เป็นหนังไทยในรอบหลายๆปีที่ได้ดูเลยค่ะ และปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในชีวิตคือดูหนังคนเดียวทั้งโรง 555 โชคดีที่เป็นกลางวันเลยดูชิวๆได้จนจบ
-เริ่มจากชื่อเรื่องควรเป็น “การดิ้นรนของมนุษย์ออฟฟิศ(ชนชั้นกลาง)ในเมืองหลวงแบบโมโนโทน”เพราะหนังสะท้อนชีวิตของคนชนชั้นกลางในเมืองหลวง ทำงานออฟฟิศ อาศัยอยู่ในคอนโดในเมือง ขับรถกลับบ้านตอนค่ำในซอยแคบๆที่รถสวนกันไม่ได้ ชนชั้นกลางสร้างครอบครัวและดิ้นรนส่งลูกเรียนอินเตอร์ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในท้อง
-นักแสดง ออกตัวว่าไม่รู้จักใครเลยนอกจากอะตอม อะตอมแสดงได้เชื่อว่าเป็นพนักงานออฟฟิศค่ะ บุคคลิกเขาก็เหมือนพนักงานออฟฟิศมากกว่านักร้องอยู่แล้ว ดูคลีนๆ ดูเข้ากับภาพของงานในออฟฟิศ แต่เนื้อเรื่องส่วนใหญ่จะไปเน้นที่นางเอก โดยรวมแสดงได้ดีในแง่ของการแสดงออกแบบโมโนโทน เรียบๆ สีหน้าเรียบเฉยต่อทุกเหตุการณ์ หรือแม้แต่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน สีหน้านักแสดงก็จะเรียบเฉย แสดงออกน้อยๆ (เข้าใจว่า ผกก น่าจะดีไซน์ให้เป็นแบบนี้ค่ะ) อยากแนะนำว่านางเอกควรไปฝึกเรื่องการโปรเจกเสียงเพิ่มค่ะ เพราะเวลาพูดเสียงไม่สม่ำเสมอ ใน 1 ประโยคมีทั้งเสียงเบาหนักไม่เท่ากัน ทำให้คาแรคเตอร์ตัวละครแกว่งๆค่ะ ไม่ไปในทิศทางเดียวกับการแสดง ส่วนน้องอีกคนที่แสดงเป็นพนักงานใหม่ แคสมาดีมาก ออกไม่กี่ฉากแต่จำได้และเป็นจุดไคลแมกซ์
-ซีนในลิฟท์น่าจะเป็นซีนที่ดีที่สุดของหนัง โดยที่หนังไม่มีบทสนทนาอะไรแต่ใช้กล้องโฟกัสไปที่ตัวละคร 2 ตัวคือนางเอกกับน้องพนักงานใหม่ท่ามกลางคนแน่นๆในลิฟท์เพื่อบอกเรื่องราวและสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อสะท้อนชีวิตในออฟฟิศได้ดี ซึ่งใครที่ทำงานออฟฟิศส่วนใหญ่ย่อมต้องมีซีนนี้ในชีวิตแน่นอน
-มุมกล้องเราว่าก็โดดเด่นของหนังเรื่องนี้ค่ะ ผกก ใช้มุมกล้องคือแช่นิ่งๆไว้ที่หน้านักแสดง เพื่อให้เห็นอากัปกิริยา สีหน้าหรือปฏิกิริยากับคู่สนทนา (ที่ออกแต่เสียงพูด) หรือเหตุการณ์ต่างๆตรงหน้า (ได้ยินแต่เสียงว่าเกิดอะไรขึ้น) ถึงแม้จะเป็นการแสดงออกแบบน้อยๆ แต่การตั้งกล้องแช่นิ่งๆ ทำให้การแสดงชัด ละเอียด แต่เราเชื่อว่าถ้ากล้องแพน
กว้างขึ้นสีหน้าตัวละครก็จะดูเรียบๆขึ้น น่าจะเป็นเทคนิคการดึงสีหน้าและการแสดงของตัวละครให้เด่นค่ะ ทั้งเรื่อง
-ความเงียบ ก็เป็นแนวของหนังสายรางวัลที่จะมา
ทรงนี้อยู่แล้ว หนังไม่มีเพลงประกอบ มีแต่ความเงียบ โดยหนังเรื่องนี้ก็จะเน้นความโมโนโทน เรียบๆเฉยๆ เส้นกราฟตรงๆ แต่คนดูกลับรู้สึกได้ว่าหนังใส่ความดิ้นรนของสังคม ตัวละคร ความอึดอัดในงาน ในออฟฟิศ ซึ่งมีความขัดแย้งกับบรรยากาศเนิบๆของหนัง ไม่แน่ใจว่า ผกก ตั้งใจหรือเปล่าค่ะ
