💡ส่องประกันสังคมมาเลเซีย “KWSP EPF” กองทุนฯ ที่ขึ้นชื่อว่าบริหารจัดการดีที่สุดและโปร่งใสสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

#สรุป ส่องประกันสังคมมาเลเซีย "KWSP EPF" กองทุนฯ ที่ขึ้นชื่อว่าบริหารจัดการดีที่สุดและโปร่งใสสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โตปีละ 12% ขนาดกองทุน 11 ล้านล้านบาท ผลตอบแทนเฉลี่ยมากกว่า 6% ต่อปี ถอนมาใช้ยามจำเป็นก่อนเกษียณได้ 10% ของเงินสมทบ อายุครบ 55 ปี มีเงินสะสมเฉลี่ย 3.8-7.6 ล้าน เกินมาตรฐานขั้นต่ำของประเทศที่ 1.9 ล้านบาท ขณะที่คนไทยได้แค่เดือนละ 3,000-5,000 บาท และยังเป็นต้นแบบของ กบข. ที่นำมาพัฒนาระบบการบริหารจัดการผลตอบแทนเงินลงทุน จากเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและสวัสดิการหลังเกษียณของข้าราชการไทยอีกด้วย
.
ในขณะที่สังคมจุดประเด็นเรื่องของ "ประกันสังคม" ขึ้นมา และเกิดการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของประกันสังคมไทยกับประเทศในยุโรปบ้าง หรือประเทศพัฒนาแล้วที่อยู่ในระดับสูงกว่าไทยมาก แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายที่ไทยจะไปถึงระดับนั้นในระยะเวลา 10-20 ปีนี้
.
หากมองประเทศที่ไม่ได้ไกลจากไทยมากเกินไป แถมยังเป็นเพื่อนบ้านอาเซียนที่มีรั้วติดกัน แต่มีการพัฒนาที่เหนือกว่าไทยอยู่อีกระดับอย่างมาเลเซีย ก็มีโครงสร้างของระบบกองทุนประกันสังคมที่น่าสนใจและแตกต่างจากไทยทั้งในเรื่องของขนาด การเติบโต สวัสดิการ และประสิทธิภาพในหลายมิติ บทความนี้เลยนำโครงสร้างของระบบประกันสังคมมาเลเซียมาเลเซียมาให้ศึกษา เพื่อให้เห็นระดับความแตกต่างของเพื่อนบ้านที่รั้วติดกัน
.
กองทุนประกันสังคมมาเลเซีย จะแยกกองทุนหลักออกเป็น 2 ส่วนที่ดูแลโดยหน่วยงานคนละแห่งกัน คือ "SOCSO" ดูแลเรื่องเจ็บป่วย/อุบัติเหตุ และ "EPF" ดูแลเรื่องเงินออมยามเกษียณ
.
🔵SOCSO (PERKESO) ดูแลสิทธิประโยชน์จากการบาดเจ็บจากการทำงาน การทุพพลภาพ และการว่างงาน คล้ายกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทนของไทย
.
🔵EPF (KWSP) เป็น "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ" สำหรับพนักงานเอกชนทุกคน เพื่อเน้นการเก็บออมไว้ใช้ยามเกษียณโดยเฉพาะ
.
ความแตกต่างจากของไทยคือการรวมศูนย์ทุกๆ ด้านอยู่ที่ สำนักงานประกันสังคม (SSO) เพียงแห่งเดียว ซึ่งดูแลครอบคลุมทั้ง 7 กรณีได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน
.
สำหรับอัตราเงินสมทบ จุดนี้มีความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุด โดยลูกจ้างชาวมาเลเซีย จะมีการจ่ายเงินสมทบ EPF 11% + SOCSO 0.5% ส่วนนายจ้างจ่ายสมบท EPF 12-13% + SOCSO: 1.75%
.
🟰รวมทั้งหมดประมาณ 24-25% ของเงินเดือน
.
ส่วนประกันสังคมไทย ฝั่งลูกจ้างจ่ายสมทบที่ 5% สูงสุด 750 บาท เช่นเดียวกับเงินสมทบฝั่งนายจ้างที่ 5% สูงสุด 750 บาท เช่นกัน
.
🟰รวมทั้งหมด 10% ของเงินเดือน (ไม่เกิน 1,500 บาท)
.
