JJNY : เปิด 4 เหตุผล ทำไมต้องกา “เห็นชอบ”│ประกันสังคมก้าวหน้าข้องใจ│เขมรร้องยูเอ็น สอบกองทัพไทย│สกัดท่อน้ำเลี้ยงรัสเซีย!

สมาคมทนายฯ เปิด 4 เหตุผล ทำไม 8 ก.พ. ต้องกา “เห็นชอบ” แก้ไขรัฐธรรมนูญ
https://www.matichon.co.th/politics/election69/news/news_5561902
.

.
เมื่อวันที่ 23 มกราคม สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย เผยแพร่แถลงการณ์ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้จัดให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงประชามติ เพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในประเด็นคำถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นั้น
.
สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ขอรณรงค์ให้ประชาชนออกเสียงประชามติให้ความ “เห็นชอบ” กับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยการทำเครื่องหมาย X ในช่อง “เห็นชอบ” ในบัตรออกเสียงประชามติ โดยมีเหตุผลสนับสนุน ดังนี้
.
1. รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีที่มาโดยไม่ชอบ
.
เพราะถูกร่างขึ้นโดยองค์กรที่ คสช. ซึ่งยึดอำนาจการปกครองประเทศเป็นผู้แต่งตั้งขึ้น บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญถูกออกแบบมาเพื่อให้องค์กรที่มิได้ยึดโยงหรือมาจากประชาชนควบคุมการทำงานของฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทำให้การเมืองอ่อนแอ รัฐบาลขาดเสถียรภาพ และฝ่ายนิติบัญญัติที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่รัฐธรรมนูญกลับไม่มีบทบัญญัติให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยสามารถตรวจสอบหรือถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรดังกล่าวที่ใช้อำนาจโดยมิชอบได้
.
2. บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย
.
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้มาซึ่ง ส.ว. ที่มีอำนาจควบคุมการทำงานของฝ่ายบริหาร ทั้งยังมีอำนาจให้ความเห็นชอบกับการดำรงตำแหน่งของบุคคลในองค์กรสำคัญต่างๆ อาทิเช่น ป.ป.ช. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน อัยการสูงสุด และประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นต้น ส.ว. ดังกล่าวมิได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแต่มาจากการเลือกกันเองตามกติกาที่เปิดช่องให้มีการสมยอมแลกเปลี่ยนผลประโยชน์หรือที่เรียกว่าฮั้ว จนเกิดข้อครหาว่ามีกลุ่มการเมืองอยู่เบื้องหลังการฮั้ว ส.ว. ทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรสำคัญของบ้านเมืองทำงานอย่างไม่เป็นกลาง เพราะถูกครอบงำโดยกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม บ้านเมืองเกิดการแบ่งแยกเป็นฝักฝ่าย ประชาชนเกิดความขัดแย้งซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ
.
3. รัฐธรรมนูญที่ถูกร่างขึ้นใหม่
.
จะยังคงรูปแบบการปกครองประเทศในระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และคงรูปแบบของรัฐที่เป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวที่แบ่งแยกมิได้ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 และ มาตรา 2 ทั้งนี้เป็นไปตาม มาตรา 255 ที่บัญญัติว่า “การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนรูปแบบของรัฐ จะกระทำมิได้”
.
4. การออกเสียงประชามติให้ความ “เห็นชอบ” มิได้ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทันที
.
การให้ความเห็นชอบเป็นเพียงการสร้างความชอบธรรมเปิดโอกาสให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน เพราะหากร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นใหม่มีเนื้อหาสาระที่ไม่เหมาะสม ไม่เป็นประชาธิปไตย หรือไม่ดีไปกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ประชาชนก็ยังคงไว้ซึ่งสิทธิที่จะออกเสียงประชามติ “ไม่เห็นชอบ” ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นใหม่ตกไป รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังคงบังคับใช้ต่อไปตามเดิม แต่หากประชาชนออกเสียงประชามติ “ไม่เห็นชอบ” ในชั้นนี้ ก็จะปิดโอกาสในการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้
.
สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ขอเรียนเพิ่มเติมว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะทำให้ที่มาของรัฐธรรมนูญมีความชอบธรรม ทั้งยังทำให้เนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญมีความสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งฉบับ ส่วนการแก้ไขเป็นรายมาตราจะมีความยุ่งยากที่จะผ่านความเห็นชอบของ ส.ว. ทั้งหมด รวมทั้งไม่สามารถทำให้เกิดความสมบูรณ์ทั้งฉบับ
.
