⚠️ อวสาน Sell America… ทำไมถึงเป็นตรรกะวิบัติ (ฉบับนางมาร)

💸💷💶💵💷💰
ตื่นค่ะซิส! เลิกเสพข่าวลือประเภท "จีนจะถล่มอเมริกา" หรือ "โลกจะเทขายดอลลาร์ทิ้ง" กันได้แล้ว วันนี้แม่จะมาเล่าความจริงที่โหดร้ายแต่โคตรจะเรียล เกี่ยวกับฉากทัศน์ที่หลายคนกลัวกันนักหนา นั่นคือ "Coordinated Sovereign Divestment Simulation" หรือการจำลองสถานการณ์ที่เหล่ามหาอำนาจอย่าง จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย และยุโรป จับมือกันเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasuries) ทิ้งพร้อมกัน

บอกเลยว่างานนี้ถ้าใครคิดจะทำ เตรียมตัว "ตายหมู่" ได้เลย เพราะนี่ไม่ใช่แค่การโจมตีทางการเงิน แต่มันคือ Mutually Assured Economic Destruction หรือการกอดคอกันลงนรกทางเศรษฐกิจ วันนี้แม่จะมาชำแหละให้ดูทีละชั้นว่าทำไมตรรกะนี้ถึงวิบัติ และคนที่เขียนเรื่องพวกนี้เค้าไม่ได้มีความรู้ด้านการเงินระดับโลกอะไรเลยค่ะ

1️⃣ เลิกมโน! ใครกันแน่ที่เป็นเจ้าหนี้ตัวจริงของอเมริกา

สิ่งแรกที่ต้องล้างสมองกันใหม่คือความเชื่อผิดๆ ที่ว่า ต่างชาติกำไข่สหรัฐฯ ไว้ ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (TIC) และเฟดตบหน้าขาแช่งฉาดใหญ่ เพราะความจริงคือ โครงสร้างหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่อยู่ในมือนักลงทุนภายในประเทศ ค่ะ

ลองจินตนาการดูนะ หนี้ก้อนโตมูลค่าหลายสิบล้านล้านดอลลาร์เนี่ย ประมาณ 70% หรือราวๆ 20-22 ล้านล้านดอลลาร์ ถูกถือครองโดยคนกันเองทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่อุ้มไว้เองกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ ตามมาด้วยกองทุนรวม (Mutual Funds) กองทุนบำเหน็จบำนาญ และสถาบันการเงินในบ้านเขาเอง

แล้วต่างชาติล่ะ? มีอยู่แค่ประมาณ 30% เท่านั้น

โดยสหภาพยุโรป (EU) ที่ช่วงนี้กำลังหัวร้อน ตีกับสหรัฐฯ เรื่อง "เกาะกรีนแลนด์" ที่มีข่าวลือว่าจะเทขายบอนด์สั่งสอนเนี่ย... อยากให้ไปดูตัวเลขในบัญชีนิดนึงค่ะ ต่อให้รวมพลังกันทั้งแก๊ง ทั้งเยอรมนี ฝรั่งเศส หรือแม้แต่ผ่านนอมินีในเบลเยียมและลักเซมเบิร์ก ยอดรวมๆ กันก็อยู่แค่ประมาณ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราวๆ 7-8% ของหนี้ทั้งหมดเท่านั้น

ถามจริง? จะเอาเงินแค่นี้มางัดข้อกับเจ้าถิ่นอย่างเฟดและกองทุนในบ้านเขาที่มีหน้าตักรวมกันกว่า 20 ล้านล้านเนี่ยนะ?

บอกเลยว่าต่อให้ EU โกรธเรื่องกรีนแลนด์จนหน้าเขียว ก็ทำได้แค่ "สะกิด" ให้คันๆ เท่านั้นแหละจ้ะ ไม่ได้ทำให้สหรัฐฯ สะเทือนจนล้มได้หรอก เลิกมั่น

แล้วพวกขาประจำอย่าง จีนกับญี่ปุ่นล่ะ? ยิ่งแล้วใหญ่เลย ญี่ปุ่นถืออยู่แค่ 4% ส่วนจีนลดสัดส่วนลงเรื่อยๆ จนเหลือไม่ถึง 2.5% แล้ว

สรุปสั้นๆ คือ ต่อให้ทั้งโลกนี้รวมหัวกันเทขาย พลังอำนาจก็ยังแพ้ "กองทุนรวมในสหรัฐฯ" หรือ "เฟด" เพียงลำพังด้วยซ้ำ

ปล. ส่วนไอ้ที่บอกว่าจะขายจริงๆ คือ กองทุนแห่งชาติของเดนมาร์ค ซึ่งมีเท่าไหร่รู้ไหมคะ เค้ามีแค่ 1 ร้อยล้านเอง น้อยยิ่งกว่าจิ๋มมด