จะสังเกตได้ว่ามาเลเซียหักเงินสมทบในอัตราที่สูงมากเมื่อเทียบกับไทย แต่เงินส่วนใหญ่ (ฝั่ง EPF) จะถูกเก็บไว้ในบัญชีส่วนตัวของลูกจ้างเพื่อการลงทุนและถอนออกมาใช้ได้เมื่อเกษียณ
.
จุดเด่นของระบบการออม EPF ของมาเลเซียเป็นระบบบัญชีรายบุคคล (Defined Contribution) หมายความว่า คุณออมเท่าไหร่ ได้คืนเท่านั้นพร้อมปันผล ในขณะที่ระบบชราภาพของไทยเป็นแบบรวมกลุ่มที่เน้นการจ่ายบำนาญรายเดือน
.
โดบการถอนเงินก่อนเกษียณ EPF มาเลเซียอนุญาตให้สมาชิกถอนเงินบางส่วนจากบัญชีมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะได้ เช่น ดาวน์บ้าน ค่ารักษาพยาบาลโรคร้ายแรง หรือค่าเล่าเรียน ซึ่งประกันสังคมไทยยังทำไม่ได้ในลักษณะนี้
.
นอกจากนี้มาเลเซียได้ขยายความคุ้มครอง (Invalidity Scheme) ให้ครอบคลุมแรงงานต่างชาติมากขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่นเดียวกับไทยที่ให้สิทธิแรงงานต่างชาติที่มีใบอนุญาตทำงานเข้าระบบประกันสังคมได้
.
สำหรับมูลค่ากองทุนประกันสังคมของมาเลเซีย ข้อมูลล่าสุดในปี 2026 รายงานว่า EPF มีมูลค่าสินทรัพย์รวมประมาณ 1.37 ล้านล้านริงกิต (ข้อมูล ณ กันยายน 2025) หรือประมาณ 10.5 - 11 ล้านล้านบาท (ไทย 2.9 ล้านล้านบาท ข้อมูล ณ มกราคม 2026) ซึ่งกองทุนฯ ของมาเลเซียมีขนาดใหญ่กว่าของไทยเกือบ 4 เท่า
.
อัตราเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 12% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ถือเป็นหนึ่งในกองทุนบำนาญที่ใหญ่ที่สุดในโลก
.
การกระจายสัดส่วนการลงทุน เพื่อกระจายความเสี่ยงความเสี่ยงไปลงทุนในต่างประเทศสูงถึง 39% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามารถจ่ายปันผลได้สูงได้เฉลี่ย 5-6% โดย ปี 2025 จ่ายปันผลที่ 6.3% แตกต่างจากไทยที่เน้นลงทุนในสินทรัพย์ภายในประเทศ เช่น พันธบัตรรัฐบาลไทย คิดเป็นเกือบ 50% และหุ้นไทย
.
หากมองในมุมของ "ผู้ประกันตน" หรือลูกจ้าง ระบบของมาเลเซีย โดยเฉพาะกองทุน EP) มีจุดเด่นที่เหนือกว่า" ระบบประกันสังคมของไทยในแง่ของความมั่งคั่งและการยืดหยุ่นในการใช้เงิน
.
โดยผลตอบแทน (Dividend) ที่สูงและสม่ำเสมอ ซึ่งนี่คือ "ไม้เด็ด" ของมาเลเซีย กองทุน EPF มีประวัติการจ่ายปันผลที่สูงมากเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากหรือผลตอบแทนจากประกันสังคมไทย และการจ่ายปันผลปีล่าสุดถึง 6.3% นั้นสูงกว่าเงินเฟ้ออย่างชัดเจน ทำให้เงินออมโตไวมาก
.
อีกปัจจัยที่ประกันสังคมไทยไม่มี และเป็นจุดเด่นคือ ความยืดหยุ่นในการ "ถอนเงินมาใช้ก่อนเกษียณ"
.
มาเลเซียใช้ระบบ "บัญชีแยกส่วน" ซึ่งไทยไม่มี ทำให้เงินประกันสังคมไม่ใช่เงินที่ต้องรอจนอายุ 55 เท่านั้น ซึ่งก็คือ
.
🔹บัญชี 2 (Akaun Sejahtera) : อนุญาตให้ถอนเงินสะสมออกมาใช้ในเรื่องสำคัญได้ เช่น ดาวน์บ้าน จ่ายค่าเทอมปริญญาโท/เอก หรือจ่ายค่ารักษาพยาบาลโรคร้ายแรง
.
