ปชน. ยื่น 2 ร่างแก้รธน. ชงวิธีคัดส.ส.ร.ต่างกัน พร้อมเซ็นชื่อหนุนร่างเพื่อไทย
https://www.matichon.co.th/politics/news_5735883
.

.
‘ปชน.’ ยื่น 2 ร่างแก้รธน. เพิ่มเติมหมวด 15/1 พ้อ อย่างน้อยเพื่อมั่นใจ ‘ประธานรัฐสภา’ บรรจุ 1 ร่างที่ตรงตามหลักการ แจง สูตร ส.ส.ร. ให้รัฐสภาเลือกโดยลับ ป้องไม่ถูกโยงกับฝ่ายการเมือง เผย พร้อมช่วยเข้าชื่อหนุนร่าง ‘เพื่อไทย’ เหตุไม่ขัดหลักการ ให้ ปชช.มีส่วนร่วม-ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษ ส.ว.
.
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 27 พฤษภาคม ที่รัฐสภา นาย
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อม นาย
พริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ ส.ส.พรรคประชาชน ร่วมแถลงยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.
โดย นาย
ณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนและเพื่อนสมาชิกได้ลงนามร่างร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมหมวด 15/1 เรื่องกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเราเตรียมเสนอร่างจำนวน 2 ฉบับเพื่อพิจารณาเข้าสู่รัฐสภา โดยสอดคล้องกับหลักการ 3 ข้อ ย้ำว่าเราพร้อมสนับสนุนทุกร่างที่สอดคล้องกับ 3 หลักด้วยเช่นกัน คือ 1.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน 2.รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องไม่ผูกขาดกับกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่ง และ 3.ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษแก่ ส.ว.
.
นาย
ณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า ส่วนสาเหตุที่ต้องเสนอ 2 ร่างคือ ต้องยอมรับขีดจํากัดทางการเมืองที่เราอยู่ภายใต้คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่างได้โดยตรง ซึ่งหนึ่งในร่างนั้นจะมีเนื้อหากระบวนการที่ได้มาซึ่งผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับร่างที่เราเคยเสนอมาในปีที่แล้ว และมีวุฒิสภาบางส่วน ได้ลงมติเห็นชอบกับร่างพรรคประชาชนก่อนจะการยุบสภา ดังนั้น การเสนอ 2 ร่างเพื่อยืนยันว่า อย่างน้อย ถ้าสมาชิกรัฐสภาทุกคนโดยเฉพาะวุฒิสภาใช้หลักการในการพิจารณาเหมือนเดิม ยืนยันว่า อย่างน้อยควรมี 1 ร่างของพรรคประชาชนที่สามารถผ่านวาระหนึ่งได้แน่นอน ยืนยันว่า 2 ร่างที่เสนอมาสอดคล้องกับคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน
.
ด้านนายพริษฐ์กล่าวว่า ร่าง 2 ฉบับมีเนื้อหาเหมือนกันแทบทั้งหมด แต่ต่างกันแค่อันเดียว คือกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ทั้ง 2 ร่าง ปลายทางจะมี ส.ส.ร.ทั้งหมด 150 คน แต่กระบวนการเลือกตั้งแตกต่างกัน
.
โดยร่างที่หนึ่ง ให้ประชาชนเข้าหูหาเลือกตั้งจนได้แคนดิเดต ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 150 คนโดยแบ่งเป็น 100 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต เพื่อให้เป็นตัวแทนเชิงพื้นที่ อีก 50 คน จะมีจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง เพื่อเป็นตัวแทนในเชิงประเด็น หรือกลุ่มอาชีพต่างๆ
.
นาย
พริษฐ์กล่าวด้วยว่า จากนั้นนำรายชื่อ 150 คนนั้นส่งให้รัฐสภาพิจารณารับรอง โดยการรับรอง ต้องเป็นการรับรองทั้งคณะ 150 คน ไม่สามารถพิจารณาแยกรายบุคคลได้ ซึ่งหากรับรองแล้ว รายชื่อทั้งหมดนั้นจะกลายมาเป็น ส.ส.ร. แต่ถ้าไม่มีการรับรอง จะต้องเลือกตั้งใหม่ทั้ง 150 คน
.
