WEBULL แจง ก.ล.ต. ปมถูกพาดพิง คดีฟอกเงิน ยัน KYC แน่นหนา-ไม่รับฝากเงินนอกระบบ และ มติผู้ตรวจฯ ส่งศาล รธน.ชี้ขาดเลือกตั้ง

"ชลเดช" ซีอีโอ Webull Thailand โต้ข้อกล่าวหากรณีถูกพาดพิงในคดีแก๊งฟอกเงิน-ฟอกคน ที่ตำรวจสอบสวนกลางเพิ่งทลาย ยืนยันได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ ก.ล.ต. เรียบร้อยแล้ว ลั่นทุกกระบวนการเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

หลังชื่อของแอปพลิเคชันเทรดหุ้น WEBULL ถูกพาดพิงเชื่อมโยงกับคดีฟอกเงินที่ตำรวจสอบสวนกลางเพิ่งทลายได้ 
ล่าสุดนายชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Webull Thailand เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า บริษัทได้ชี้แจงข้อเท็จจริงไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว โดยยืนยันใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

หนึ่ง บริษัทไม่ได้อนุญาตให้ลูกค้านำเงินสดมาเปิดบัญชีเพื่อซื้อขายหุ้นโดยตรง
สอง กระบวนการ KYC (Know Your Customer) หรือการยืนยันตัวตนลูกค้า ดำเนินการตามมาตรฐานที่ทางการกำหนดทุกประการ
สาม การโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของลูกค้า ชื่อในบัญชีเงินฝากและบัญชีซื้อขายหุ้นต้องตรงกันเสมอ

ส่วนกรณีที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทรับฝากเงินและจ่ายดอกเบี้ยแก่ผู้เปิดบัญชี ซึ่งอาจเข้าข่ายประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น นายชลเดชชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง พร้อมอธิบายว่า การที่โบรกเกอร์จ่ายดอกเบี้ยระหว่างที่ลูกค้าโอนเงินเข้ามารอการซื้อขายหุ้นนั้น เป็นแนวปฏิบัติปกติของโบรกเกอร์ทั่วไป ไม่ใช่การรับฝากเงินในลักษณะธนาคาร

นายชลเดชยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทลูกของ Webull Corporation ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ดังนั้นการดำเนินงานทุกด้านจึงอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์และกฎหมายที่เข้มงวดตามมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นกรอบที่บริษัทยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์จากกระทรวงการคลัง อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. และได้รับการอนุมัติเป็นสมาชิกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หมายเลข 9 มีผลตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2568 โดยบริษัทเป็นส่วนหนึ่งของ Webull Corporation ที่จดทะเบียนในตลาด NASDAQ (BULL) ซึ่งให้บริการด้านการลงทุนใน 14 ตลาดทั่วโลก
ก.ล.ต.ย้ำห้ามโบรกรับฝากเงินสด-จ่ายดอกเบี้ยลูกค้าได้ตามเกณฑ์

ด้านนายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ปัจจุบันการให้บริการของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) จะไม่มีการรับฝากเป็นเงินสดจากลูกค้าโดยตรง และจะเป็นการรับโอนเงินบาทเข้าบัญชีบริษัทผ่านช่องทางของธนาคารพาณิชย์เท่านั้น

นอกจากนี้ บล. สามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่จะจ่ายให้แก่ลูกค้าได้ตามที่มีเกณฑ์กำหนดไว้อยู่แล้ว โดยอัตราดอกผลดังกล่าวต้องไม่เกินอัตราที่ บล. จะได้รับจริงจากการฝากเงินหรือลงทุนในตั๋วสัญญาใช้เงินหรือการลงทุนในลักษณะอื่น*
ทั้งนี้ ตั้งแต่ปลายปี 2568 ก.ล.ต. ได้ตรวจสอบประเด็นที่การให้บริการการทำธุรกรรมของ บล. อาจเป็นช่องทางในการฟอกเงิน โดยได้มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำหนดแนวทางป้องกันและแก้ไขร่วมกัน ซึ่งที่ผ่านมาสามารถสกัดกั้น และลดความเสียหายลงได้
 

และเพื่อเป็นการบูรณาการเชิงป้องกันได้อย่างยั่งยืน ก.ล.ต. เตรียมออกมาตรการป้องกันการใช้ตลาดทุนในการฟอกเงินหรืออาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งจะเป็นการยกระดับมาตรการการทำความรู้จักลูกค้าทั้งอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ปปง. ต่อไป




มติผู้ตรวจฯ ส่งศาล รธน.ชี้ขาดเลือกตั้ง 2569 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

KEY POINTS
ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีการจัดการเลือกตั้ง สส. ปี 2569 ของ กกต. อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ประเด็นหลักเกิดจากข้อร้องเรียนเรื่องการพิมพ์บาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจกระทบต่อหลักการลงคะแนนโดยลับ

ผู้ร้องเรียนกังวลว่า การออกแบบบัตรดังกล่าวอาจเปิดช่องให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้ลงคะแนนได้ว่าเลือกใคร ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน แจ้งว่า สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับคำร้องเรียนจากประชาชนที่ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณายื่นคำร้องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ กรณีบัตรเลือกตั้งมีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน 

รวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ มีลักษณะเป็นการกระทำละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียน ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จำนวน 21 คำร้องเรียน

และเมื่อวันที่ 10 มี.ค. ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ปรึกษาหารือร่วมกัน โดยได้พิจารณาข้อมูลจากการแสวงหาข้อเท็จจริงและประกอบกับข้อกฎหมายแล้วเห็นว่า 
ประเด็นดังกล่าวมีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอที่จะวินิจฉัยว่า การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 ก.พ. โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่า สามารถเชื่อมโยง หรือ สืบค้นย้อนกลับถึงตัวผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นความลับ ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 83 และมาตรา 85 อันมีลักษณะเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองและคุ้มครองไว้ 
                                          
 ในวันนี้ จึงเห็นชอบวินิจฉัยให้ยื่นคำร้องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 เพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้แก่ กรณีระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 ข้อ 129 วรรคสอง ที่กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งอาจกำหนดให้มีรหัส หรือเครื่องหมาย หรือข้อความอื่นใดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษในบัตรเลือกตั้ง มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 84 และมาตรา 96 

กรณีจำนวนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อมีจำนวนไม่เท่ากัน และกรณีบัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งประเด็นดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดิน
 
ปมคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง 
ประเด็นการพิมพ์บาร์โค้ด และ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง กลายเป็นข้อถกเถียงทางกฎหมายและการเมือง โดยมีนักวิชาการและนักการเมืองบางส่วนตั้งคำถามว่า หากมีการเก็บข้อมูล หรือ เชื่อมโยงกับต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง อาจทำให้สามารถติดตามย้อนกลับถึงผู้ใช้สิทธิได้

ขณะที่สำนักงาน กกต. ได้ชี้แจงหลายครั้งว่า บาร์โค้ดและ QR Code ที่พิมพ์บนบัตรเลือกตั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง และใช้ในการตรวจสอบกระบวนการจัดพิมพ์และการกระจายบัตรเท่านั้น โดยยืนยันว่า ไม่สามารถใช้ระบุตัวผู้ลงคะแนนได้ และไม่กระทบต่อหลักการลงคะแนนลับ
อย่างไรก็ตาม การยื่นคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินครั้งนี้ ทำให้ประเด็นดังกล่าวถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาล อาจมีผลต่อการตีความมาตรฐานการออกแบบบัตรเลือกตั้งในอนาคต รวมถึงอาจส่งผลสะเทือนต่อความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกระบวนการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมา



แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่