2️⃣ เมื่อเขื่อนแตก: หายนะของสภาพคล่อง (The Liquidity Cascade)

แต่ก็นะ สมมติว่าแม่บ้าจี้ตามสถานการณ์สมมติ ให้จีน ญี่ปุ่น ยุโรป และรัสเซีย ประสาทแดกเทขายพันธบัตรออกมา 50% ของพอร์ต พร้อมกัน ปริมาณ Supply Shock ที่จะทะลักเข้าตลาดคือราวๆ 2.2 ถึง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ ในพริบตาเดียว

ฟังดูตัวเลขอาจจะงงๆ แต่นึกภาพง่ายๆ ว่าปกติเขาซื้อขายกันวันละประมาณ 1-2 ล้านล้านดอลลาร์ แต่นี่คือมีคนเทขายฝั่งเดียว เท่ากับปริมาณทั้งวัน

สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ "Market depth Exhaustion" หรือภาวะตลาดแห้งเหือดจนไม่มีใครกล้ารับของ

ปกติหน้าที่รับซื้อของพวกนี้คือ Primary Dealers (พวกแบงก์ใหญ่ๆ อย่าง JP Morgan, Goldman Sachs) แต่ประทานโทษค่ะ กฎระเบียบหลังวิกฤตปี 2008 ที่ชื่อว่า SLR (Supplementary Leverage Ratio) มันค้ำคออยู่

กฎนี้บังคับให้แบงก์ต้องสำรองเงินกองทุนตามความเสี่ยง ถ้าแบงก์รับซื้อพันธบัตรก้อนยักษ์นี้เข้ามา งบดุล (Balance Sheet) จะเต็มและผิดกฎทันที

ผลลัพธ์คือ Dealers จะถอยกรูด ปล่อยให้ราคาพันธบัตรร่วงแบบไร้แนวรับ ไม่มีใครเสนอราคาซื้อ

เมื่อราคาดิ่งลงเหว อัตราผลตอบแทน (Bond Yield) อายุ 10 ปี จะพุ่งกระฉูดจาก 4.5% ไปแตะ 6% หรือ 8% ได้ภายในไม่กี่วัน นี่คือหายนะระดับที่เรียกว่า "ตลาดอัมพาต" ของจริง

3️⃣ ตลาดหุ้นตายสนิท: กับดัก Earnings Yield Gap

พวกเล่นหุ้นอย่าเพิ่งคิดว่ารอด เพราะถ้าบอนด์พัง หุ้นจะเละยิ่งกว่าโจ๊ก ความยิ้มจะถูกส่งผ่านกลไกที่เรียกว่า Earnings Yield Gap

ในโลกการเงิน Bond Yield คือผลตอบแทนที่ไร้ความเสี่ยง (Risk-Free Rate) ถ้าจู่ๆ พันธบัตรรัฐบาลให้ดอกเบี้ยคุณ 7-8% แบบการันตีเงินต้น ถามหน่อยว่าคุณจะเสี่ยงเอาเงินไปลงในตลาดหุ้นที่ผันผวนทำไม?

เงินทุนจะเกิดการย้ายฝั่งขนานใหญ่ (Capital Flight) เทขายหุ้นเพื่อไปซื้อบอนด์

เพื่อให้หุ้นกลับมาน่าสนใจ ตลาดหุ้นจะต้องร่วงลงมาจนกว่าค่า P/E จะต่ำพอที่จะให้ผลตอบแทนชนะบอนด์ได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้า Bond Yield อยู่ที่ 7% ตลาดหุ้นอาจต้องปรับฐานลงมาจน P/E เหลือแค่ 12.5 เท่า

ซึ่งนั่นหมายความว่า ดัชนีหุ้นทั่วโลกอาจต้องร่วงลงถึง 30-40% จากระดับปัจจุบันถึงจะดึงดูดเงินกลับมาได้

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น พันธบัตรสหรัฐฯ คือ "หลักประกัน" (Collateral) หลักของโลกการเงิน เมื่อราคาพันธบัตรร่วง มูลค่าหลักประกันของกองทุนต่างๆ (Hedge Funds) จะหายวับไปกับตา

สิ่งที่ตามมาคือเสียงโทรศัพท์นรก "Margin Call" เรียกเติมเงินด่วน! และเมื่อไม่มีเงินสด พวกเขาต้องทำยังไง? ก็ต้องขายสินทรัพย์ที่ขายง่ายที่สุด นั่นก็คือ "หุ้น" ไงคะ วงจรอุบาทว์นี้จะทุบตลาดหุ้นให้จมธรณี