🔹บัญชี 3 (Akaun Fleksibel - เริ่มปี 2024) : เป็นบัญชีที่ยืดหยุ่นที่สุด สมาชิกสามารถ ถอนเงินออกมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้สำหรับความจำเป็นระยะสั้น แต่จะถอนได้ 10% ของเงินสมทบใหม่ ซึ่งช่วยเรื่องสภาพคล่องได้ดีมากในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง
.
การแยกระบบ "บัญชีใครบัญชีมัน" (Individual Account) ของมาเลเซีย ทำให้เงินที่ลูกจ้างและนายจ้างจ่ายเข้าไป จะไปอยู่ใน ชื่อของลูกจ้างเอง เหมือนสมุดบัญชีธนาคารที่สามารถเช็กยอดเงินรวม รวมทั้งเงินปันผลทบต้นได้ตลอดเวลาผ่านแอป i-Akaun ทำให้รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของเงินจริงๆ
.
แตกต่างจากประกันสังคมไทยที่เป็นระบบ "ถัวเฉลี่ย" เงินบำนาญของลูกจ้างจะคำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ซึ่งมีความเสี่ยงในระยะยาวหากโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป คนวัยทำงานน้อยลง คนแก่มากขึ้น จนกองทุนอาจมีปัญหาในอนาคต ทำให้เงินบำนาญที่ได้รับจริงอาจไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพในอีก 20-30 ปีข้างหน้า
.
จะเรียกได้ว่ารูปแบบของมาเลเซียเป็นการออมที่ "บังคับให้รวย" แม้การถูกหักเงิน 11% จากลูกจ้าง + 13% จากนายจ้าง รวมกัน 23% จะดูเยอะจนน่าใจหาย เพราะของไทยแค่ 10%
.
แต่มันคือการ บังคับออมเงินเกือบ 1/4 ของเงินเดือน เพราะสุดท้ายปลายทางของวัยทำงานลูกจ้างมาเลเซียที่มีเงินเดือนปานกลาง เมื่อเกษียณมักจะมีเงินก้อนหลักล้านบาทแย่างแน่นอนซึ่งเพียงพอต่อการใช้ชีวิตหรือลงทุนต่อ
.
สำหรับการคำนวณเงินเกษียณของคนมาเลเซียจะแตกต่างจากไทยอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ได้ใช้ระบบ "บำนาญรายเดือน" จากรัฐเป็นหลักเหมือนประกันสังคมมาตรา 33 ของไทย แต่ใช้ระบบ "เงินก้อนสะสม" จากกองทุน EPF (Employee Provident Fund)
.
เนื่องจากเป็นบัญชีเงินออมส่วนบุคคล จำนวนเงินที่ได้จึงขึ้นอยู่กับฐานเงินเดือนและระยะเวลาการทำงาน แต่ทางกองทุน EPF มีการตั้ง "เป้าหมายเงินออมขั้นต่ำ" (Basic Savings Target) ว่าสมาชิกควรมีเงินในบัญชีอย่างน้อย 240,000 ริงกิต (ประมาณ 1.8 - 1.9 ล้านบาท) เมื่ออายุครบ 55 ปี เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้ชีวิตหลังเกษียณไปอีก 20 ปี เฉลี่ยเดือนละ 1,000 ริงกิต หรือประมาณ 8,000 บาท
.
แต่ในความเป็นจริงแล้วค่าเฉลี่ยที่กลุ่มชนชั้นกลาง มนุษย์เงินเดือนทั่วไปผู้ที่มีรายได้คงที่ในระบบมีจำนวน 16.5 ล้านคน มักจะมีเงินสะสมตั้งแต่ 500,000 - 1,000,000 ริงกิตขึ้นไป หรือประมาณ 3.8 - 7.6 ล้านบาท เนื่องจากพลังของดอกเบี้ยทบต้น 5-6% ตลอด 30 ปี
.
และเมื่ออายุครบ 55 ปี สมาชิกสามารถเลือกวิธีรับเงินได้ทั้งแบบถอนทั้งหมด รับเงินก้อนใหญ่ทีเดียวไปบริหารจัดการเอง บางคนอาจจะถอนบางส่วน โดยถอนเท่าที่จำเป็นและปล่อยส่วนที่เหลือไว้กินปันผลต่อก็ได้ หรือสามารถรับเป็นรายเดือนก็ยังได้ โดยเลือกให้กองทุนจ่ายออกมาเป็นงวดๆ คล้ายบำนาญจนกว่าเงินจะหมด
.