นาย
พริษฐ์กล่าวด้วยว่า ส่วนร่างที่สอง เราให้ประชาชนเลือกตั้งแคนดิเดต ส.ส.ร. สองเท่าของจํานวน ส.ส.ร. ที่มี หรือคือ 300 คน โดยแบ่งออกเป็น 200 คนจากการเลือกตั้งแบ่งเขต ซึ่งใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และอีก 100 คน เป็นแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง เมื่อได้รายชื่อทั้งหมด 300 คนแล้วจะส่งให้รัฐสภาพิจารณาคัดเลือกให้เหลือ 150 คน
.
นาย
พริษฐ์กล่าวอีกว่า หลักเกณฑ์คัดเลือกยึด 2 หลักการ เพื่อให้เกณฑ์การลงคะแนนป้องกันการผูกขาด หรือเสียงสภาล่างของรัฐสภาผูกขาด โดยมีการกําหนดเทคนิคการลงมติแบบลับ เพื่อทําให้ผู้ที่ถูกคัดเลือกเป็น ส.ส.ร. ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่า ได้รับเลือกจากสมาชิกรัฐสภาจากพรรคไหน หรือคนใด เพื่อคงความเป็นอิสระของ ส.ส.ร.
.
นาย
พริษฐ์กล่าวต่อว่า เราแบ่งการคัดเลือกออกเป็น 2 สาย โดยสายแรกรัฐสภาคัดจากตัวแทนแบบแบ่งเขต 200 คน เหลือ 100 คน และสายที่สองให้รัฐสภาคัดเลือกตัวแทนแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน เหลือ 50 คน โดยให้สมาชิกรัฐสภา 700 คน ลงมติเลือกได้ 1 คนเป็นการลับจากจํานวน 200 คน โดยจะใช้การคํานวณคะแนนพึงมีเช่นเดียวกันทั้ง 2 สาย ที่จะทําให้ 1 คนได้รับเลือกเป็น ส.ส.ร. โดยในรอบแรกแคนดิเดต ส.ส.ร. คนไหนที่ได้ 7 คะแนนขึ้นไป จะถือว่าได้รับการคัดเลือกเป็น ส.ส.ร. ทันที ซึ่งถ้าในรอบแรกมี 100 คนได้คะแนนเท่านี้พอดีจะถือว่าสมบูรณ์
.
นาย
พริษฐ์กล่าวอีกว่า แต่หากยังไม่ถึงจํานวนดังกล่าว จะให้สมาชิกรัฐสภาเลือกอีกครั้งจนกว่าจะครบจํานวน 100 คน โดยใช้คะแนนของ 20 อันดับแรกที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ คัดเลือกเข้ามาเติมให้เต็มจำนวน แต่ถ้ายังไม่ครบอีก ก็จะมีการเลือกรอบสาม และรอบสี่ต่อไปจนครบ
.
นาย
พริษฐ์กล่าวต่อว่า สําหรับสิ่งที่เหมือนกัน 5 ประเด็น กําหนดให้ ส.ส.ร.ต้องตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาจํานวนไม่เกิน 45 คน ซึ่งกึ่งหนึ่งต้องเป็น ส.ส.ร.เอง และสามารถตั้งคณะกรรมาธิการอื่นๆ โดยเปิดช่องให้ ส.ส.ร.ตัดสินใจกันเองว่า จะมีการตั้งขึ้นมาหรือไม่ อย่างไร และคนที่จะเข้าไปนั่งในกรรมาธิการดังกล่าว จะเป็น ส.ส.ร.เองหรือคนนอกก็ได้ นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ ส.ส.ร. มีอํานาจในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ มีกรอบเนื้อหา 10 ข้อกว้างๆ โดย 2 ใน 10 ข้อนั้น ระบุชัดว่า ต้องไม่นําไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐหรือระบอบการปกครอง ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา 255 ของรัฐธรรมนูญ
.
นาย
พริษฐ์กล่าวอีกว่า ส่วนกรอบเวลาในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เสร็จใน 360 วัน และสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้โดยไม่สะดุด แม้จะมีการยุบสภาหรืออายุของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาสิ้นสุดลง โดยเมื่อ ส.ส.ร.จัดทําเสร็จแล้ว ร่างจะถูกส่งกลับมาให้สภาพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนประชามติ และกําหนดเกณฑ์ว่าใช้เสียงกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา ไม่มีการเพิ่มอํานาจ หรือเงื่อนไขพิเศษให้กับ ส.ว.หรือ ส.ส.กลุ่มใด
.