4️⃣ เฟดผู้คุมเกม: การ์ด "อมตะ" ที่โกงที่สุด

พวกที่แช่งให้อเมริกาล้มละลายคงลืมไปว่า สหรัฐฯ มีสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า "เครื่องพิมพ์เงิน" และเฟดจะไม่มีวันยอมให้ประเทศผิดนัดชำระหนี้ (Default) เด็ดขาด เฟดมีบันได 3 ขั้นที่จะงัดออกมาใช้ทันที

เริ่มจาก Standing Repo Facility (SRF) ที่เฟดจะเปิดหน้าต่างให้พวก Dealers เอาพันธบัตรที่ขายไม่ออกเนี่ย มาแลกเป็นเงินสดได้ทันที เพื่อกันไม่ให้เกิดการเทขายแบบหนีตาย (Fire Sale) ซึ่งในวิกฤตระดับนี้ เฟดจะปลดล็อกวงเงินแบบ Uncap อัดฉีดไม่อั้นแน่นอน

ถ้ายังเอาไม่อยู่ เฟดจะงัดไม้ตายขั้นสอง การกลับมาของ QE โดยโดดเข้ามาเป็น "ผู้ซื้อแหล่งสุดท้าย" (Buyer of Last Resort) เองเลย โดยจะประกาศรับซื้อพันธบัตรทุกราคาเพื่อพยุงตลาด งบดุลของเฟดจะบวมเป่งขึ้นมหาศาลเพื่อดูดซับแรงขายจากต่างชาติ นี่คือการพิมพ์เงินใช้หนี้ทางอ้อม (Monetize Debt) แบบหน้าด้านๆ

และถ้า Yield ยังพุ่งไม่หยุด เฟดจะใช้ท่าไม้ตายขั้นสูงสุดระดับตำนาน คือ Yield Curve Control (YCC) ประกาศ ตรึงราคาพันธบัตร รับซื้อไม่จำกัดจำนวนที่เรตที่เฟดพอใจ (เช่น ห้ามเกิน 4.5%) ยึดกลไกตลาดมาบริหารเองเบ็ดเสร็จ

ใช่ค่ะ... ผลที่ตามมาคือ เงินเฟ้อ และงบดุลที่พังพินาศ แต่เฟดเลือกที่จะรักษา "ระบบ" ไว้ก่อนเสมอ

5️⃣ ปฏิบัติการ "เผาบ้านตัวเอง" (The Boomerang of Death)

กลับมาที่ฝั่งคนขาย (จีน ญี่ปุ่น ยุโรป) ถามคำเดียวว่า "คิดเหรอว่าทุบหม้อข้าวเขาแล้วตัวเองจะอิ่ม?" ตื่นค่ะ! เพราะนี่คือหายนะที่คุณสร้างขึ้นเพื่อฆ่าตัวเองชัดๆ

🔥ความพินาศด่านแรก: Bond Yield Contagion (โรคติดต่อทางดอกเบี้ย)

นี่คือสิ่งที่พวกเกลียดเมกาไม่เคยพูดถึง ทันทีที่ Yield สหรัฐฯ พุ่งกระฉูดไป 7-8% มันจะลาก Yield พันธบัตรบ้านเกิดของพวกคุณขึ้นตามไปด้วยแบบติดจรวด เพราะในโลกทุนนิยม "เงินทุนไหลไปหาที่ผลตอบแทนสูงเสมอ"

ถ้าพันธบัตรอเมริกาให้ 8% ใครจะโง่ถือพันธบัตรญี่ปุ่นที่ให้ 1% หรือพันธบัตรยุโรปที่ดอกเบี้ยต่ำเตี้ยเรี่ยดิน?

ผลคือ นักลงทุนภาคเอกชนทั่วโลก (รวมถึงคนในประเทศเหล่านั้นเอง) จะแห่ เทขายพันธบัตรรัฐบาลของคุณทิ้ง เพื่อขนเงินหนีไปซื้อของอเมริกาที่พวกคุณเพิ่งขายออกมานั่นแหละ

แรงเทขายนี้จะทำให้ Bond Yield ของจีน ญี่ปุ่น และยุโรป พุ่งทะยานตามสหรัฐฯ ไปติดๆ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนกู้ยืมพังพินาศ ดอกเบี้ยเงินกู้ในประเทศจะแพงขึ้นมหาศาล ภาคธุรกิจล้มละลาย รัฐบาลกู้เงินไม่ได้ กลายเป็นวิกฤตหนี้สาธารณะซ้อนวิกฤตไปอีก

🔥 ความพินาศด่านสอง: เจ็บตัวจากสินทรัพย์ที่เหลือ

ถ้าคุณเทขายออกมา 50% ราคาตลาดจะร่วงเละเทะ แล้วพันธบัตร "อีก 50% ที่เหลือ" ในมือคุณล่ะ?