-ฉากที่พูดถึงมากคือฉากเริ่มต้นของหนัง เพราะอยู่ดีๆก็ฉายแต่ฟิล์มเอ็กซเรย์นิ่งๆหลายนาที (มองดูเหมือนสัตว์ประหลาดมากกว่า 555) แต่จริงๆมีความหมายเรื่องการเกิด เพราะเป็นฟิล์ม X-ray ของตัวอ่อนในท้อง และกลางเรื่อง หนังก็โฟกัสแบบเดียวกันคือฉายกระดูกขี้เถ้า หลังจากงานเผาศพ นิ่งๆหลายนาทีเพื่อแสดงเรื่องความตาย จริงๆ 2 ฉากนี้นอกจาก present เรื่องการเกิดกับการตาย เรามองว่าเสริมจังหวะหรือ rhythm ของหนังมากกว่าเสริมธีมของหนังค่ะ
-ตอนแรกคิดว่าหนังจะเลือกจบอีกแบบซะอีกค่ะคือเอาให้ดิ่งสุดๆกันไปเลย เพราะหนังบิ้วแนวดิ่งๆมาเรื่อยๆ แต่หนังก็จบแบบ happy ending ค่ะ เพราะถ้าจบแบบที่เราคิดธีมก็จะเปลี่ยนไปเลย
สังคมดาร์กไปเลย
-มีโอกาสดูหนังของคุณเต๋อ คือเรื่องฟรีแลนซ์ค่ะพอเข้าใจแนวบ้าง เราว่าเรื่องนี้เล่าเรื่องได้ดี เสนอภาพได้กลมขึ้น ธีมที่ ผกก อยากเสนอคือครบและพอดี ไม่มากไปน้อยไปดูสมูธ ไม่ได้อยากใส่ฉากลองของอะไรให้หลุดธีมหนังค่ะ (จะสนุกหรือน่าเบื่อก็เป็นเรื่องปัจเจกค่ะ 555) หรือแม้แต่ฉากฟิล์มเอ็กซเรย์กับฉากขี้เถ้าก็ยังมองว่ามาเสริมจังหวะของหนังไม่ได้ทำให้หลุดธีม
-หนังเรื่องนี้น่าจะวางแผนส่งไปฉาย ตปท ด้วย และคาดว่าจะได้รับการต้อนรับพอควร เพราะประสบการณ์ด้านสังคมร่วมกัน การดิ้นรนของชนชั้นกลางในหลายๆประเทศ งานออฟฟิศ ความอึดอัดในการทำงาน (ทำให้คิดถึงสังคมเกาหลีใต้ด้วย) สังคมที่บีบคั้นในหลายๆด้านว่าต้องมี ต้องเป็นแบบนี้
รีวิว พนักงานใหม่ (Human Resource)
เป็นหนังไทยในรอบหลายๆปีที่ได้ดูเลยค่ะ และปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในชีวิตคือดูหนังคนเดียวทั้งโรง 555 โชคดีที่เป็นกลางวันเลยดูชิวๆได้จนจบ
-เริ่มจากชื่อเรื่องควรเป็น “การดิ้นรนของมนุษย์ออฟฟิศ(ชนชั้นกลาง)ในเมืองหลวงแบบโมโนโทน”เพราะหนังสะท้อนชีวิตของคนชนชั้นกลางในเมืองหลวง ทำงานออฟฟิศ อาศัยอยู่ในคอนโดในเมือง ขับรถกลับบ้านตอนค่ำในซอยแคบๆที่รถสวนกันไม่ได้ ชนชั้นกลางสร้างครอบครัวและดิ้นรนส่งลูกเรียนอินเตอร์ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในท้อง
-นักแสดง ออกตัวว่าไม่รู้จักใครเลยนอกจากอะตอม อะตอมแสดงได้เชื่อว่าเป็นพนักงานออฟฟิศค่ะ บุคคลิกเขาก็เหมือนพนักงานออฟฟิศมากกว่านักร้องอยู่แล้ว ดูคลีนๆ ดูเข้ากับภาพของงานในออฟฟิศ แต่เนื้อเรื่องส่วนใหญ่จะไปเน้นที่นางเอก โดยรวมแสดงได้ดีในแง่ของการแสดงออกแบบโมโนโทน เรียบๆ สีหน้าเรียบเฉยต่อทุกเหตุการณ์ หรือแม้แต่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน สีหน้านักแสดงก็จะเรียบเฉย แสดงออกน้อยๆ (เข้าใจว่า ผกก น่าจะดีไซน์ให้เป็นแบบนี้ค่ะ) อยากแนะนำว่านางเอกควรไปฝึกเรื่องการโปรเจกเสียงเพิ่มค่ะ เพราะเวลาพูดเสียงไม่สม่ำเสมอ ใน 1 ประโยคมีทั้งเสียงเบาหนักไม่เท่ากัน ทำให้คาแรคเตอร์ตัวละครแกว่งๆค่ะ ไม่ไปในทิศทางเดียวกับการแสดง ส่วนน้องอีกคนที่แสดงเป็นพนักงานใหม่ แคสมาดีมาก ออกไม่กี่ฉากแต่จำได้และเป็นจุดไคลแมกซ์
