#หุ้นแบงก์ #ทันหุ้น – หุ้นกลุ่มแบงก์ดีดแรง นักวิเคราะห์มองนักลงทุนเปลี่ยนกลุ่มเทรด เหตุราคา Laggard รับผลดีเศรษฐกิจไทยโตดีกว่าคาด-ตลาดรับรู้ปัจจัยลบไปแล้ว มองกำไรไตรมาส 2/2569 โต YoY ด้านกสิกรไทย ชู KKP เป็นหุ้นเด่นกำไรโต-มีอัพไซด์ ส่วนหยวนต้า เลือก SCB เป็นหุ้น Top Pick อัพเป้าเป็น 149 บาท ปันผลสูง 8.3%-Q2กำไรดีด
วานนี้ (26 พ.ค.) หุ้นกลุ่มแบงก์ปรับตัวขึ้นมากสุด นำโดย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เพิ่มขึ้น 10.26% หรือ 3 บาท ปิดที่ 32.25บาทต่อหุ้น รองมา BBL เพิ่มขึ้น 2.66% หรือ 4.50 บาท ปิดที่ 173.50 บาทต่อหุ้น จากนักลงทุนเปลี่ยนกลุ่มในการลงทุน หลังจากที่กลุ่มแบงก์ราคาหุ้นขึ้นช้ากว่าตลาด (Laggard) และยังได้ผลดีจากจีดีพีไตรมาส1/2569 ที่โตดีกว่าคาด และไตรมาส 2 รับผลดีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
นายกรกช เสวตร์ครุตมัต ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) วานนี้ปรับตัวขึ้นมาเด่น เพราะมองว่าเป็นกลุ่มที่ราคาหุ้นยังขึ้นช้ากว่าตลาด (Laggard) และยังได้ปัจจัยหนุนจากภาพเศรษฐกิจไทยที่ค่อยๆ ดีขึ้นและดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ สะท้อนจากหลายสำนักเริ่มปรับตัวเลข GDP ของไทยขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 2% จากเดิมที่เคยมองไว้เพียงกว่า 1% ในช่วงต้นปี ซึ่งกลุ่มแบงก์ ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว
@ข่าวลบเริ่มหายไป
รวมถึงดอกเบี้ยจบรอบขาลงแล้ว ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะไม่มีการลดดอกเบี้ยอีก ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Margin) ของแบงก์ ทำให้การฟื้นตัวของกำไรไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากจากราคาน้ำมันที่อยู่ระดับสูงผลพวงของสงครามในตะวันออกกลาง และต่างชาติและบริษัทขนาดใหญ่กลับมาเดินหน้าลงทุน ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะต่อไป นอกจากนี้ในเดือนหน้ามีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามาเพิ่มเติม สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
“กำไรกลุ่มปีนี้ สู้ปีก่อนไม่ได้ โดยคาดว่าจะปรับตัวลงประมาณ 3-5% YoY เนื่องจาก ปีที่แล้วมีกำไรพิเศษจากพอร์ตเงินลงทุน เข้ามาจำนวนมาก และ NIM ยังอยู่ในทิศทางที่ลดลง แม้สินเชื่อปีนี้อาจจะโตเล็กน้อยหรือทรงตัวเท่ากับปีก่อน แต่ตลาดก็รับรู้ปัจจัยดังกล่าวไปหมดแล้ว จึงมองว่าราคาหุ้นที่ขึ้นรอบนี้ไม่มีปัจจัยบวกเช่นกับอัปเทรดกำไร แต่เป็นเพราะปัจจัยลบต่างๆ เริ่มหายไป”
@เลือกเป็นรายตัว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนกลุ่มแบงก์ แนะนำให้เลือกลงทุนเป็นรายบริษัท โดยเน้นหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรเติบโต และราคาหุ้นยังมีอัพไซด์ โดยเลือก KKP เป็นหุ้น Top Pick ราคาเป้าหมายที่ 100 บาทต่อหุ้น
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า จากรายงาน ธพ. 1.1. เดือนเมษายน 2569 พบว่าสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) ที่ฝ่ายวิจัยทำบทวิเคราะห์ สินเชื่อรวมของกลุ่มปรับขึ้น 0.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน (MoM) ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 สะท้อนเซ็นทิเมนต์การปล่อยสินเชื่อของธนาคารที่ผ่อนคลายมากขึ้น แต่คาดยังเป็นการขยายสินเชื่อแบบเลือกเฉพาะกลุ่ม ที่มีฐานะการเงินแข็งแรง
รวมถึงมีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาด (Green Loan) ส่งผลให้การขยายตัวของสินเชื่อธนาคารขนาดใหญ่ปรับขึ้นดี 0.7% MoM ส่วนธนาคารขนาดกลาง และเล็ก โตเพียง 0.3% MoM
@กำไ รQ2 โต YoY
สำหรับแนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 เบื้องต้นคาดโต YoY จากการตั้งสำรองที่ผ่อนคลายลง และทรงตัว QoQ แม้มีแรงกดดันจากรายได้ดอกเบี้ยรับที่ต่ำลง และกำไรจากเงินลงทุนที่ชะลอลง แต่คาดจะถูกชดเชยด้วย รายได้จากเงินปันผลรับที่เพิ่มขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล และ 2. ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองที่ลดลง หลังหลายธนาคารเร่งตั้งสำรองส่วนเกินไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ไตรมาส 1/2569
ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยคงน้ำหนักลงทุนในกลุ่มธนาคาร เท่ากับตลาด แต่มีความน่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว เพราะมีเงินปันผลที่น่าดึงดูด และธนาคารมีนโยบายปล่อยสินเชื่อที่ระมัดระวังมาอย่างต่อเนื่องนับจากช่วงโควิด-19 และการดำเนินนโยบายช่วยเหลือลูกหนี้ ทำให้คุณภาพสินทรัพย์ในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวล โดยเรามีการปรับมูลค่าเหมาะสมของ SCB ขึ้นเล็กน้อยจากเดิมที่ 144 บาท เป็น 149 บาทต่อหุ้นและปรับคำแนะนำจากเทรดดิ้งเป็นซื้อ และเลือกเป็นหุ้น Top Pick สำหรับกลุ่มธนาคาร จากแนวโน้มผลดำเนินงาน ไตรมาส 2/2569 ที่มีพัฒนาการดีขึ้น QoQ และคาดให้เงินปันผลเด่นที่ 8.3%


‘หุ้นแบงก์’เด่นLaggard โค้งสองกำไรโตชูKKP-SCB
#หุ้นแบงก์ #ทันหุ้น – หุ้นกลุ่มแบงก์ดีดแรง นักวิเคราะห์มองนักลงทุนเปลี่ยนกลุ่มเทรด เหตุราคา Laggard รับผลดีเศรษฐกิจไทยโตดีกว่าคาด-ตลาดรับรู้ปัจจัยลบไปแล้ว มองกำไรไตรมาส 2/2569 โต YoY ด้านกสิกรไทย ชู KKP เป็นหุ้นเด่นกำไรโต-มีอัพไซด์ ส่วนหยวนต้า เลือก SCB เป็นหุ้น Top Pick อัพเป้าเป็น 149 บาท ปันผลสูง 8.3%-Q2กำไรดีด
วานนี้ (26 พ.ค.) หุ้นกลุ่มแบงก์ปรับตัวขึ้นมากสุด นำโดย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เพิ่มขึ้น 10.26% หรือ 3 บาท ปิดที่ 32.25บาทต่อหุ้น รองมา BBL เพิ่มขึ้น 2.66% หรือ 4.50 บาท ปิดที่ 173.50 บาทต่อหุ้น จากนักลงทุนเปลี่ยนกลุ่มในการลงทุน หลังจากที่กลุ่มแบงก์ราคาหุ้นขึ้นช้ากว่าตลาด (Laggard) และยังได้ผลดีจากจีดีพีไตรมาส1/2569 ที่โตดีกว่าคาด และไตรมาส 2 รับผลดีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
นายกรกช เสวตร์ครุตมัต ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) วานนี้ปรับตัวขึ้นมาเด่น เพราะมองว่าเป็นกลุ่มที่ราคาหุ้นยังขึ้นช้ากว่าตลาด (Laggard) และยังได้ปัจจัยหนุนจากภาพเศรษฐกิจไทยที่ค่อยๆ ดีขึ้นและดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ สะท้อนจากหลายสำนักเริ่มปรับตัวเลข GDP ของไทยขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 2% จากเดิมที่เคยมองไว้เพียงกว่า 1% ในช่วงต้นปี ซึ่งกลุ่มแบงก์ ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว
@ข่าวลบเริ่มหายไป
