หุ้นแบงก์ปี’69 ส่อแววกำไรฮวบ ปัจจัยลบรุม-‘Virtual Bank’ ยังช่วงตั้งไข่
Stock market or forex trading graph and candlestick chart suitable for financial investment concept. Economy trends background for business idea and all art work design. Abstract finance background.
โบรกฯประเมินหุ้นแบงก์กำไรชะลอ “บล.พาย” ชี้จากเหตุเศรษฐกิจไม่โต-การเมืองไม่แน่นอน-รายได้ดอกเบี้ยลด มอง Virtual Bank เปิดบริการปีแรกยังไม่กระทบ ขณะที่ปี’68 คาดกำไร 238,000 ล้าน เพิ่มขึ้นราว 6% ขณะที่ “บล.หยวนต้า” ประเมินธนาคารพาณิชย์ไร้สาขายังกระทบกำไรหุ้นแบงก์ภาพรวมจำกัด ชี้ยังเป็นกลุ่มที่จ่ายเงินปันผลเด่น ด้าน “TISCO” เผยกำไรปี’68 ลดลง 3.5% จากการตั้งสำรองเพิ่ม
นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คาดการณ์ผลประกอบการกลุ่มธนาคาร ในไตรมาส 4/2568 ที่กำลังจะประกาศ มีแนวโน้มอ่อนตัว โดยคาดว่าธนาคารพาณิชย์ 9 แห่งจะรายงานกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ประมาณ 52,400 ล้านบาท ลดลง 1% ต่อปี (YOY) และลดลง 20% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QOQ)
สาเหตุที่กำไรลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน มาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับลดลง ตามการหดตัวของสินเชื่อและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ที่อ่อนแอ ขณะที่การลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง (2) กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) ลดลง และ (3) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล
“การประเมินรายธนาคาร บล.พาย คาดว่า TCAP จะมีกำไรสุทธิเติบโต YOY แต่ลดลง QOQ ขณะที่ KKP, KBANK, TISCO และ TTB จะมีกำไรทรงตัว YOY แต่ลดลง QOQ ส่วน BBL, CREDIT, KTB และ SCB คาดว่ากำไรจะปรับลดลงทั้ง YOY และ QOQ”
นายธนเดชกล่าวว่า ในไตรมาส 4/2568 สินเชื่อรวมคาดว่าจะ ฟื้นตัวเล็กน้อย 0.6% QOQ มาอยู่ที่ราว 12 ล้านล้านบาท โดยธนาคารส่วนใหญ่จะเห็นการขยายตัวของสินเชื่อในไตรมาสนี้ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาภาพรวม 9 เดือนแรกของปี 2568 สินเชื่อรวมยังลดลงถึง 3% จากต้นปี (YTD) จากความต้องการสินเชื่อที่ชะลอตัว การเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่ และการเร่งชำระคืนหนี้ของลูกค้า ส่งผลให้ทั้งปี 2568 คาดว่าสินเชื่อระบบธนาคารจะหดตัวราว 2.5% YOY โดยมีเพียง CREDIT และ TISCO ที่ยังเห็นการเติบโตของสินเชื่อ
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ แม้เศรษฐกิจจะฟื้นตัวแบบกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ SMEs และลูกค้ารายย่อยบางส่วนยังเปราะบาง แต่ บล.พายมองว่า หนี้เสียยังอยู่ในระดับควบคุมได้ โดยคาดว่าอัตราส่วนหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของกลุ่มธนาคารในไตรมาส 4/2568 จะปรับลดลงมาอยู่ที่ 3.7% จาก 3.8% ในไตรมาส 3/2568 จากกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้และผลของโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่สิ้นสุดลงในเดือน ก.ย. 2568
“ภาพรวมทั้งปี 2568 คาดว่ากำไรสุทธิรวมของกลุ่มธนาคารจะอยู่ที่ประมาณ 238,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 6% YOY จากกำไรพอร์ตลงทุน ค่าใช้จ่ายที่ลดลง และการตั้งสำรองที่ผ่อนคลายลง”
