.
นิด้าโพล เผยคนเชียงใหม่ หนุนเท้งนั่งนายกฯ ยศชนัน-อนุทิน รั้งอันดับ 2-3
.
เมื่อวันที่ 18 มกราคม ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้ง 69 ของคนเชียงใหม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 9-14 มกราคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดเชียงใหม่ กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,067 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ปี 69 ของคนจังหวัดสงขลา การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95.0
.
จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่คนเชียงใหม่จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า
.
อันดับ 1 ร้อยละ 31.40 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)
อันดับ 2 ร้อยละ 19.40 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย)
อันดับ 3 ร้อยละ 15.65 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)
อันดับ 4 ร้อยละ 12.09 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้
อันดับ 5 ร้อยละ 4.12 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)
อันดับ 6 ร้อยละ 3.66 ระบุว่าเป็น พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)
อันดับ 7 ร้อยละ 3.19 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)
อันดับ 8 ร้อยละ 2.53 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)
อันดับ 9 ร้อยละ 1.78 ระบุว่าเป็น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน)
อันดับ 10 ร้อยละ 1.03 ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่)
.
และร้อยละ 5.15 ระบุอื่นๆ ได้แก่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ (พรรคเพื่อไทย) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย), ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม), นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (พรรคประชาชน), น.ส.กชพร เวโรจน์ (พรรคก้าวอิสระ), นายจตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่), นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี), นายกรณ์ จาติกวณิช (พรรคประชาธิปัตย์), นายกัณวีร์ สืบแสง (พรรคพลวัต), นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (พรรคภูมิใจไทย), นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์), นพ.ไกร ดาบธรรม (พรรคเพื่อไทย), นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)
.
สำหรับพรรคการเมืองที่คนเชียงใหม่มีแนวโน้มในการเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า
อันดับ 1 ร้อยละ 37.39 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน
อันดับ 2 ร้อยละ 31.68 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย
อันดับ 3 ร้อยละ 13.50 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย
อันดับ 4 ร้อยละ 5.15 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ
อันดับ 5 ร้อยละ 4.03 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
อันดับ 6 ร้อยละ 2.81 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ
อันดับ 7 ร้อยละ 1.69 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย
.
และร้อยละ 3.75 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม, พรรคไทยก้าวใหม่, พรรครวมไทยสร้างชาติ, พรรคเสรีรวมไทย, พรรคโอกาสใหม่, พรรคก้าวอิสระ, พรรคไทยภักดี, พรรคพลวัต และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)
.
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนเชียงใหม่มีแนวโน้มในการเลือก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า
อันดับ 1 ร้อยละ 37.39 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน
อันดับ 2 ร้อยละ 30.08 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย
อันดับ 3 ร้อยละ 14.06 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย
อันดับ 4 ร้อยละ 5.25 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ
อันดับ 5 ร้อยละ 3.85 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
อันดับ 6 ร้อยละ 3.09 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ
อันดับ 7 ร้อยละ 1.69 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย
อันดับ 8 ร้อยละ 1.31 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ
อันดับ 9 ร้อยละ 1.03 ระบุว่าเป็น พรรคไทยก้าวใหม่
.
ร้อยละ 1.88 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม, พรรคเสรีรวมไทย, พรรคก้าวอิสระ, พรรคโอกาสใหม่, พรรคไทยภักดี, พรรคปวงชนไทย, พรรคพลวัต, พรรคพลังประชารัฐ และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.37 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
.
เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างทั้งหมดมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่จังหวัดเชียงใหม่โดยตัวอย่าง ร้อยละ 46.95 เป็นเพศชาย และร้อยละ 53.05 เป็นเพศหญิง
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 10.03 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.71 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.62 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 23.15 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 31.49 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 97.28 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 0.09 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 2.63 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 35.33 สถานภาพโสด ร้อยละ 62.23 สมรส และร้อยละ 2.44 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 1.69 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 24.74 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 28.40 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 9.08 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 30.37 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.72 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 8.15 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 16.12 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.21 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 10.97 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 18.84 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 19.40 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 4.31 เป็นนักเรียน/นักศึกษา
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 19.97 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 4.40 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 18.93 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 30.18 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 10.50 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 4.12 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.72 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.22 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.37 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.19 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.28 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.12 ไม่ระบุรายได้
.