เมื่อถามว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยมีข้อขัดแย้งกับ 3 หลักการของพรรคประชาชนหรือไม่ และพร้อมที่จะลงชื่อสนับสนุนหรือไม่ นาย
พริษฐ์กล่าวว่า เราได้หารือกับพรรคเพื่อไทยมาเป็นระยะ ล่าสุดก็ได้พูดคุยกันเมื่อเช้านี้ เข้าใจว่า สาระของร่างเป็นไปตามที่พรรคเพื่อไทยแถลง และหากเป็นเช่นนั้นเราเห็นว่าสอดคล้องกับ 3 หลักการ ที่พรรคประชาชนยึดถือ และพร้อมจะลงชื่อสนับสนุนร่างดังกล่าว เพื่อให้มีเสียงเพียงพอในการเสนอเข้า อย่างไรก็ตาม ต้องรอรายละเอียดของร่างทั้งหมดเพื่อพิจารณาขั้นตอนสุดท้ายอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าพรรคเพื่อไทยจะส่งให้ได้ในเร็วๆ นี้
.
เมื่อถามว่า ยืนยันหรือไม่ว่าจะไม่มีการแก้ไขเนื้อหาในหมวด 1 และหมวด 2 นั้น นาย
พริษฐ์กล่าวว่า เนื้อหาร่างที่เราเสนอเหมือนกับที่เราเสนอเข้าสู่วาระที่ 1 ครั้งที่แล้วคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือรูปแบบของรัฐและสอดคล้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
.
ต่อข้อถามถึง การขอเสียงสนับสนุน 1 ใน 3 จาก ส.ว.อีกครั้งนั้น นาย
พริษฐ์กล่าวว่า ตามหลักการเราพร้อมพูดคุยกับทุกฝ่ายอยู่แล้วเพื่อที่จะทําความเข้าใจเนื้อหาสาระของร่าง จึงหวังว่าในเมื่อร่างของเรามีหลักการในภาพใหญ่ และ 3 หลักการนั้นยังคงเป็นหลักการเดิมกับร่างที่เราเคยเสนอเข้าสู่วาระ 1 ในครั้งที่แล้ว และได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา รวมถึงมีเสียงเพียงพอจาก ส.ว.ด้วย หากสมาชิกรัฐสภาท่านใดมีความประสงค์ลงมติแตกต่างจากครั้งก่อน ตนก็อยากทราบหลักคิดและเกณฑ์การตัดสินใจเช่นกัน
.
เมื่อถามว่า พรรคประชาชนจะนำทั้ง 3 หลักการเข้าสู่การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการด้วยหรือไม่ และจุดที่จะยอมหรือยอมไม่ได้ อยู่ตรงไหน นาย
พริษฐ์กล่าวว่า 3 หลักการนี้คือสิ่งที่เราให้ความสำคัญและจะพยายามทำเต็มที่เพื่อให้ผ่านวาระ 1 เข้าไปหารือในชั้นกรรมาธิการ เชื่อว่าเมื่อกระบวนการเดินหน้าไป หากประชาชนแสดงความเห็นด้วยมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นพลังให้เราขับเคลื่อนในกรรมาธิการมากขึ้น รวมถึงจุดยืนของพรรคการเมืองอื่นและ ส.ว.ด้วยว่า เป็นอย่างไร เช่นร่างของพรรคเพื่อไทยที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม และไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ ส.ว.
.
เมื่อถามว่า การยื่น 2 ร่างโดยมีข้อแตกต่างเพียงประการเดียวนั้น มีเหตุผลอะไร นาย
พริษฐ์กล่าวว่า เหตุผลหลักที่เราเผชิญกับอุปสรรคคือคำวินิจฉัยที่ 18/2568 ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องย้ำว่าเป็นคำวินิจฉัยที่เราไม่เห็นด้วย และเห็นว่าตรงกับหลักการประชาธิปไตยและคำวินิจฉัยเมื่อปี 2564 แต่เมื่อมีการระบุว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรงได้ เราก็มั่นใจว่าทั้ง 2 ร่างไม่ได้ขัดคำวินิจฉัยของศาล แต่ก็ต้องรอดูว่าประธานรัฐสภาจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร
.
