1 ปี ประกันสังคม ได้เงินสมทบคนละ 26,775 บาท แล้วลูกจ้าง ได้อะไรจากตรงนี้บ้าง /โดย ลงทุนแมน

ตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป มนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ตั้งแต่ 17,500 บาท จะเริ่มเห็นตัวเลข 875 บาท ถูกหักออกจากสลิปเงินเดือนทุกเดือน เพื่อส่งเข้าสู่กองทุนประกันสังคม
หากลองคูณตัวเลขนี้ดู เราจะพบว่าใน 1 ปี เราต้องควักเงินจากกระเป๋าตัวเอง 10,500 บาท
และเมื่อเราได้รับเงินสมทบจากนายจ้าง และรัฐบาลอีก
รวมแล้ว ก็จะเป็นเงินสมทบเดือนละ 2,231 บาท
หรือคิดเป็นคนละ 26,775 บาทต่อปี
https://www.facebook.com/share/p/1DoXkgGXh9/?mibextid=wwXIfr

แล้วลูกจ้าง และพนักงานเอกชน ที่เป็นเจ้าของเงิน 2 หมื่นกว่าบาทต่อปีนี้ จะได้อะไรจากเงินสมทบประกันสังคมบ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

จากข่าวหนาหูเกี่ยวกับเรื่องประกันสังคม ทั้งเรื่องปฏิทิน เรื่องซื้อตึกที่มีมูลค่าสูงกว่าความเป็นจริง และติดดอยสินทรัพย์

ทั้งหมดนี้ อาจทำให้หลายคนที่เป็นพนักงาน หรือลูกจ้างบริษัท เริ่มคิดว่า เงินที่ได้มาจากการทำงานทุกเดือน ควรจะส่งเข้าประกันสังคมหรือไม่

ถ้าจะให้ตอบในทางกฎหมายแล้ว ก็ต้องบอกว่าลูกจ้าง และพนักงานบริษัททุกราย
จำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในระบบประกันสังคม

ซึ่งระบบประกันสังคม ก็คล้าย ๆ ประกันกลุ่ม แต่กลุ่มที่รับประกันก็จะเป็นกลุ่มใหญ่หน่อย นั่นก็คือกลุ่มพนักงาน และลูกจ้างบริษัทเอกชนทั่วประเทศ

โดยประกันสังคม ได้ถูกออกแบบมาเพื่อไว้รองรับ สวัสดิการของลูกจ้าง ในกรณีฉุกเฉิน ยกตัวอย่างเช่น กรณีเจ็บไข้ได้ป่วย เงินชดเชยกรณีว่างงาน สวัสดิการลางานเลี้ยงลูก ไปจนถึงเงินบำนาญหลังเกษียณ

วงเงินประกันนี้ ก็จะมีผู้ที่ต้องออกเงินลงขันหลัก ๆ อยู่ 3 รายด้วยกัน นั่นคือ

- ลูกจ้าง ที่อัตรา 5% ของเงินเดือน โดยมีเพดานสูงสุดอยู่ที่ 875 บาทต่อเดือน
- นายจ้าง ที่อัตรา 5% ของเงินเดือนลูกจ้าง โดยมีเพดานสูงสุดอยู่ที่ 875 บาทต่อเดือน
- รัฐบาล ที่อัตรา 2.75% ของเงินเดือนลูกจ้าง โดยมีเพดานสูงสุดอยู่ที่ 481.25 บาทต่อเดือน

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ลูกจ้าง และพนักงานบริษัทเอกชน ก็จะมีเงินเข้ามาสมทบในกองทุนประกันสังคม อยู่ที่ 2,231.25 บาทต่อเดือนต่อคน หรือ 26,775 บาทต่อปีต่อคน

ซึ่งถ้านับเฉพาะยอดเงินที่เราสมทบไป ที่เดือนละ 875 บาท หรือคิดเป็นต่อปีที่ 10,500 บาท

แต่ถ้านับเงินก้อน หรือเงินสมทบประกันสังคม ทั้งหมดที่ 26,775 บาทต่อปี

เงินก้อนนี้ จริง ๆ เราสามารถเอาไปซื้อประกันคุ้มครองโรคร้าย
วงเงินหลายล้านบาทได้เลย 1 เล่ม

นี่ก็เป็นการเปรียบเทียบมูลค่าของเงินที่ ลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาล ร่วมกันสมทบให้เห็นภาพมากขึ้น

แล้วทีนี้ ถ้าถามว่า ลูกจ้างหรือพนักงานบริษัท จะได้อะไรจากกองทุนประกันสังคมนี้บ้าง หลัก ๆ เลยคือ

- คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล การรักษาโรคทั่วไป ทั้งผู้ป่วยนอก และผู้ป่วยใน
- ชดเชยกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือว่างงานไม่เกิน 8,750 บาทต่อเดือน
- ชดเชยกรณีคลอดบุตร 26,500 บาทต่อครั้ง

- สำหรับผู้หญิงที่ลาคลอดมาเลี้ยงลูก ในช่วงเดือนที่ 3-4
จะได้รับเงินชดเชยจากประกันสังคมไม่เกิน 8,750 บาทต่อเดือน
- เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 105,000 บาทต่อครั้ง

เมื่อเกษียณแล้ว
- ถ้าส่งเงินประกันสังคม 15 ปี จะได้เงินบำนาญ 3,500 บาทต่อเดือน
- ถ้าส่งเงินประกันสังคม 25 ปี จะได้เงินบำนาญ 6,125 บาทต่อเดือน

นอกจากนี้ ประกันสังคมก็ยังมีข้อดี ตรงที่ได้สิทธิคุ้มครองพิเศษเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลอีกหลายอย่าง ที่ประกันสุขภาพ หรือประกันเหมาจ่ายหลาย ๆ เจ้าไม่คุ้มครอง

ที่เห็นชัด ๆ ก็คือ การทำทันตกรรมขูดหินปูน 900 บาทต่อปี

หรือถ้าเรามีความเสี่ยงที่จะมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
เราสามารถใช้สิทธิประกันสังคม เพื่อนัดพบหมอขอรับการตรวจ Sleep Test ได้

จะเห็นได้ว่าจริง ๆ แล้ว กองทุนประกันสังคม ก็มีสวัสดิการพื้นฐานสำหรับลูกจ้าง หรือพนักงาน ที่ค่อนข้างครอบคลุม ทั้งค่ารักษาพยาบาล เงินชดเชยต่าง ๆ ไปจนถึงเงินบำนาญหลังเกษียณ

ซึ่งเงินเหล่านี้ ก็เกิดจากเงินสมทบของรัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้างทั่วประเทศ ที่ร่วมกันลงขัน จนกลายเป็นเงินก้อนหลักล้านล้านบาท

โดย ณ วันที่ 30 กันยายน ปี 2568 เงินกองทุนประกันสังคมมีมูลค่าทั้งหมด 2,826,197 ล้านบาท
ซึ่งพอ ๆ กับงบประมาณแผ่นดินทั้งประเทศ

ซึ่งเงินก้อนนี้ ก็คือเงินสมทบที่เป็นของผู้ประกันตนทั้งสิ้น 24,811,929 คน

ถ้าหากคำนวณเป็นตัวเลข โดยเฉลี่ยแล้วพนักงาน 1 คน จะมีเงินสมทบในกองทุนประกันสังคม อยู่ที่ 113,904 บาทเลยทีเดียว

ซึ่งสำนักงานประกันสังคมนี้ ก็จะมีหน้าที่นำเงินก้อน ที่มีอยู่มากกว่า 2 ล้านล้านบาทนี้ ไปลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ

ซึ่งจากข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2568
สัดส่วนเงินลงทุนในกองทุนประกันสังคม ก็เป็น

- พันธบัตรรัฐบาล 48.9%
- หุ้นต่างประเทศ 16.9%
- หุ้นไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SET50 7.7%
- หน่วยลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ 17.7%
- หน่วยลงทุนอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน 4.2%
- หุ้นกู้เอกชน 2.7%
- อื่น ๆ 1.9%

จะเห็นได้ว่า โดยส่วนมากแล้วสัดส่วนเงินลงทุนที่ประกันสังคมไปลงทุน ก็มาจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำมาก ๆ อย่างพันธบัตรรัฐบาล มากถึงเกือบครึ่งหนึ่ง

ส่วนสินทรัพย์เสี่ยง อย่างหุ้นต่างประเทศ หุ้นไทย หรือหน่วยลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (ซึ่ง TU-PF ก็เป็นหนึ่งในนี้) ก็ยังคงมีสัดส่วนที่น้อย

เมื่อเป็นแบบนี้ ทำให้โดยภาพใหญ่ช่วง 10 ปีย้อนหลัง
กองทุนประกันสังคม ไม่เคยให้ผลตอบแทนเกิน 5% เลย

ซึ่งเราจะเห็นได้จากผลตอบแทนจากการลงทุนย้อนหลัง 10 ปี แบบรับรู้ผลตอบแทนแล้ว ตั้งแต่

ปี 2559 ให้ผลตอบแทน 3.4%
ปี 2560 ให้ผลตอบแทน 3.3%
ปี 2561 ให้ผลตอบแทน 2.9%
ปี 2562 ให้ผลตอบแทน 4.1%
ปี 2563 ให้ผลตอบแทน 2.7%