.
“นพดล” ยันโพลโค้งสุดท้ายไม่ใช่ชี้นำ! แต่เป็น “เรดาร์อ่านใจ” สะท้อนการตัดสินใจจริงก่อนเข้าคูหา https://www.dailynews.co.th/news/5512400/
.
“นพดล” ระบุ โพลช่วงใกล้วันเลือกตั้งมีบทบาทสำคัญทางวิชาการ ช่วยสะท้อนการตัดสินใจขั้นสุดท้ายของประชาชน แยกแยะกระแสจริงออกจากเสียงดังในโซเชียล พร้อมเป็นสัญญาณเตือนเชิงนโยบายและฐานข้อมูลเสริมความน่าเชื่อถือกระบวนการประชาธิปไตย
.
เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.
นพดล กรรณิกา ศิษย์เก่าด้านวิทยาการข้อมูลและระเบียบวิธี (Data Science &Methodology) มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ศิษย์เก่าด้านสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศิษย์เก่ารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยว่า ในห้วงเวลาของการเลือกตั้งทั่วไป “
โพล” มักถูกตั้งคำถามเสมอว่า มีความจำเป็นเพียงใด โดยเฉพาะโพลที่จัดทำขึ้นในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง เช่น ก่อนวันลงคะแนนประมาณ 7 วัน หลายคนมองว่าเป็นการคาดการณ์ผลล่วงหน้า บ้างมองว่าอาจชี้นำความคิดของประชาชน ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายเลือกตั้งของไทยห้ามเผยแพร่ผลโพลก่อนวันเลือกตั้ง 7 วัน
.
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาอย่างเป็นระบบในเชิงวิชาการ โพลในช่วงเวลาดังกล่าวมีบทบาทสำคัญที่ลึกซึ้งกว่าการทำนายผลเลือกตั้ง อย่างมีนัยสำคัญ โพลในฐานะ “
ภาพสะท้อนการตัดสินใจขั้นสุดท้าย”ช่วงเวลา 7 วันก่อนการเลือกตั้ง เป็นช่วงที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจจริง
.
ความลังเลที่มีมาก่อนหน้าเริ่มลดลง ข้อมูลข่าวสารสุดท้าย—ทั้งเชิงนโยบาย การสื่อสารทางการเมือง และกระแสสังคม—เริ่มตกผลึกเป็น “
การเลือก” ในใจของประชาชน โพลในช่วงเวลานี้จึงทำหน้าที่เสมือนภาพถ่ายของสภาวะทางความคิดของ สังคม ณ จุดก่อนก้าวเข้าสู่คูหา ไม่ใช่ภาพร่างคร่าว ๆแบบในช่วงต้นฤดูกาลเลือกตั้ง กล่าวอีกนัยหนึ่ง โพลก่อนเลือกตั้ง 7 วัน ไม่ได้บอกว่า “ใครจะชนะ”
.
แต่บอกว่า “
ประชาชนกำลังคิดอย่างไรในวินาทีสุดท้าย”การแยกแยะเสียงจริงออกจากเสียงดัง ในยุคดิจิทัล เสียงทางการเมืองในสื่อสังคมออนไลน์มีพลังสูง แต่ก็มีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ผู้ใช้โซเชียลมีเดียไม่ได้เป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมด และอัลกอริทึมมักขยายเสียงของกลุ่มที่เคลื่อนไหวมากกว่ากลุ่มที่เงียบ โพลจึงเป็นเครื่องมือเชิงระเบียบวิธีที่ช่วยถ่วงดุล “
ภาพลวงตาของกระแส”ด้วยข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่ออกแบบให้สะท้อนโครงสร้างประชากรจริง
.