“
เราจึงมองว่าการยื่นไป 2 ร่างเพื่อให้มั่นใจได้ว่า อย่างน้อยจะมี 1 ร่างของพรรคประชาชนที่สอดคล้องกับหลักการ และถูกบรรจุในระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา ซึ่งหวังว่าหากประธานรัฐสภาได้พิจารณารายละเอียดของทั้งร่างจะวินิจฉัยแล้วบรรจุทั้ง 2 ฉบับ” นาย
พริษฐ์กล่าว.
.
.
“วิโรจน์” จี้ทางหลวง ตรวจสอบแฟชั่นสติ๊กเกอร์ หวั่นส่วยรถบรรทุกคืนชีพ
.
“วิโรจน์” แฉแฟชั่นสติ๊กเกอร์ส่วยรถบรรทุกคืนชีพ มารูปแบบใหม่ “ขับรถไม่สุภาพโปรดแจ้ง …” แต่กลับติดที่หน้าและข้างรถ ย้อนถามเอาไว้อำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ด่านชั่ง และตำรวจทางหลวงหรือไม่
.
เมื่อเวลา 17.20 น. วันที่ 27 พ.ค. 2569 นาย
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ “
แฟชั่นสติ๊กเกอร์รถบรรทุกกลับมาแล้ว มาพร้อมกับนวัตกรรมใหม่” โดยระบุว่า .
.
แฟชั่นสติ๊กเกอร์รถบรรทุกกลับมาอีกแล้วนะครับ ที่ผมทึ่งจริงๆ ก็คือ นวัตกรรมสติ๊กเกอร์ “ขับรถไม่สุภาพโปรดแจ้ง …” คือ ถ้าคนไม่รู้ ก็จะไม่เอะใจอะไรเลย แต่ถ้าเรามาดูตำแหน่งการติดสติ๊กเกอร์ แล้วมาคิดไตร่ตรองดูดีๆ ก็จะรู้สึกเอ๊ะ! อยู่เหมือนกันนะครับ คือ ปกติสติ๊กเกอร์ “ขับรถไม่สุภาพโปรดแจ้ง …” ส่วนใหญ่จะติดอยู่บริเวณด้านท้ายของกระบะรถบรรทุก เพื่อให้รถยนต์ที่ขับตามหลังรถบรรทุกที่ขับขี่หวาดเสียว หรือไม่เคารพกฎจราจร จะได้โทรศัพท์มาแจ้งให้บริษัทขนส่งรับทราบ เพื่อจะได้พิจารณาตักเตือน หรือลงโทษทางวินัยแต่ปรากฏว่า สติ๊กเกอร์ “ขับรถไม่สุภาพโปรดแจ้ง …” รุ่นล่าสุด ถูกเอามาติดไว้บริเวณประตูคนขับ หรือไม่ก็ติดเอาไว้ที่กระจกหน้า ดูเหมือนว่าจะอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ด่านชั่ง และตำรวจทางหลวง ให้สังเกตได้ง่ายมากกว่านะครับ
.
นาย
วิโรจน์ โพสต์อีกว่า
เนื่องจากสติ๊กเกอร์ที่ติดไว้ที่กระจกหน้า ถ้าจะบอกว่าให้คนขับรถยนต์ที่อยู่ด้านหน้ารถบรรทุกอ่าน ก็คงจะอ่านไม่รู้เรื่อง เพราะเวลาที่มองผ่านกระจกมองหลัง ก็จะเห็นข้อความ และเบอร์โทรศัพท์เป็นอักษรกลับด้าน ส่วนสติ๊กเกอร์ที่ติดไว้ที่ประตูด้านคนขับรถบรรทุก ถ้าคนขับรถยนต์จะดู ก็ต้องขับกระหนาบข้าง แล้วต้องหันซ้ายไปดู ซึ่งก็อันตรายอีก
.