จึงขอเรียกร้องให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ออกเสียงประชามติให้ความ “เห็นชอบ” กับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อันจักทำให้บ้านเมืองลดความขัดแย้ง รวมทั้งเป็นการคืนอำนาจอธิปไตยให้กลับมาเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
.
นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์
นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย
23 มกราคม 2569
.
https://www.facebook.com/lawyerassn/posts/pfbid0XbPMchGA9qMZTKuQ4iytnVEJZquiPXzAeKRZky6nGUUC32AGk7CDVnKDUHmSQ9PFl
.

.
ประกันสังคมก้าวหน้า เปิดชื่อบอร์ด ชุดทียูโดม ข้องใจการตัดสินใจ ลงทุนโครงการให้สิทธิเช่าถึงแค่ปี’81
https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_5561838
.
ประกันสังคมก้าวหน้า เปิดชื่อบอร์ด คณะลงทุน ชุดทียูโดม ข้องใจใช้กระบวนการไหนตัดสินใจ ดึงเงินผู้ประกันตนลงทุนโครงการที่ให้สิทธิเช่าถึงแค่ปี 2581
.
เมื่อวันที่ 23 มกราคม ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ยังคงเกาะติดข้อมูลสำนักงานประกันสังคมที่เข้าลงทุนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ที ยู โดม “TU-PF” ซึ่งเป็นหน่วยลงทุนที่ลงทุนในสิทธิการเช่าในโครงการทียูโดม เรสซิเดนท์เชียล คอมเพล็กซ์ จากหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระยะเวลา 30 ปี ประกอบด้วย อาคารอพาร์ตเมนต์ 10 ชั้น (1 อาคาร) อาคารหอพัก 9 ชั้น (3 อาคาร) และพื้นที่ส่วนพลาซ่า ปัจจุบันมี บลจ.ยูโอบี เป็นผู้จัดการกองทุน ส่วนผู้บริหารทรัพย์สิน เป็นสำนักงานจัดการทรัพย์สิน มธ. และบจก. ทองหล่อ เมเนจเม้นท์
.
ประกันสังคมก้าวหน้าระบุว่า เปิดชื่อบอร์ดและคณะลงทุนชุด TU Dome
.
TU Dome ขาดทุนและลงทุนกระจุกตัวอย่างไม่มีเหตุผล ก็ขอให้สำนักงานยอมรับและออกมาตอบสังคมดีกว่าว่าจะวางกรอบบริหารความเสี่ยง หรือจัดสัดส่วนการลงทุนอย่างไรให้ไม่เกิดขึ้นอีก
.
อย่าบิดเบือนถามอย่างตอบอีกอย่าง จนประชาชนเขานึกว่าสำนักงานไม่มีคนรู้เรื่องการลงทุนเลยจะดีกว่า ทั้งที่จริงๆ แล้วสำนักงานก็มีพนักงานลงทุนที่มีความรู้ความสามารถอยู่มาก แต่ต้องมาคอยแบกภาระแก้ต่างแทนข้าราชการที่คอยทำตามสั่งนาย ยึดมั่นในวัฒนธรรมองค์กร ปิดลับแบบผิดๆ ทำผิดพลาดแต่ไร้ซึ่งความรับผิดชอบ หมกเม็ดปัญหาไว้ข้างใน กลัวคนข้างนอกเห็น
.
และนอกจากสำนักงานชุดปัจจุบัน ในกรณี TU Dome นี้ลงทุนในช่วงปี 49 เราอยากทราบต่อเช่นกันว่า บอร์ดประกันสังคมที่มาจากการแต่งตั้ง มีทั้งเลขาธิการที่ถูกศาลตัดสินจำคุกคดีทุจริตโครงการคอมพิวเตอร์ รวมถึงท่าน ส.ว.คนดัง ประเทือง แสงสังข์ (ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น ชินโชติ), อนุกรรมการลงทุนที่มีนักการเมืองชื่อดังเป็นประธาน, รวมไปถึงฝ่ายเลขาฯที่ทำหน้าที่นำเงินไปลงทุนในขั้นตอนสุดท้าย
.
ใช้กระบวนการใดในการตัดสินใจนำเงินของพวกเราไปลงทุนโครงการที่การก่อสร้างมีปัญหานี้สิทธิการเช่าถึงแค่ปี 2581 สัดส่วนมากถึง 76% จากหน่วยละ 10 บาท ในปี 2549 รับปันผลมา 100 กว่าล้าน วันนี้เหลือ 1 บาท รายได้หักลบรายจ่ายแล้วเหลือต่อปีไม่เกิน 25 ล้านบาท ฝากสื่อช่วยไปถามท่านๆ เหล่านี้ที่อยู่ในวันนั้นที.
.
https://www.facebook.com/ProgressiveSSO/posts/122255442050139078?ref=embed_post
.