ปี 2564 ให้ผลตอบแทน 2.8%
ปี 2565 ให้ผลตอบแทน 3.2%
ปี 2566 ให้ผลตอบแทน 2.4%
ปี 2567 ให้ผลตอบแทน 2.7%
เดือนกันยายน ปี 2568 ให้ผลตอบแทน 2.2%

จะเห็นได้ว่า แทบทุกปี กองทุนประกันสังคม ที่พนักงานและลูกจ้างจำเป็นต้องร่วมลงขัน ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ย ไม่ต่างจากเงินเฟ้อ

แตกต่างกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. ซึ่งเป็นกองทุนสำหรับข้าราชการ

ที่ข้าราชการผู้เป็นสมาชิก สามารถเลือกแผนการลงทุนใน กบข. ได้
โดยแผนหลักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ 4% ต่อปี

และถ้าข้าราชการเลือกแผนลงทุนหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะหุ้นโลก ก็จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ 7.5-8.2% ต่อปี

แถมมิหนำซ้ำ เงินกองทุนประกันสังคมก้อนนี้
ก็เป็นเงินที่จะต้องเอาไปอุ้มสวัสดิการ หรือผลประโยชน์ต่าง ๆ ของลูกจ้างเอกชน อย่างที่ได้อธิบายไปตามกฎหมายด้วย

โดยถ้าเราไปดูงบการเงินของกองทุนประกันสังคม ปี 2566 ซึ่งเป็นปีที่กองทุนประกันสังคมได้ส่งงบล่าสุด

เราจะเห็นได้ว่า กองทุนประกันสังคม มีรายได้จากเงินสมทบและดอกเบี้ยทั้งหมด 293,176 ล้านบาท
และมีค่าใช้จ่ายในสวัสดิการต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไปข้างต้น ทั้งหมด 155,156 ล้านบาท

เมื่อเอารายได้ มาหักค่าใช้จ่ายในสวัสดิการต่าง ๆ แล้ว

กองทุนประกันสังคม ก็จะมีเงินเหลืออยู่ทั้งหมด 138,020 ล้านบาท ซึ่งเงินส่วนนี้ ก็จะกลายเป็นเงินสมทบสะสม ในกองทุนประกันสังคม

ดังนั้น เงินสมทบในกองทุนประกันสังคม จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงนั้น ก็ขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่าย ที่กองทุนประกันสังคม จะต้องจ่ายออกไปด้วย

อย่างเงินผลประโยชน์ ที่ประกันสังคมจะต้องจ่ายให้ผู้ประกันตนตามกฎหมาย เช่น เงินค่ารักษาพยาบาล หรือเงินบำนาญเมื่อเกษียณ

ซึ่งถ้าเราไปดูเงินสมทบสะสมจากกองทุนประกันสังคม เมื่อรวมกับดอกเบี้ยแล้ว เราก็จะเห็นว่า

ปี 2564 มีเงินสมทบสะสม 2,282,490 ล้านบาท
ปี 2565 มีเงินสมทบสะสม 2,271,818 ล้านบาท
ปี 2566 มีเงินสมทบสะสม 2,439,912 ล้านบาท
ปี 2567 มีเงินสมทบสะสม 2,657,245 ล้านบาท
เดือนกันยายน ปี 2568 มีเงินสมทบสะสม 2,826,197 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่า เงินสมทบเมื่อรวมกับดอกเบี้ยแล้วจะเพิ่มขึ้นทุกปี

แต่ก็มีกรณีที่เงินสมทบสะสมลดลงบ้าง อย่างในปี 2565 ที่ลดลงจากปี 2564 เนื่องจากวิกฤติโรคระบาดที่มีคนว่างงานเป็นจำนวนมาก และต้องขอรับเงินชดเชยจากประกันสังคม

ทีนี้ ถ้าเราลองเอาแว่นขยาย ไปเจาะดูที่ค่าใช้จ่าย ของกองทุนประกันสังคม
ในปี 2566 ซึ่งเป็นปีล่าสุด ที่สำนักงานประกันสังคมได้เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ เราก็จะเห็นได้ว่า

ค่าใช้จ่ายทั้งหมด 155,156 ล้านบาท แบ่งออกเป็น

- ค่าบริหารจัดการ 6,652 ล้านบาท

ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ก็อย่างเช่น เงินเดือนเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ ระบบฐานข้อมูล ระบบคอมพิวเตอร์และ Cybersecurity การจัดซื้อของใช้ต่าง ๆ รวมถึงค่าเสื่อมราคาอาคารและสถานที่

- ค่าใช้จ่ายแบ่งออกเป็นผลประโยชน์ทดแทน กว่า 133,489 ล้านบาท

โดยแบ่งออกเป็น
- กองทุนชดเชยค่ารักษาพยาบาล 62,500 ล้านบาท
- กองทุนชราภาพ 36,472 ล้านบาท
- กองทุนสงเคราะห์บุตร 12,859 ล้านบาท
- กองทุนชดเชยกรณีว่างงาน 9,342 ล้านบาท
- กองทุนคลอดบุตร 6,765 ล้านบาท
- กองทุนอื่น ๆ 5,551 ล้านบาท