“ผมยอมใจในนวัตกรรมนี้จริงๆ ครับ อย่างไรฝาก พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผู้บังคับการกองบังคับการตำรวจทางหลวง และคุณอลงกรณ์ พรหมศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมน้ำหนักยานพาหนะ กรมทางหลวง ช่วยไปตรวจสอบนวัตกรรม และแฟชั่นสติ๊กเกอร์ให้หน่อยนะครับ และในกรณีที่พบว่าแฟชั่นนี้ไม่ค่อยจะถูกต้อง ก็ช่วยสกัดก่อนที่มันจะฮิตด้วยนะครับ เพราะตอนนี้ข้อมูลในมือผม นี่ดูเหมือนจะเดบิวต์กันออกมาเยอะมากเลย”
.
https://www.facebook.com/wirojlak/posts/pfbid0rZCfpTCvjCcEoxZVprxU65Wd5DYvUJg6ewGn6uCTKyWAwVu6Zw3eAuWNAybeZToZl
JJNY : 5in1 ปชน.ยื่น 2 ร่างแก้รธน.│“วิโรจน์”จี้ทางหลวง│‘ไอซ์’จี้ ‘ไชยชนก’ตอบ│ชาวสวนตราด จุกอก│ผู้ค้าปลีกอังกฤษวอนรบ.
https://www.matichon.co.th/politics/news_5735883
.
.
‘ปชน.’ ยื่น 2 ร่างแก้รธน. เพิ่มเติมหมวด 15/1 พ้อ อย่างน้อยเพื่อมั่นใจ ‘ประธานรัฐสภา’ บรรจุ 1 ร่างที่ตรงตามหลักการ แจง สูตร ส.ส.ร. ให้รัฐสภาเลือกโดยลับ ป้องไม่ถูกโยงกับฝ่ายการเมือง เผย พร้อมช่วยเข้าชื่อหนุนร่าง ‘เพื่อไทย’ เหตุไม่ขัดหลักการ ให้ ปชช.มีส่วนร่วม-ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษ ส.ว.
.
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 27 พฤษภาคม ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อม นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ ส.ส.พรรคประชาชน ร่วมแถลงยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.
โดย นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนและเพื่อนสมาชิกได้ลงนามร่างร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมหมวด 15/1 เรื่องกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเราเตรียมเสนอร่างจำนวน 2 ฉบับเพื่อพิจารณาเข้าสู่รัฐสภา โดยสอดคล้องกับหลักการ 3 ข้อ ย้ำว่าเราพร้อมสนับสนุนทุกร่างที่สอดคล้องกับ 3 หลักด้วยเช่นกัน คือ 1.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน 2.รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องไม่ผูกขาดกับกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่ง และ 3.ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษแก่ ส.ว.
.
นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า ส่วนสาเหตุที่ต้องเสนอ 2 ร่างคือ ต้องยอมรับขีดจํากัดทางการเมืองที่เราอยู่ภายใต้คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่างได้โดยตรง ซึ่งหนึ่งในร่างนั้นจะมีเนื้อหากระบวนการที่ได้มาซึ่งผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับร่างที่เราเคยเสนอมาในปีที่แล้ว และมีวุฒิสภาบางส่วน ได้ลงมติเห็นชอบกับร่างพรรคประชาชนก่อนจะการยุบสภา ดังนั้น การเสนอ 2 ร่างเพื่อยืนยันว่า อย่างน้อย ถ้าสมาชิกรัฐสภาทุกคนโดยเฉพาะวุฒิสภาใช้หลักการในการพิจารณาเหมือนเดิม ยืนยันว่า อย่างน้อยควรมี 1 ร่างของพรรคประชาชนที่สามารถผ่านวาระหนึ่งได้แน่นอน ยืนยันว่า 2 ร่างที่เสนอมาสอดคล้องกับคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน
.
โดยร่างที่หนึ่ง ให้ประชาชนเข้าหูหาเลือกตั้งจนได้แคนดิเดต ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 150 คนโดยแบ่งเป็น 100 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต เพื่อให้เป็นตัวแทนเชิงพื้นที่ อีก 50 คน จะมีจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง เพื่อเป็นตัวแทนในเชิงประเด็น หรือกลุ่มอาชีพต่างๆ
.
นายพริษฐ์กล่าวด้วยว่า จากนั้นนำรายชื่อ 150 คนนั้นส่งให้รัฐสภาพิจารณารับรอง โดยการรับรอง ต้องเป็นการรับรองทั้งคณะ 150 คน ไม่สามารถพิจารณาแยกรายบุคคลได้ ซึ่งหากรับรองแล้ว รายชื่อทั้งหมดนั้นจะกลายมาเป็น ส.ส.ร. แต่ถ้าไม่มีการรับรอง จะต้องเลือกตั้งใหม่ทั้ง 150 คน
.
