ไทย...เวียดนาม ปี 2569 ใครเจ๋งกว่า!

KEY POINTS
เวียดนามมีทิศทางการพัฒนาประเทศที่ชัดเจนภายใต้ยุทธศาสตร์ "โด๋ยเหมย 2.0" ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจปี 2569 เติบโตสูงถึง 6.5-7.0%

ประเทศไทยเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมืองสูงจากการเลือกตั้งใหญ่ และความเสี่ยงรอบด้าน ทำให้เศรษฐกิจปี 2569 ถูกประเมินว่าจะเติบโตเพียง 1.6%

เมื่อเปรียบเทียบตัวเลขคาดการณ์ GDP เวียดนามจึงมีแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และมีเสถียรภาพกว่าไทยอย่างชัดเจนในปี 2569

*** ประเทศเวียดนามจะมีการประชุมสมัชชาแห่งชาติ ครั้งที่ 14 ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ระหว่างวันที่ 19-25 มกราคม 2569 เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ เป้าหมาย และ กลยุทธ์ของการนำพาประเทศไปสู่หมุดหมาย 2030 ภายใต้ยุทธศาสตร์ โด๋ยเหมย 2.0 (Doi Moi 2.0) ที่ได้เริ่มดำเนินการเมื่อ 2568 ในขณะที่ประเทศไทยเองก็กำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ของประเทศในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อเลือกพรรคการเมืองและนักการเมืองที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ในช่วง 4 ปี ข้างหน้า 

ทั้งนี้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นของประเทศทั้งสอง อยู่ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในช่องทางของการเลือกและกำหนดเส้นทางในอนาคตของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไม่แตกต่างกัน ว่าแต่ในเมื่อเป็นการกำหนดอนาคตของประเทศที่ไม่ต่างกัน เช่นนั้นแล้ว เหตุผลใดที่จะต้องนำมาพูดถึง!

คำตอบแรกหนีไม่พ้นไปจากการที่ทั้งไทยและเวียดนาม ต่างก็มีที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เช่นเดียวกัน ซึ่งนอกจากการมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เดียวกัน มีความหนาแน่นของจำนวนประชากรต่อพื้นที่ใกล้เคียงกัน ทั้งไทยและเวียดนามต่างก็เป็นประเทศที่มีขนาดทางเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกัน และยังมีประเทศที่เป็นแหล่งต้นกำเนิดสินค้า และประเทศที่เป็นลูกค้าปลายทางซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันอีกด้วย

เหตุผลข้อที่สองที่ทำให้ ไทย และ เวียดนาม มักจะถูกจับเอามาเปรียบเทียบอยู่บ่อยๆ กันก็คือเรื่องของระบบการปกครองที่แตกต่าง เนื่องจากประเทศไทยถูกปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ในขณะที่ทางฝั่งของเวียนนาม ถูกปกครองด้วยระบบสังคมนิยม ความแตกต่างที่ว่านี้ ทำให้ทั้ง ไทย และ เวียดนาม ซึ่งเป็นผลผลิตที่มาจากการปกครองทั้งสองแบบ มักจะถูกจับเอามาเปรียบเทียบมาตลอดเช่นกัน
คราวนี้มาว่ากันด้วยความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น จากการประชุมสมัชชาแห่งชาติของเวียดนาม และการเลือกตั้งใหญ่ของไทยว่า จะนำพาสิ่งใดเข้ามาและจะมีสิ่งใดที่แตกต่างกันบ้าง

ในส่วนของการประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 14 ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ซึ่งโดยหลักการแล้วจะมีเรื่องที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้วว่า จะต้องเดินไปในทิศทางใด และการสรุปสิ่งที่ได้ทำมาแล้ว การประชุมจึงเป็นเพียงพิธีกรรมทางสัญลักษณ์ เพื่อแจ้งให้ทราบและปฏิบัติตามเท่านั้น 

ทั้งนี้ยุทธศาสตร์ โด๋ยเหมย 2.0 ของเวียดนามได้เริ่มดำเนินการเมื่อ 2568 เป็นแนวทางปฏิรูปอย่างจริงจัง จากการปรับปรุงโครงสร้างราชการให้เล็กลงแต่แข็งแรง เช่น การปรับลดข้าราชการราว 1 แสนคนออกจากงาน การยุบรวมจังหวัด จาก 63 เหลือ 34 จังหวัด 

รวมถึงการตั้งเป้าหมายเศรษฐกิจ เพื่อหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ยกระดับ GDP ประเทศสู่แถวหน้าอาเซียน ส่งผลให้เศรษฐกิจของเวียดนาม เติบโตระหว่าง 6 - 7% อัตราดังกล่าวมากสุดในอาเซียน ใกล้เคียงกับ ฟิลิปปินส์ รองลงมา กัมพูชา และ อินโดนีเซีย ที่ระหว่าง 5 - 6% ขณะที่ในส่วนของประเทศไทย กลับถูกทิ้งอยู่ที่ราวๆ 2.3 - 3.0 % 

