพ์คำสนทนาออกมาเป็นตัวหนังสือ" ระบุว่า วินาทีที่เท่าไหร่ ใครพูดว่าอะไร แล้วยื่นส่งศาลพร้อมกับ Flash Drive ที่บรรจุไฟล์เสียงต้นฉบับ ทริคนี้จะช่วยให้ศาลพิจารณาได้เร็วขึ้นมาก
เก็บไฟล์ต้นฉบับให้ดี (Master File): อย่าไปตัดต่อ หรือแปลงไฟล์เด็ดขาด! เก็บไฟล์ Raw ที่ได้จากเครื่องอัดไว้ เผื่อทนายฝั่งตรงข้ามหัวหมอขอให้ส่งกองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบว่ามีการตัดต่อไหม
คู่มือการแอบอัดเสียงการสนทนาให้ถูกหรือผิดกฎหมาย ให้ศาลรับฟังหรือติดคุกซะเอง