นอกจากนี้ยังมีสวัสดิการอื่นๆ หลังเกษียณจากรัฐบาลอีกมากมาย
.
1. การรักษาพยาบาล : ผู้สูงอายุชาวมาเลเซียสามารถใช้บริการโรงพยาบาลรัฐได้ในราคา "ฟรี" หรือจ่ายเพียงเล็กน้อย แค่หลักสิบถึงร้อยบาท สำหรับการรักษาทั่วไปและการผ่าตัดบางประเภท ซึ่งถือเป็นสวัสดิการที่แข็งแกร่งมากของมาเลเซีย
.
2. สิทธิประโยชน์จาก SOCSO (กรณีทุพพลภาพ) : หากเกษียณแล้วเกิดทุพพลภาพหรือไม่สามารถดูแลตัวเองได้ก่อนอายุ 60 ปี และเคยส่งเงินสมทบ SOCSO มาตามเงื่อนไข จะมีสิทธิได้รับ เงินช่วยเหลือรายเดือน (Invalidity Pension) ไปตลอดชีวิต
.
3. ส่วนลดและสิทธิพิเศษ (Senior Citizen Privileges) : ทั้งค่าการเดินทางด้วยส่วนลด 50% สำหรับค่าโดยสารรถไฟ (LRT, MRT, KTM) และรถเมล์สาธารณะ และผู้เกษียณอายุจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินบำนาญหรือเงินที่ถอนจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอีกด้วย
.
สุดท้ายประกันสังคมมาเลเซียมีอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ A- โดยเป็นกานจัดอันดับโดย S&P Global Ratings ซึ่งสูงกว่าไทย สะท้อนถึงเสถียรภาพทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่าในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ ส่วนของไทยอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ BBB+ (Outlook Stable)
.
เกร็ดความรู้ที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ของไทย มีการศึกษาและนำแนวคิดการบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของต่างประเทศ โดยเฉพาะ EPF (Employees Provident Fund) ของมาเลเซีย มาเป็นแนวทางต้นแบบในการพัฒนาระบบบริหารจัดการเงินสะสม เพื่อมุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนและสวัสดิการเกษียณที่มีคุณภาพ
.
โดยจุดเด่นแนวทางจากมาเลเซีย (EPF) ที่ กบข. นำมาประยุกต์ใช้ได้แก่
.
🔹การบริหารเงินลงทุนเชิงรุก : เน้นกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินเฟ้อ ทั้งในหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือก
🔹ระบบสมาชิกเลือกแผนลงทุนได้ (Member Choice) : เปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ (เช่น แผนสมดุล, แผนตราสารทุน)
🔹การบริหารเพื่อความมั่งคั่ง : มุ่งเน้นการเปลี่ยนระบบจากบำนาญแบบกำหนดประโยชน์ตอบแทน (Defined Benefit) มาเป็นแบบกำหนดอัตราเงินนำส่ง (Defined Contribution) เพื่อความยั่งยืน
.
การนำต้นแบบมาปรับใช้ทำให้ กบข. มีเป้าหมายสูงสุดคือสมาชิกที่เป็นข้าราชการมีเงินก้อนและบำนาญเพียงพอหลังเกษียณนั่นเอง ซึ่งทำให้ กบข. มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน การตรวจสอบง่าย การบริหารงานคล่องตัวแบบเอกชน และบริหารด้วยมืออาชีพที่มีความรู้ด้านการเงินและการลงทุน ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ของ กบข.เติบโต กว่า 1.48 ล้านล้านบาท ซึ่ง 60% นำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศทั้งหุ้น พันธบัตร อสังหาริมทรัพย์ และเป็นหน่วยงานที่รัฐและการเมืองแทบจะแทรกแซงไม่ได้ โดยสมาชิกที่เกษียณจะได้รับเงินก้อนจาก กบข. เฉลี่ยประมาณ 1.49 ล้านบาทต่อราย
.
บางครั้งไม่ต้องมองให้ไกลไปถึงระบบประกันสังคมของประเทศพัฒนาแล้ว มองแค่ข้างบ้านเราที่อยู่ในระดับสูงกว่าหนึ่งขั้นก็เห็นความแตกต่างได้ชัดเจนเช่นกัน

The Reporter Journey
CR⬇️
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่