-ซีนในลิฟท์น่าจะเป็นซีนที่ดีที่สุดของหนัง โดยที่หนังไม่มีบทสนทนาอะไรแต่ใช้กล้องโฟกัสไปที่ตัวละคร 2 ตัวคือนางเอกกับน้องพนักงานใหม่ท่ามกลางคนแน่นๆในลิฟท์เพื่อบอกเรื่องราวและสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อสะท้อนชีวิตในออฟฟิศได้ดี ซึ่งใครที่ทำงานออฟฟิศส่วนใหญ่ย่อมต้องมีซีนนี้ในชีวิตแน่นอน
-มุมกล้องเราว่าก็โดดเด่นของหนังเรื่องนี้ค่ะ ผกก ใช้มุมกล้องคือแช่นิ่งๆไว้ที่หน้านักแสดง เพื่อให้เห็นอากัปกิริยา สีหน้าหรือปฏิกิริยากับคู่สนทนา (ที่ออกแต่เสียงพูด) หรือเหตุการณ์ต่างๆตรงหน้า (ได้ยินแต่เสียงว่าเกิดอะไรขึ้น) ถึงแม้จะเป็นการแสดงออกแบบน้อยๆ แต่การตั้งกล้องแช่นิ่งๆ ทำให้การแสดงชัด ละเอียด แต่เราเชื่อว่าถ้ากล้องแพน
กว้างขึ้นสีหน้าตัวละครก็จะดูเรียบๆขึ้น น่าจะเป็นเทคนิคการดึงสีหน้าและการแสดงของตัวละครให้เด่นค่ะ ทั้งเรื่อง
-ความเงียบ ก็เป็นแนวของหนังสายรางวัลที่จะมา
ทรงนี้อยู่แล้ว หนังไม่มีเพลงประกอบ มีแต่ความเงียบ โดยหนังเรื่องนี้ก็จะเน้นความโมโนโทน เรียบๆเฉยๆ เส้นกราฟตรงๆ แต่คนดูกลับรู้สึกได้ว่าหนังใส่ความดิ้นรนของสังคม ตัวละคร ความอึดอัดในงาน ในออฟฟิศ ซึ่งมีความขัดแย้งกับบรรยากาศเนิบๆของหนัง ไม่แน่ใจว่า ผกก ตั้งใจหรือเปล่าค่ะ
-ฉากที่พูดถึงมากคือฉากเริ่มต้นของหนัง เพราะอยู่ดีๆก็ฉายแต่ฟิล์มเอ็กซเรย์นิ่งๆหลายนาที (มองดูเหมือนสัตว์ประหลาดมากกว่า 555) แต่จริงๆมีความหมายเรื่องการเกิด เพราะเป็นฟิล์ม X-ray ของตัวอ่อนในท้อง และกลางเรื่อง หนังก็โฟกัสแบบเดียวกันคือฉายกระดูกขี้เถ้า หลังจากงานเผาศพ นิ่งๆหลายนาทีเพื่อแสดงเรื่องความตาย จริงๆ 2 ฉากนี้นอกจาก present เรื่องการเกิดกับการตาย เรามองว่าเสริมจังหวะหรือ rhythm ของหนังมากกว่าเสริมธีมของหนังค่ะ
-ตอนแรกคิดว่าหนังจะเลือกจบอีกแบบซะอีกค่ะคือเอาให้ดิ่งสุดๆกันไปเลย เพราะหนังบิ้วแนวดิ่งๆมาเรื่อยๆ แต่หนังก็จบแบบ happy ending ค่ะ เพราะถ้าจบแบบที่เราคิดธีมก็จะเปลี่ยนไปเลย
สังคมดาร์กไปเลย
-มีโอกาสดูหนังของคุณเต๋อ คือเรื่องฟรีแลนซ์ค่ะพอเข้าใจแนวบ้าง เราว่าเรื่องนี้เล่าเรื่องได้ดี เสนอภาพได้กลมขึ้น ธีมที่ ผกก อยากเสนอคือครบและพอดี ไม่มากไปน้อยไปดูสมูธ ไม่ได้อยากใส่ฉากลองของอะไรให้หลุดธีมหนังค่ะ (จะสนุกหรือน่าเบื่อก็เป็นเรื่องปัจเจกค่ะ 555) หรือแม้แต่ฉากฟิล์มเอ็กซเรย์กับฉากขี้เถ้าก็ยังมองว่ามาเสริมจังหวะของหนังไม่ได้ทำให้หลุดธีม
-หนังเรื่องนี้น่าจะวางแผนส่งไปฉาย ตปท ด้วย และคาดว่าจะได้รับการต้อนรับพอควร เพราะประสบการณ์ด้านสังคมร่วมกัน การดิ้นรนของชนชั้นกลางในหลายๆประเทศ งานออฟฟิศ ความอึดอัดในการทำงาน (ทำให้คิดถึงสังคมเกาหลีใต้ด้วย) สังคมที่บีบคั้นในหลายๆด้านว่าต้องมี ต้องเป็นแบบนี้