ถ้าเรามองตัวเลขจากปีก่อน ๆ เราจะเห็นได้ว่า เงินสมทบสะสมจากกองทุนประกันสังคม เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะมีเงินจากลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาล ร่วมสมทบเพิ่มเข้ามาทุกปี

แต่ก็ต้องบอกว่า ในอนาคต เงินสมทบสะสมจากกองทุนประกันสังคม อาจจะไม่พอหรือลดลงมาเรื่อย ๆ เนื่องจากประเทศไทย กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ

และหลาย ๆ คนก็เริ่มเกษียณก่อนอายุ 60 ปีมากขึ้น ทำให้สำนักงานประกันสังคม ต้องเจียดเงินกองทุนประกันสังคม ไปใช้เป็นเงินบำนาญมากขึ้นด้วย

ซึ่งในปี 2566 ที่ผ่านมา กองทุนประกันสังคมจ่ายเงินบำนาญ มากกว่าปี 2558 เกือบ 5 เท่าเลยทีเดียว
และมีแนวโน้มว่าในอนาคต เงินบำนาญ หรือเงินกองทุนชราภาพ ก็จะมีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมทางสำนักงานประกันสังคม ถึงได้ปรับเพดานเงินประกันสังคมเพิ่มขึ้นมา

อย่างปี 2569 ปรับเป็นเงินสมทบสูงสุดเดือนละ 875 บาท
ปี 2572 ปรับเป็นเงินสมทบสูงสุดเดือนละ 1,000 บาท
ปี 2575 ปรับเป็นเงินสมทบสูงสุดเดือนละ 1,150 บาท

ซึ่งในปี 2575 ถ้าหากใครที่มีเงินเดือนตั้งแต่ 23,000 บาทเป็นต้นไป ก็จะถูกหักเงินเข้ากองทุนประกันสังคมไป 1,150 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 13,800 บาทต่อปี

และถ้ารวมยอดที่นายจ้าง และรัฐบาลร่วมสมทบด้วย
ประกันสังคม ก็จะได้เงินสมทบต่อหัวอยู่ที่ 35,190 บาทต่อปี

ซึ่งก็เป็นคำถามที่น่าคิด ว่าในอีก 6 ปีข้างหน้า ที่เงินสมทบประกันสังคมกว่า 35,190 บาทที่ถูกปรับขึ้นมา เราจะได้อะไรจากเงินก้อนนี้บ้าง ?

โดยเงินสมทบจากประกันสังคมนี้ มีผู้ประกันตนจำนวนไม่น้อย หวังว่า
- จะเอามาเป็นค่ารักษาพยาบาล หรือรักษาโรคร้ายแรง
- จะเอามาเป็นเงินบำนาญในยามเกษียณ

หรือมีจำนวนไม่น้อย ที่มองว่ากฎหมายบังคับให้ส่งเงินเข้าประกันสังคม ก็ส่ง ๆ ไปตามหน้าที่ โดยที่ยังไม่รู้ว่า เงินประกันสังคมนี้ ถูกนำไปใช้จ่ายอะไรบ้าง

หรือนำไปใช้ลงทุนอะไรบ้าง และให้ผลตอบแทนเท่าไร จะชนะเงินเฟ้อหรือไม่ บริหารเงินได้มีประสิทธิภาพหรือเปล่า รวมถึงโปร่งใสแค่ไหน

แล้วเมื่อเราเกษียณจากการทำงาน เราจะหวังพึ่งเงินจากประกันสังคมนี้ได้หรือไม่ ?

สุดท้ายแล้ว กองทุนประกันสังคมมูลค่าล้านล้านบาทนี้
ก็เปรียบเสมือน เรือลำใหญ่ ที่พนักงานและลูกจ้างเอกชนต้องร่วมลงขัน

ซึ่งลงทุนแมนคิดว่า โจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไรให้เงินสมทบที่ถูกจ่ายเข้าไป สามารถนำไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

- ทั้งในเรื่องของการบริหาร ทำอย่างไรถึงจะควบคุมค่าใช้จ่ายให้เกิดประสิทธิภาพ หรือลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง

- ทั้งในแง่การลงทุน ซึ่งปัจจุบันกองทุนประกันสังคม ผู้ประกันตนก็ไม่สามารถเลือกได้ ว่าจะให้กองทุนนี้ไปลงทุนกับอะไร หรือแผนอะไร แถมยังนำเงินส่วนหนึ่ง ไปลงทุนในสินทรัพย์หรือ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่