นายพริษฐ์กล่าวด้วยว่า ส่วนร่างที่สอง เราให้ประชาชนเลือกตั้งแคนดิเดต ส.ส.ร. สองเท่าของจํานวน ส.ส.ร. ที่มี หรือคือ 300 คน โดยแบ่งออกเป็น 200 คนจากการเลือกตั้งแบ่งเขต ซึ่งใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และอีก 100 คน เป็นแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง เมื่อได้รายชื่อทั้งหมด 300 คนแล้วจะส่งให้รัฐสภาพิจารณาคัดเลือกให้เหลือ 150 คน
.
นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า หลักเกณฑ์คัดเลือกยึด 2 หลักการ เพื่อให้เกณฑ์การลงคะแนนป้องกันการผูกขาด หรือเสียงสภาล่างของรัฐสภาผูกขาด โดยมีการกําหนดเทคนิคการลงมติแบบลับ เพื่อทําให้ผู้ที่ถูกคัดเลือกเป็น ส.ส.ร. ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่า ได้รับเลือกจากสมาชิกรัฐสภาจากพรรคไหน หรือคนใด เพื่อคงความเป็นอิสระของ ส.ส.ร.
.
นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า เราแบ่งการคัดเลือกออกเป็น 2 สาย โดยสายแรกรัฐสภาคัดจากตัวแทนแบบแบ่งเขต 200 คน เหลือ 100 คน และสายที่สองให้รัฐสภาคัดเลือกตัวแทนแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน เหลือ 50 คน โดยให้สมาชิกรัฐสภา 700 คน ลงมติเลือกได้ 1 คนเป็นการลับจากจํานวน 200 คน โดยจะใช้การคํานวณคะแนนพึงมีเช่นเดียวกันทั้ง 2 สาย ที่จะทําให้ 1 คนได้รับเลือกเป็น ส.ส.ร. โดยในรอบแรกแคนดิเดต ส.ส.ร. คนไหนที่ได้ 7 คะแนนขึ้นไป จะถือว่าได้รับการคัดเลือกเป็น ส.ส.ร. ทันที ซึ่งถ้าในรอบแรกมี 100 คนได้คะแนนเท่านี้พอดีจะถือว่าสมบูรณ์
.
นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า แต่หากยังไม่ถึงจํานวนดังกล่าว จะให้สมาชิกรัฐสภาเลือกอีกครั้งจนกว่าจะครบจํานวน 100 คน โดยใช้คะแนนของ 20 อันดับแรกที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ คัดเลือกเข้ามาเติมให้เต็มจำนวน แต่ถ้ายังไม่ครบอีก ก็จะมีการเลือกรอบสาม และรอบสี่ต่อไปจนครบ
.
นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า สําหรับสิ่งที่เหมือนกัน 5 ประเด็น กําหนดให้ ส.ส.ร.ต้องตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาจํานวนไม่เกิน 45 คน ซึ่งกึ่งหนึ่งต้องเป็น ส.ส.ร.เอง และสามารถตั้งคณะกรรมาธิการอื่นๆ โดยเปิดช่องให้ ส.ส.ร.ตัดสินใจกันเองว่า จะมีการตั้งขึ้นมาหรือไม่ อย่างไร และคนที่จะเข้าไปนั่งในกรรมาธิการดังกล่าว จะเป็น ส.ส.ร.เองหรือคนนอกก็ได้ นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ ส.ส.ร. มีอํานาจในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ มีกรอบเนื้อหา 10 ข้อกว้างๆ โดย 2 ใน 10 ข้อนั้น ระบุชัดว่า ต้องไม่นําไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐหรือระบอบการปกครอง ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา 255 ของรัฐธรรมนูญ
.
นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า ส่วนกรอบเวลาในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เสร็จใน 360 วัน และสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้โดยไม่สะดุด แม้จะมีการยุบสภาหรืออายุของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาสิ้นสุดลง โดยเมื่อ ส.ส.ร.จัดทําเสร็จแล้ว ร่างจะถูกส่งกลับมาให้สภาพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนประชามติ และกําหนดเกณฑ์ว่าใช้เสียงกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา ไม่มีการเพิ่มอํานาจ หรือเงื่อนไขพิเศษให้กับ ส.ว.หรือ ส.ส.กลุ่มใด
.