ขณะที่การเลือกตั้งใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งการเลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองเข้ามาบริหารประเทศในช่วง 4 ปี (2569-2573) ทั้งนี้หากจะนับเอาจากรัฐบาลที่มาจากก่อนหน้า มาเป็นตัวอ้างอิงก็พบว่าแทบไม่มีรัฐบาลใดที่อยู่ได้ครบ 4 ปี เนื่องจากส่วนใหญ่มักจะมีเหตุให้ต้องหลุดพ้นออกไปก่อนครบเทอม ไม่ว่าจะเป็นเพราะปัญหาที่เพิ่งจะก่อขึ้นในระหว่างที่เป็นรัฐบาล หรือเป็นปัญหาที่เคยทำเอาไว้ในอดีต 

นอกจากนี้ หลังการเลือกตั้งใหญ่...ถึงแม้ไทยจะได้มีรัฐบาลใหม่มาบริหารประเทศ แต่ก็ไม่ได้เป็นการการันตีว่า รัฐบาลที่ถูกเลือกเข้ามานั้นจะอยู่ได้นาน
คราวนี้มาดูกันว่าไทยและเวียดนามใครเจ๋งกว่ากัน...

ในส่วนของประเทศไทย ในปี 2569 ถือว่า อยู่ในภาวะที่ยังเปราะบางท่ามกลางความเสี่ยงขาลง (Downside Risks) ที่รุมเร้าทั้งจากภายนอกและภายใน ทั้งจากภาวะภาษีทรัมป์ ภัยธรรมชาติ และ ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา รวมไปถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง ที่ยังไม่รู้ว่าพรรคใดจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี

...หรือจะลากให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองยาวไปถึงเมื่อไหร่ อาจส่งผลให้ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ล่าช้า ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะลดทอนประสิทธิภาพของเม็ดเงินภาครัฐในการพยุงเศรษฐกิจ โดยมีการประเมินตัวเลข GDP ของไทยในปี 2569 เอาไว้เพียง 1.6% เท่านั้น

ส่วนทางฝั่งของเวียดนาม แม้จะเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีทรัมป์ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเช่นเดียวกับไทย แต่สิ่งที่ทำให้เวียดนาม แตกต่างคือ โครงสร้างการส่งออกที่ยืดหยุ่น โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีสัดส่วนถึง 32% ของการส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีนำเข้า รวมถึงการเป็นฐานการผลิตสินค้า Global Brands (สิ่งทอ/รองเท้า) ทำให้ระบบเศรษฐกิจของเวียดนาม สามารถรองรับผลกระทบที่ดีกว่า  

นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวเวียดนามที่ขยายตัวได้ดี (สัดส่วนราว 8% ของ GDP) จนมีการประเมินตัวเลขการเติบโตของ GDP ของเวียดนาม ในปี 2569 อยู่ในกรอบ 6.5%–7.0%

ตอบคำถาม...คงไม่ต้องบอกว่า ระหว่างไทยและเวียดนาม...ประเทศไหนจะเจ๋งกว่ากันอีกแล้ว เพราะแค่จับเอาคาดการณ์ตัวเลขทาง GDP ในปี 2569 ของไทยที่ถูกประเมินเอาไว้ที่ 1.6% และตัวเลข GDP ของเวียดนาม ที่คาดว่าจะอยู่ในกรอบ 6.5%–7.0% มาเปรียบเทียบ ก็เห็นความแตกต่างจนไม่เห็นหัวเห็นหางกันอีกแล้ว 

เอาเป็นว่าสำหรับประเทศไทย...ถ้าหากสถาบันทางการเมืองไทยยังไร้เสถียรภาพ นักการเมืองยังไร้คุณภาพ รวมไปถึงยังมีพรรคการเมืองที่ชอบใช้นโยบาย และวาทะกรรมในการด้อยค่าสิ่งที่ตนเองไม่ชอบใจ หรือ คิดแต่จะเปลี่ยนปลงแต่ไม่คิดปรับปรุงแก้ไขใด ก็อย่าคิดหวังไปแข่งกับใครหน้าไหนอีกเลยนะคะ
คงเป็นได้แค่ไก่ร่วมคอกที่วันๆ มีแต่จิกตีกันเอง จนท้ายที่สุดไม่ว่าจะเป็นไก่ตัวไหน ก็ถูกจับไปต้มไปแกงให้คนอื่นกินไม่ต่างกัน...เพราะถ้าทำได้แค่นี้ ก็คงจะเพียงพอสำหรับใครก็ตาม ที่ไม่เคยคิดหรือมองการณ์ไกลอีก ส่วนปัญหาก็คือ พาให้ประชาชนในประเทศต้องมาซวยตามไปด้วยก็เท่านั้นเองเจ้าค่ะ



แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่