โพลช่วงใกล้เลือกตั้งจึงช่วยตอบคำถามสำคัญในเชิงสังคมวิทยาการเมืองว่า กระแสที่เห็นดังในพื้นที่สาธารณะนั้น สอดคล้องกับการตัดสินใจของประชาชนส่วนใหญ่จริงหรือไม่ การทำความเข้าใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังลังเล แม้จะใกล้วันเลือกตั้งแล้ว แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่งยังคงอยู่ในภาวะลังเล หรือกำลังพิจารณาทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ เช่น
.
การเลือกเพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายชนะ โพลในช่วง 7 วันสุดท้ายช่วยระบุขนาด ลักษณะ และเหตุผลของกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อความเข้าใจพลวัตของการตัดสินใจทางการเมือง ในเชิงวิชาการ กลุ่มผู้ลังเลสะท้อนคุณภาพของการแข่งขันทางการเมือง หากความลังเลเกิดจากการไม่เชื่อมั่นในระบบ นั่นคือสัญญาณปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐและสังคมต้องรับฟัง
.
โพลในฐานะสัญญาณเตือนเชิงนโยบาย โพลก่อนเลือกตั้งไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่คำถามว่า “จะเลือกใคร”แต่ควรรวมถึงทัศนคติ ความคาดหวัง และความกังวลของประชาชนต่ออนาคตประเทศ ข้อมูลเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเรดาร์เตือนภัยเชิงนโยบาย ชี้ให้เห็นประเด็นที่รัฐบาลหลังเลือกตั้งต้องเร่งตอบสนอง มิฉะนั้น ความไม่พอใจอาจพัฒนาเป็นความขัดแย้งในระยะยาว การเตรียมสังคมให้พร้อมยอมรับผลเลือกตั้ง
.
อีกบทบาทหนึ่งที่มักถูกมองข้าม คือ โพลช่วยปรับ “
ความคาดหวังร่วม” ของสังคม เมื่อสังคมมีข้อมูลที่เป็นระบบและโปร่งใส โอกาสเกิดภาวะช็อกหรือการปฏิเสธผลเลือกตั้งจะลดลง การรับรู้ล่วงหน้าเชิงแนวโน้มทำให้สาธารณชนมีกรอบอธิบายผลที่เกิดขึ้น อย่างมีเหตุผล มากกว่าการพึ่งพาข่าวลือหรืออารมณ์ ฐานข้อมูลสำหรับการอธิบายหลังการเลือกตั้ง
.
ในทางระเบียบวิธี โพลก่อนเลือกตั้งยังทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลเปรียบเทียบหลังวันลงคะแนน ช่วยให้นักวิชาการและสังคมสามารถวิเคราะห์ความสอดคล้องหรือความเบี่ยงเบนของผลเลือกตั้งได้อย่างเป็นระบบ การมีข้อมูลก่อนหน้าอย่างโปร่งใส จึงช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของกระบวนการประชาธิปไตยโดยรวม
.
กล่าวโดยสรุปโพลก่อนวันเลือกตั้ง 7 วัน ไม่ใช่เครื่องมือชี้นำ และไม่ควรถูกทำให้เป็นอาวุธทางการเมือง หากแต่เป็นเครื่องมือทางวิชาการเพื่อ “
อ่านสังคม”ในจังหวะสำคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตย โพลที่ออกแบบอย่างถูกต้อง โปร่งใส และสื่อสารอย่างรับผิดชอบ จะช่วยให้ทั้งประชาชน พรรคการเมือง และรัฐ เข้าใจตนเอง เข้าใจสังคมและก้าวข้ามการเลือกตั้งไปสู่การบริหารประเทศอย่างมีสติและยั่งยืน
JJNY : เชียงใหม่หนุนเท้งนั่งนายกฯ│นพดลยันโพลโค้งสุดท้ายไม่ใช่ชี้นำ!│ทบ.สยบข่าวปมชายแดน│เปิดชื่อ 12 จว.ฝนฟ้าคะนองร้อยละ10
https://www.matichon.co.th/politics/election69/news_5554212
.