รวมถึงดอกเบี้ยจบรอบขาลงแล้ว ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะไม่มีการลดดอกเบี้ยอีก ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Margin) ของแบงก์ ทำให้การฟื้นตัวของกำไรไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากจากราคาน้ำมันที่อยู่ระดับสูงผลพวงของสงครามในตะวันออกกลาง และต่างชาติและบริษัทขนาดใหญ่กลับมาเดินหน้าลงทุน ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะต่อไป นอกจากนี้ในเดือนหน้ามีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามาเพิ่มเติม สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
“กำไรกลุ่มปีนี้ สู้ปีก่อนไม่ได้ โดยคาดว่าจะปรับตัวลงประมาณ 3-5% YoY เนื่องจาก ปีที่แล้วมีกำไรพิเศษจากพอร์ตเงินลงทุน เข้ามาจำนวนมาก และ NIM ยังอยู่ในทิศทางที่ลดลง แม้สินเชื่อปีนี้อาจจะโตเล็กน้อยหรือทรงตัวเท่ากับปีก่อน แต่ตลาดก็รับรู้ปัจจัยดังกล่าวไปหมดแล้ว จึงมองว่าราคาหุ้นที่ขึ้นรอบนี้ไม่มีปัจจัยบวกเช่นกับอัปเทรดกำไร แต่เป็นเพราะปัจจัยลบต่างๆ เริ่มหายไป”
@เลือกเป็นรายตัว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนกลุ่มแบงก์ แนะนำให้เลือกลงทุนเป็นรายบริษัท โดยเน้นหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรเติบโต และราคาหุ้นยังมีอัพไซด์ โดยเลือก KKP เป็นหุ้น Top Pick ราคาเป้าหมายที่ 100 บาทต่อหุ้น
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า จากรายงาน ธพ. 1.1. เดือนเมษายน 2569 พบว่าสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) ที่ฝ่ายวิจัยทำบทวิเคราะห์ สินเชื่อรวมของกลุ่มปรับขึ้น 0.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน (MoM) ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 สะท้อนเซ็นทิเมนต์การปล่อยสินเชื่อของธนาคารที่ผ่อนคลายมากขึ้น แต่คาดยังเป็นการขยายสินเชื่อแบบเลือกเฉพาะกลุ่ม ที่มีฐานะการเงินแข็งแรง
รวมถึงมีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาด (Green Loan) ส่งผลให้การขยายตัวของสินเชื่อธนาคารขนาดใหญ่ปรับขึ้นดี 0.7% MoM ส่วนธนาคารขนาดกลาง และเล็ก โตเพียง 0.3% MoM
@กำไ รQ2 โต YoY
สำหรับแนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 เบื้องต้นคาดโต YoY จากการตั้งสำรองที่ผ่อนคลายลง และทรงตัว QoQ แม้มีแรงกดดันจากรายได้ดอกเบี้ยรับที่ต่ำลง และกำไรจากเงินลงทุนที่ชะลอลง แต่คาดจะถูกชดเชยด้วย รายได้จากเงินปันผลรับที่เพิ่มขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล และ 2. ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองที่ลดลง หลังหลายธนาคารเร่งตั้งสำรองส่วนเกินไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ไตรมาส 1/2569
ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยคงน้ำหนักลงทุนในกลุ่มธนาคาร เท่ากับตลาด แต่มีความน่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว เพราะมีเงินปันผลที่น่าดึงดูด และธนาคารมีนโยบายปล่อยสินเชื่อที่ระมัดระวังมาอย่างต่อเนื่องนับจากช่วงโควิด-19 และการดำเนินนโยบายช่วยเหลือลูกหนี้ ทำให้คุณภาพสินทรัพย์ในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวล โดยเรามีการปรับมูลค่าเหมาะสมของ SCB ขึ้นเล็กน้อยจากเดิมที่ 144 บาท เป็น 149 บาทต่อหุ้นและปรับคำแนะนำจากเทรดดิ้งเป็นซื้อ และเลือกเป็นหุ้น Top Pick สำหรับกลุ่มธนาคาร จากแนวโน้มผลดำเนินงาน ไตรมาส 2/2569 ที่มีพัฒนาการดีขึ้น QoQ และคาดให้เงินปันผลเด่นที่ 8.3%