เมื่อถามว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยมีข้อขัดแย้งกับ 3 หลักการของพรรคประชาชนหรือไม่ และพร้อมที่จะลงชื่อสนับสนุนหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า เราได้หารือกับพรรคเพื่อไทยมาเป็นระยะ ล่าสุดก็ได้พูดคุยกันเมื่อเช้านี้ เข้าใจว่า สาระของร่างเป็นไปตามที่พรรคเพื่อไทยแถลง และหากเป็นเช่นนั้นเราเห็นว่าสอดคล้องกับ 3 หลักการ ที่พรรคประชาชนยึดถือ และพร้อมจะลงชื่อสนับสนุนร่างดังกล่าว เพื่อให้มีเสียงเพียงพอในการเสนอเข้า อย่างไรก็ตาม ต้องรอรายละเอียดของร่างทั้งหมดเพื่อพิจารณาขั้นตอนสุดท้ายอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าพรรคเพื่อไทยจะส่งให้ได้ในเร็วๆ นี้
.
เมื่อถามว่า ยืนยันหรือไม่ว่าจะไม่มีการแก้ไขเนื้อหาในหมวด 1 และหมวด 2 นั้น นายพริษฐ์กล่าวว่า เนื้อหาร่างที่เราเสนอเหมือนกับที่เราเสนอเข้าสู่วาระที่ 1 ครั้งที่แล้วคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือรูปแบบของรัฐและสอดคล้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
.
ต่อข้อถามถึง การขอเสียงสนับสนุน 1 ใน 3 จาก ส.ว.อีกครั้งนั้น นายพริษฐ์กล่าวว่า ตามหลักการเราพร้อมพูดคุยกับทุกฝ่ายอยู่แล้วเพื่อที่จะทําความเข้าใจเนื้อหาสาระของร่าง จึงหวังว่าในเมื่อร่างของเรามีหลักการในภาพใหญ่ และ 3 หลักการนั้นยังคงเป็นหลักการเดิมกับร่างที่เราเคยเสนอเข้าสู่วาระ 1 ในครั้งที่แล้ว และได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา รวมถึงมีเสียงเพียงพอจาก ส.ว.ด้วย หากสมาชิกรัฐสภาท่านใดมีความประสงค์ลงมติแตกต่างจากครั้งก่อน ตนก็อยากทราบหลักคิดและเกณฑ์การตัดสินใจเช่นกัน
.
เมื่อถามว่า พรรคประชาชนจะนำทั้ง 3 หลักการเข้าสู่การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการด้วยหรือไม่ และจุดที่จะยอมหรือยอมไม่ได้ อยู่ตรงไหน นายพริษฐ์กล่าวว่า 3 หลักการนี้คือสิ่งที่เราให้ความสำคัญและจะพยายามทำเต็มที่เพื่อให้ผ่านวาระ 1 เข้าไปหารือในชั้นกรรมาธิการ เชื่อว่าเมื่อกระบวนการเดินหน้าไป หากประชาชนแสดงความเห็นด้วยมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นพลังให้เราขับเคลื่อนในกรรมาธิการมากขึ้น รวมถึงจุดยืนของพรรคการเมืองอื่นและ ส.ว.ด้วยว่า เป็นอย่างไร เช่นร่างของพรรคเพื่อไทยที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม และไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ ส.ว.
.
เมื่อถามว่า การยื่น 2 ร่างโดยมีข้อแตกต่างเพียงประการเดียวนั้น มีเหตุผลอะไร นายพริษฐ์กล่าวว่า เหตุผลหลักที่เราเผชิญกับอุปสรรคคือคำวินิจฉัยที่ 18/2568 ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องย้ำว่าเป็นคำวินิจฉัยที่เราไม่เห็นด้วย และเห็นว่าตรงกับหลักการประชาธิปไตยและคำวินิจฉัยเมื่อปี 2564 แต่เมื่อมีการระบุว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรงได้ เราก็มั่นใจว่าทั้ง 2 ร่างไม่ได้ขัดคำวินิจฉัยของศาล แต่ก็ต้องรอดูว่าประธานรัฐสภาจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร
.