นิด้าโพล เผยคนเชียงใหม่ หนุนเท้งนั่งนายกฯ ยศชนัน-อนุทิน รั้งอันดับ 2-3
.
เมื่อวันที่ 18 มกราคม ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้ง 69 ของคนเชียงใหม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 9-14 มกราคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดเชียงใหม่ กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,067 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ปี 69 ของคนจังหวัดสงขลา การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95.0
.
จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่คนเชียงใหม่จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า
.
อันดับ 1 ร้อยละ 31.40 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)
อันดับ 2 ร้อยละ 19.40 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย)
อันดับ 3 ร้อยละ 15.65 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)
อันดับ 4 ร้อยละ 12.09 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้
อันดับ 5 ร้อยละ 4.12 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)
อันดับ 6 ร้อยละ 3.66 ระบุว่าเป็น พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)
อันดับ 7 ร้อยละ 3.19 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)
อันดับ 8 ร้อยละ 2.53 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)
อันดับ 9 ร้อยละ 1.78 ระบุว่าเป็น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน)
อันดับ 10 ร้อยละ 1.03 ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่)
.
และร้อยละ 5.15 ระบุอื่นๆ ได้แก่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ (พรรคเพื่อไทย) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย), ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม), นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (พรรคประชาชน), น.ส.กชพร เวโรจน์ (พรรคก้าวอิสระ), นายจตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่), นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี), นายกรณ์ จาติกวณิช (พรรคประชาธิปัตย์), นายกัณวีร์ สืบแสง (พรรคพลวัต), นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (พรรคภูมิใจไทย), นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์), นพ.ไกร ดาบธรรม (พรรคเพื่อไทย), นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)
.
สำหรับพรรคการเมืองที่คนเชียงใหม่มีแนวโน้มในการเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า
อันดับ 1 ร้อยละ 37.39 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน
อันดับ 2 ร้อยละ 31.68 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย
อันดับ 3 ร้อยละ 13.50 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย
อันดับ 4 ร้อยละ 5.15 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ
อันดับ 5 ร้อยละ 4.03 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
อันดับ 6 ร้อยละ 2.81 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ
อันดับ 7 ร้อยละ 1.69 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย
.
และร้อยละ 3.75 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม, พรรคไทยก้าวใหม่, พรรครวมไทยสร้างชาติ, พรรคเสรีรวมไทย, พรรคโอกาสใหม่, พรรคก้าวอิสระ, พรรคไทยภักดี, พรรคพลวัต และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)
.
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนเชียงใหม่มีแนวโน้มในการเลือก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า
อันดับ 1 ร้อยละ 37.39 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน
อันดับ 2 ร้อยละ 30.08 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย
อันดับ 3 ร้อยละ 14.06 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย
อันดับ 4 ร้อยละ 5.25 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ
อันดับ 5 ร้อยละ 3.85 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
อันดับ 6 ร้อยละ 3.09 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ
อันดับ 7 ร้อยละ 1.69 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย
อันดับ 8 ร้อยละ 1.31 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ
อันดับ 9 ร้อยละ 1.03 ระบุว่าเป็น พรรคไทยก้าวใหม่
.
ร้อยละ 1.88 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม, พรรคเสรีรวมไทย, พรรคก้าวอิสระ, พรรคโอกาสใหม่, พรรคไทยภักดี, พรรคปวงชนไทย, พรรคพลวัต, พรรคพลังประชารัฐ และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.37 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
.
เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างทั้งหมดมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่จังหวัดเชียงใหม่โดยตัวอย่าง ร้อยละ 46.95 เป็นเพศชาย และร้อยละ 53.05 เป็นเพศหญิง
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 10.03 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.71 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.62 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 23.15 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 31.49 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 97.28 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 0.09 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 2.63 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 35.33 สถานภาพโสด ร้อยละ 62.23 สมรส และร้อยละ 2.44 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 1.69 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 24.74 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 28.40 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 9.08 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 30.37 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.72 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 8.15 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 16.12 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.21 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 10.97 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 18.84 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 19.40 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 4.31 เป็นนักเรียน/นักศึกษา
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 19.97 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 4.40 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 18.93 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 30.18 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 10.50 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 4.12 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.72 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.22 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.37 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.19 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.28 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.12 ไม่ระบุรายได้
.
.
“นพดล” ยันโพลโค้งสุดท้ายไม่ใช่ชี้นำ! แต่เป็น “เรดาร์อ่านใจ” สะท้อนการตัดสินใจจริงก่อนเข้าคูหา https://www.dailynews.co.th/news/5512400/
.
“นพดล” ระบุ โพลช่วงใกล้วันเลือกตั้งมีบทบาทสำคัญทางวิชาการ ช่วยสะท้อนการตัดสินใจขั้นสุดท้ายของประชาชน แยกแยะกระแสจริงออกจากเสียงดังในโซเชียล พร้อมเป็นสัญญาณเตือนเชิงนโยบายและฐานข้อมูลเสริมความน่าเชื่อถือกระบวนการประชาธิปไตย
.
เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ศิษย์เก่าด้านวิทยาการข้อมูลและระเบียบวิธี (Data Science &Methodology) มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ศิษย์เก่าด้านสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศิษย์เก่ารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยว่า ในห้วงเวลาของการเลือกตั้งทั่วไป “โพล” มักถูกตั้งคำถามเสมอว่า มีความจำเป็นเพียงใด โดยเฉพาะโพลที่จัดทำขึ้นในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง เช่น ก่อนวันลงคะแนนประมาณ 7 วัน หลายคนมองว่าเป็นการคาดการณ์ผลล่วงหน้า บ้างมองว่าอาจชี้นำความคิดของประชาชน ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายเลือกตั้งของไทยห้ามเผยแพร่ผลโพลก่อนวันเลือกตั้ง 7 วัน
.
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาอย่างเป็นระบบในเชิงวิชาการ โพลในช่วงเวลาดังกล่าวมีบทบาทสำคัญที่ลึกซึ้งกว่าการทำนายผลเลือกตั้ง อย่างมีนัยสำคัญ โพลในฐานะ “ภาพสะท้อนการตัดสินใจขั้นสุดท้าย”ช่วงเวลา 7 วันก่อนการเลือกตั้ง เป็นช่วงที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจจริง
.
ความลังเลที่มีมาก่อนหน้าเริ่มลดลง ข้อมูลข่าวสารสุดท้าย—ทั้งเชิงนโยบาย การสื่อสารทางการเมือง และกระแสสังคม—เริ่มตกผลึกเป็น “การเลือก” ในใจของประชาชน โพลในช่วงเวลานี้จึงทำหน้าที่เสมือนภาพถ่ายของสภาวะทางความคิดของ สังคม ณ จุดก่อนก้าวเข้าสู่คูหา ไม่ใช่ภาพร่างคร่าว ๆแบบในช่วงต้นฤดูกาลเลือกตั้ง กล่าวอีกนัยหนึ่ง โพลก่อนเลือกตั้ง 7 วัน ไม่ได้บอกว่า “ใครจะชนะ”
.
แต่บอกว่า “ประชาชนกำลังคิดอย่างไรในวินาทีสุดท้าย”การแยกแยะเสียงจริงออกจากเสียงดัง ในยุคดิจิทัล เสียงทางการเมืองในสื่อสังคมออนไลน์มีพลังสูง แต่ก็มีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ผู้ใช้โซเชียลมีเดียไม่ได้เป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมด และอัลกอริทึมมักขยายเสียงของกลุ่มที่เคลื่อนไหวมากกว่ากลุ่มที่เงียบ โพลจึงเป็นเครื่องมือเชิงระเบียบวิธีที่ช่วยถ่วงดุล “ภาพลวงตาของกระแส”ด้วยข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่ออกแบบให้สะท้อนโครงสร้างประชากรจริง
.