มูลค่ามันจะหายวับไปทันที (Mark-to-Market Losses) เงินทุนสำรองที่สะสมมาหลายสิบปีจะระเหยไปในอากาศเท่ากับการทำลายความมั่งคั่งของชาติตัวเองชัดๆ

🔥 ความพินาศด่านสาม: ฝันร้ายของค่าเงินแข็งโป๊ก

การเทขายดอลลาร์ทิ้ง จะทำให้ เงินดอลลาร์อ่อนค่า และ เงินสกุลท้องถิ่น (เยน, หยวน) แข็งค่าขึ้นอย่างรุนแรง ลองนึกภาพญี่ปุ่นหรือจีนที่อยู่ได้ด้วยการส่งออก ถ้าเงินเยนหรือหยวนแข็งขึ้น 20-30% สินค้าพวกเขาจะแพงจนขายไม่ออก โรงงานเจ๊ง คนตกงานระนาว นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่แก้ไม่ได้

6️⃣ แล้ว "ไทยแลนด์" ล่ะ? (จะรอดเหรอจ๊ะ?)

แวะมาดูเรื่องใกล้ตัวบ้าง สำหรับคนไทยที่เชียร์ให้เขาตีกัน รู้ไหมจ๊ะว่า ประเทศไทยถืออะไรเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ? คำตอบก็คือ US Government Bond หรือพันธบัตรสหรัฐฯ นี่แหละค่ะ

ถ้าเขาเทขายกันจนราคาบอนด์ร่วงยับ ทุนสำรองที่แบงก์ชาติเราอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมา มูลค่ามันก็จะหายวับไปกับตาด้วยนะ

ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ "ค่าเงินบาท" ค่ะ ถ้าทั่วโลกเทขายดอลลาร์ทิ้ง ดอลลาร์จะอ่อนค่าฮวบๆ แล้วบาทเราจะไปไหน? ก็ต้องแข็งค่าสวนขึ้นมาสิคะ

ลองคิดภาพตามนะ ทุกวันนี้บาทแข็งมาแถวๆ 30 บาท ผู้ส่งออกก็ร้องระงมจะขาดใจตายกันอยู่แล้ว ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้จริง บาทอาจจะแข็งนรกแตกไปแตะ 20 บาทต่อดอลลาร์ก็ได้

ถ้าบาทเหลือ 20 จริง คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น?

👉🏻 การส่งออกตายสนิท: ข้าวไทย ยางพารา ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แพงจนไม่มีใครซื้อ โรงงานปิด คนตกงานมหาศาล

👉🏻 ท่องเที่ยวพังพินาศ: นักท่องเที่ยวต่างชาติจะมองว่ามาเที่ยวไทยแพงมาก จากเคยแลกเงินได้เยอะก็เหลือนิดเดียว เขาก็หนีไปเที่ยวเวียดนามหรือญี่ปุ่นแทน โรงแรม ร้านอาหาร เจ๊งระนาว

สรุปคือ ถ้าดอลลาร์พัง ประเทศไทยพังพินาศก่อนอเมริกาแน่นอนจ้า เพราะเราพึ่งพาทั้งส่งออกและท่องเที่ยวเป็นลมหายใจหลัก ใครที่แช่งให้ดอลลาร์ล่มสลาย ก็เหมือนแช่งให้เศรษฐกิจไทยล่มจมไปด้วยนั่นแหละ อย่าหาทำ แม่ลำไย

🎯 บทสรุป: เลิกโลกสวย แล้วมองความจริง

การเทขายพันธบัตรเพื่อโจมตีสหรัฐฯ จึงเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ (Impossible Hypothesis) เพราะคนขายจะ "ตายก่อน" และ "ตายทรมานกว่า" คนถูกโจมตี

จึงไม่แปลกใจเลยค่ะ ที่เราจะเห็น Scott Bessent รัฐมนตรีคลังของสหรัฐฯ ออกมาให้สัมภาษณ์แบบเชิดๆ เลิศๆ ไปหยกๆ ทำนองว่า "แน่จริงพวกก็ลองทำดูซิ"  เพราะเขารู้ไพ่ในมือดีว่าใครกันแน่ที่จะพังพินาศ เขาถึงกล้าท้าให้ลองของไงคะ

เพราะถ้าจีน ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งยุโรปกล้ากดปุ่มขายเมื่อไหร่ คนที่จะยิ้มวายปว่วงคนแรกไม่ใช่สหรัฐฯ แต่เป็นเศรษฐกิจของพวกคุณเองนั่นแหละ... ใครที่เชื่อข่าวลือแล้วรีบขายล้างพอร์ต ระวังจะกลายเป็นศพแรกในสนามรบรู้นะคะ

จบแยกย้าย‼️
Beauty Invester
CR🔽
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่