.
เขมรร้องยูเอ็น ตรวจสอบพฤติกรรมกองทัพไทย อ้างละเมิดสิทธิมนุษยชน
https://www.matichon.co.th/foreign/news_5562144
.
เขมรร้องยูเอ็น ตรวจสอบพฤติกรรมกองทัพไทย อ้างละเมิดสิทธิมนุษยชน
.
เว็บไซต์แขมร์ไทม์ส รายงานเมื่อวันที่ 23 มกราคมว่า คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา (CHRC) ได้ยื่นคำร้องต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำกัมพูชา (United Nations High Commissioner for Human Rights-OHCHR) เพื่อขอให้ติดตามและเฝ้าระวังการกระทำของกองทัพไทยในพื้นที่ชายแดน รวมถึงการรื้อทำลายบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ในดินแดนของกัมพูชา ที่ถูกประเทศไทยเข้ายึดครองโดยมิชอบ
.
ตามรายงานของ CHRC ระบุเพิ่มเติมว่า กองทัพไทยยังได้ตั้งสิ่งกีดขวางโดยใช้ตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนาม เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวกัมพูชา สามารถเดินทางกลับเข้าไปยังบ้านเรือนของตนเองได้
.
โดยเมื่อวันที่ 21 มกราคม นายเคียว เรมี รัฐมนตรีอาวุโส และประธานของ CHRC ได้ยื่นคำร้องดังกล่าวอย่างเร่งด่วนระหว่างการประชุมหารือเพื่อการทำงานกับนายแบ็งฌาแม็ง โมโร รักษาการหัวหน้าสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำกัมพูชา (OHCHR) ในกรุงพนมเปญ
.
นายเรมีได้แสดงความห่วงกังวลเกี่ยวกับปฏิบัติการของทหารไทย โดยระบุว่า การรื้อทำลายบ้านเรือนของชาวกัมพูชา ในพื้นที่ที่ถูกกล่าวหาว่าถูกยึดครอง รวมถึงการตั้งสิ่งกีดขวางปิดล้อมพื้นที่นั้น เข้าข่ายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง พร้อมได้ร้องขอให้ OHCHR ให้ความช่วยเหลือในการติดตามตรวจสอบสถานการณ์ดังกล่าว และเรียกร้องให้นำกลไกด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ มาใช้ในการมีส่วนร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมย้ำให้มีการเคารพกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เพื่อให้ชาวกัมพูชาที่ถูกพลัดถิ่นสามารถเดินทางกลับสู่บ้านเรือนของตนได้อย่างปลอดภัย และด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
.
นายเรมีกล่าวด้วยว่า การกระทำของประเทศไทยเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานหลายประการ ได้แก่ สิทธิเสรีภาพในการเดินทาง สิทธิในการมีที่อยู่อาศัย สิทธิในทรัพย์สินและกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ตลอดจนสิทธิในความปลอดภัยส่วนบุคคลและการได้รับความคุ้มครอง
.
นายเรมียังได้ชื่นชมความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในปี 2025 โดยเฉพาะความคืบหน้าในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ข้อเสนอแนะและรายงานด้านสิทธิมนุษยชน ตลอดจนโครงการฝึกอบรมสำหรับข้าราชการและทนายความอาสาสมัครภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา (CHRC)
.
ด้านนายซึน ซัม นักวิเคราะห์นโยบายระหว่างประเทศ กล่าวว่า การที่ CHRC ขอให้ OHCHR พิจารณาทบทวนและติดตามตรวจสอบการกระทำของกองทัพไทยนั้น เป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้ว โดยชี้ให้เห็นว่า กัมพูชาเป็นสมาชิกของ OHCHR และยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานถาวรของ OHCHR ด้วย
.
พร้อมระบุว่า ในอดีต OHCHR เคยจัดทำรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่ส่งผลกระทบต่อชาวกัมพูชามาแล้ว และควรแสดงบทบาทเชิงรุกในลักษณะเดียวกันในการรายงานกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ถูกกล่าวหา ซึ่งกระทำโดยกองทัพไทย โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการขับไล่ประชาชนออกจากที่อยู่อาศัยโดยใช้กำลัง
.
นายซึน ซัม กล่าวด้วยว่า คำร้องดังกล่าวได้ยื่นตามกรอบกฎหมายและขั้นตอนการทำงานของ OHCHR และบทบาทของ OHCHR คือ การจัดทำรายงานที่ถูกต้องและเป็นกลาง เพื่อนำเสนอต่อสหประชาชาติ และประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมระบุว่า รายงานลักษณะนี้มีความจำเป็นและมีความสำคัญต่อกัมพูชาอย่างยิ่ง
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่