โพลช่วงใกล้เลือกตั้งจึงช่วยตอบคำถามสำคัญในเชิงสังคมวิทยาการเมืองว่า กระแสที่เห็นดังในพื้นที่สาธารณะนั้น สอดคล้องกับการตัดสินใจของประชาชนส่วนใหญ่จริงหรือไม่ การทำความเข้าใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังลังเล แม้จะใกล้วันเลือกตั้งแล้ว แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่งยังคงอยู่ในภาวะลังเล หรือกำลังพิจารณาทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ เช่น
.
การเลือกเพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายชนะ โพลในช่วง 7 วันสุดท้ายช่วยระบุขนาด ลักษณะ และเหตุผลของกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อความเข้าใจพลวัตของการตัดสินใจทางการเมือง ในเชิงวิชาการ กลุ่มผู้ลังเลสะท้อนคุณภาพของการแข่งขันทางการเมือง หากความลังเลเกิดจากการไม่เชื่อมั่นในระบบ นั่นคือสัญญาณปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐและสังคมต้องรับฟัง
.
โพลในฐานะสัญญาณเตือนเชิงนโยบาย โพลก่อนเลือกตั้งไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่คำถามว่า “จะเลือกใคร”แต่ควรรวมถึงทัศนคติ ความคาดหวัง และความกังวลของประชาชนต่ออนาคตประเทศ ข้อมูลเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเรดาร์เตือนภัยเชิงนโยบาย ชี้ให้เห็นประเด็นที่รัฐบาลหลังเลือกตั้งต้องเร่งตอบสนอง มิฉะนั้น ความไม่พอใจอาจพัฒนาเป็นความขัดแย้งในระยะยาว การเตรียมสังคมให้พร้อมยอมรับผลเลือกตั้ง
.
อีกบทบาทหนึ่งที่มักถูกมองข้าม คือ โพลช่วยปรับ “ความคาดหวังร่วม” ของสังคม เมื่อสังคมมีข้อมูลที่เป็นระบบและโปร่งใส โอกาสเกิดภาวะช็อกหรือการปฏิเสธผลเลือกตั้งจะลดลง การรับรู้ล่วงหน้าเชิงแนวโน้มทำให้สาธารณชนมีกรอบอธิบายผลที่เกิดขึ้น อย่างมีเหตุผล มากกว่าการพึ่งพาข่าวลือหรืออารมณ์ ฐานข้อมูลสำหรับการอธิบายหลังการเลือกตั้ง
.
ในทางระเบียบวิธี โพลก่อนเลือกตั้งยังทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลเปรียบเทียบหลังวันลงคะแนน ช่วยให้นักวิชาการและสังคมสามารถวิเคราะห์ความสอดคล้องหรือความเบี่ยงเบนของผลเลือกตั้งได้อย่างเป็นระบบ การมีข้อมูลก่อนหน้าอย่างโปร่งใส จึงช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของกระบวนการประชาธิปไตยโดยรวม
.
กล่าวโดยสรุปโพลก่อนวันเลือกตั้ง 7 วัน ไม่ใช่เครื่องมือชี้นำ และไม่ควรถูกทำให้เป็นอาวุธทางการเมือง หากแต่เป็นเครื่องมือทางวิชาการเพื่อ “อ่านสังคม”ในจังหวะสำคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตย โพลที่ออกแบบอย่างถูกต้อง โปร่งใส และสื่อสารอย่างรับผิดชอบ จะช่วยให้ทั้งประชาชน พรรคการเมือง และรัฐ เข้าใจตนเอง เข้าใจสังคมและก้าวข้ามการเลือกตั้งไปสู่การบริหารประเทศอย่างมีสติและยั่งยืน