“เราจึงมองว่าการยื่นไป 2 ร่างเพื่อให้มั่นใจได้ว่า อย่างน้อยจะมี 1 ร่างของพรรคประชาชนที่สอดคล้องกับหลักการ และถูกบรรจุในระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา ซึ่งหวังว่าหากประธานรัฐสภาได้พิจารณารายละเอียดของทั้งร่างจะวินิจฉัยแล้วบรรจุทั้ง 2 ฉบับ” นายพริษฐ์กล่าว.
.
.
.
เมื่อเวลา 17.20 น. วันที่ 27 พ.ค. 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ “แฟชั่นสติ๊กเกอร์รถบรรทุกกลับมาแล้ว มาพร้อมกับนวัตกรรมใหม่” โดยระบุว่า .
.
แฟชั่นสติ๊กเกอร์รถบรรทุกกลับมาอีกแล้วนะครับ ที่ผมทึ่งจริงๆ ก็คือ นวัตกรรมสติ๊กเกอร์ “ขับรถไม่สุภาพโปรดแจ้ง …” คือ ถ้าคนไม่รู้ ก็จะไม่เอะใจอะไรเลย แต่ถ้าเรามาดูตำแหน่งการติดสติ๊กเกอร์ แล้วมาคิดไตร่ตรองดูดีๆ ก็จะรู้สึกเอ๊ะ! อยู่เหมือนกันนะครับ คือ ปกติสติ๊กเกอร์ “ขับรถไม่สุภาพโปรดแจ้ง …” ส่วนใหญ่จะติดอยู่บริเวณด้านท้ายของกระบะรถบรรทุก เพื่อให้รถยนต์ที่ขับตามหลังรถบรรทุกที่ขับขี่หวาดเสียว หรือไม่เคารพกฎจราจร จะได้โทรศัพท์มาแจ้งให้บริษัทขนส่งรับทราบ เพื่อจะได้พิจารณาตักเตือน หรือลงโทษทางวินัยแต่ปรากฏว่า สติ๊กเกอร์ “ขับรถไม่สุภาพโปรดแจ้ง …” รุ่นล่าสุด ถูกเอามาติดไว้บริเวณประตูคนขับ หรือไม่ก็ติดเอาไว้ที่กระจกหน้า ดูเหมือนว่าจะอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ด่านชั่ง และตำรวจทางหลวง ให้สังเกตได้ง่ายมากกว่านะครับ
.
นายวิโรจน์ โพสต์อีกว่า เนื่องจากสติ๊กเกอร์ที่ติดไว้ที่กระจกหน้า ถ้าจะบอกว่าให้คนขับรถยนต์ที่อยู่ด้านหน้ารถบรรทุกอ่าน ก็คงจะอ่านไม่รู้เรื่อง เพราะเวลาที่มองผ่านกระจกมองหลัง ก็จะเห็นข้อความ และเบอร์โทรศัพท์เป็นอักษรกลับด้าน ส่วนสติ๊กเกอร์ที่ติดไว้ที่ประตูด้านคนขับรถบรรทุก ถ้าคนขับรถยนต์จะดู ก็ต้องขับกระหนาบข้าง แล้วต้องหันซ้ายไปดู ซึ่งก็อันตรายอีก
.
“ผมยอมใจในนวัตกรรมนี้จริงๆ ครับ อย่างไรฝาก พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผู้บังคับการกองบังคับการตำรวจทางหลวง และคุณอลงกรณ์ พรหมศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมน้ำหนักยานพาหนะ กรมทางหลวง ช่วยไปตรวจสอบนวัตกรรม และแฟชั่นสติ๊กเกอร์ให้หน่อยนะครับ และในกรณีที่พบว่าแฟชั่นนี้ไม่ค่อยจะถูกต้อง ก็ช่วยสกัดก่อนที่มันจะฮิตด้วยนะครับ เพราะตอนนี้ข้อมูลในมือผม นี่ดูเหมือนจะเดบิวต์กันออกมาเยอะมากเลย”
.
https://www.facebook.com/wirojlak/posts/pfbid0rZCfpTCvjCcEoxZVprxU65Wd5DYvUJg6ewGn6uCTKyWAwVu6Zw3eAuWNAybeZToZl