1.มีวสีในฌานจึงจำฌาน(สัญญา)มาภาวนาได้ ไม่มีวสีก็จบ ไม่ต้องคุยต่อว่าไม่ต้องใข้ฌาน
2.วสีคือเข้าออกได้ไวคล่องแคล่ว และย้ายฌาน (ขณิก)ไปรับรู้อารมณ์ทางขันธ์5ต่างๆได้
3.ฌานที่เคลื่อนย้ายไปตาม2 ก็ดับตามอารมณ์ ขันธ์5ดับ ฌานดับ เกิดขันธ์5ใหม่ฌานใหม่ต่อ
4.ฌานและญานจึงเกิดพร้อมกัน ไปด้วยกัน ฌานละเอียดจึงเห็นญานละเอียด
5.ฌานที่ตั้งมั่น จึงคือฌานที่ทำให้เกิดญานรู้รอบใน รูป เวทนาสัญญา สังขาร วิญญาน จะเรีบกฌานอะไรก็ได้
6.การรู้ในญานระดับต่างกัน ฌานก็ต่างกันไปด้วย ฌาน>< ญาน
7.เข้าออกฌานได้ไวเช่น นั่งอยู่เฉยๆ แต่รับรู้ได้ว่ากายทั้งกายกำลังนั่งอยู่ในความว่าง นั่งอยู่คนเดียว ในท่ามกลางขันธ์5ที่เกิดดับอยู่รอบตัว นี่เรียกว่า เข้าฌานได้แล้ว ฌานสัมมาสมาธิ
8.มีวสีในฌานและเอาฌานมาใช้งานนั้น ฌานจะไปคลุมอาการต่างๆทั้งที่ใกล้และที่ไกล เช่นขณะทนายเห็นภาพสวยงามข้างกาย หากเป็นผู้มีวสีในฌาน จะย้ายความเป็นฌานไปคลุมภาพที่เห็นนั้น(อภิภายตน) ภาพสวยงามที่ยั่วยวนตานั้น จะถูกทำให้นิ่งอยู่กับที่ เข้าไม่ถึงใจ เป็นคนละส่วนกับจิตใจ (ญาน1)อย่างนี้เรียกว่า ฌานและญานที่เกิดพร้อมกัน
ฌานและญานที่เกิดพร้อมกัน
2.วสีคือเข้าออกได้ไวคล่องแคล่ว และย้ายฌาน (ขณิก)ไปรับรู้อารมณ์ทางขันธ์5ต่างๆได้
3.ฌานที่เคลื่อนย้ายไปตาม2 ก็ดับตามอารมณ์ ขันธ์5ดับ ฌานดับ เกิดขันธ์5ใหม่ฌานใหม่ต่อ
4.ฌานและญานจึงเกิดพร้อมกัน ไปด้วยกัน ฌานละเอียดจึงเห็นญานละเอียด
6.การรู้ในญานระดับต่างกัน ฌานก็ต่างกันไปด้วย ฌาน>< ญาน
8.มีวสีในฌานและเอาฌานมาใช้งานนั้น ฌานจะไปคลุมอาการต่างๆทั้งที่ใกล้และที่ไกล เช่นขณะทนายเห็นภาพสวยงามข้างกาย หากเป็นผู้มีวสีในฌาน จะย้ายความเป็นฌานไปคลุมภาพที่เห็นนั้น(อภิภายตน) ภาพสวยงามที่ยั่วยวนตานั้น จะถูกทำให้นิ่งอยู่กับที่ เข้าไม่ถึงใจ เป็นคนละส่วนกับจิตใจ (ญาน1)อย่างนี้เรียกว่า ฌานและญานที่เกิดพร้อมกัน