อย่างไรก็ดี ในปี 2569 คาดว่ากำไรสุทธิรวมจะลดลงราว 2% YOY เหลือ 234,000 ล้านบาท จากแรงกดดันของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงต่อเนื่อง และกำไรจากพอร์ตลงทุนที่อาจลดลงจากฐานสูงในปี 2568 ส่งผลให้ ROE ของกลุ่มลดลงมาอยู่ที่ 8.8%
“ปี 2569 จะเป็นปีที่ท้าทาย ทั้งจาก GDP ไทยที่ชะลอ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงต่อเนื่อง แต่แม้กำไรไม่เติบโต หุ้นแบงก์ยังเป็นหุ้นปันผลที่ให้ความมั่นใจได้”
ส่วนการเข้ามาดำเนินธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ในช่วงกลางปีนี้ ยังไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อราคาหุ้นกลุ่มธนาคารในระยะสั้น เนื่องจากยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังไม่กระทบผลประกอบการโดยตรง เนื่องจากผลกระทบหลักจะแบ่งเป็น 3 ส่วน โดยการแข่งขันด้านเงินฝาก จะเป็นสมรภูมิแรก เนื่องจาก Virtual Bank จำเป็นต้องเร่งระดมเงินฝากเพื่อสร้างฐานธุรกิจ ขณะที่ด้านสินเชื่อจะกระทบเฉพาะบางประเภท โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อยที่ไม่มีหลักประกัน ส่วนสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และ SMEs ยังไม่น่าจะได้รับผลกระทบในระยะแรก ส่วนธุรกิจลงทุนยังไม่เห็นผลชัดเจน
“Virtual Bank ต้องใช้เวลาสร้างความเชื่อมั่น ทั้งเรื่องความปลอดภัยและความคุ้นเคย ซึ่งธนาคารเดิมยังได้เปรียบ ผลต่อราคาหุ้นแบงก์ในปีแรกจึงยังไม่น่าจะมาก”
ขณะที่นายตฤณ สิทธิสวัสดิ์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยประเมินกำไรสุทธิกลุ่มธนาคารในไตรมาส 4/2568 จะอยู่ที่ 49,530 ล้านบาทลดลง 4.8% YOY และ 20.3% QOQ จากแรงกดดันด้านรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น และ NIM ที่ลดลง แม้สินเชื่อจะขยายตัวเล็กน้อย
สำหรับแนวโน้มปี 2569 บล.หยวนต้า มองว่ากำไรกลุ่มธนาคารมีแนวโน้ม ชะลอตัว YOY จากสินเชื่อที่เติบโตจำกัด NIM ที่ลดลง และกำไรเงินลงทุนที่ไม่สูงเท่าปีก่อน โดยประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือคุณภาพสินทรัพย์และการควบคุมต้นทุนสำรอง ส่วนในมุมการลงทุน ราคาหุ้นแบงก์ที่ปรับขึ้นมาแล้ว ทำให้โอกาส Rerate จำกัด แนะกลยุทธ์ ขายก่อนจ่ายปันผล หรือก่อนขึ้น XD และหมุนเงินไปกลุ่มอื่น โดยการถือหุ้นแบงก์เพื่อรับปันผลยังน่าสนใจ
สำหรับประเด็น Virtual Bank นายตฤณกล่าวว่า ผลกระทบเชิงลบต่อกลุ่มธนาคารยังจำกัด และในช่วง 2-3 ปีแรก Virtual Bank ส่วนใหญ่อาจยังขาดทุนจากต้นทุนการลงทุนสูง โดยการแข่งขันระยะสั้นยังไม่รุนแรง
นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO กล่าวว่า ปี 2568 กลุ่มทิสโก้มีกำไรสุทธิ 6,659 ล้านบาท ลดลง 3.5% YOY จากการตั้งสำรอง ECL ที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือน ขณะที่แนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ในกรอบใกล้เคียงกับปีก่อน หรือโตประมาณ 0-5%
ซึ่งกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในปีนี้ ธุรกิจรายย่อยยังเป็นหัวใจหลัก ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ รถยนต์มือสอง รถจักรยานยนต์ และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ทั้งนี้ ตั้งเป้าให้ 30% ของสินเชื่อใหม่เป็นสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้า BEV...
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ :
https://www.prachachat.net/finance/news-1951815
เงินบาทแกว่งตัวเป็นกรอบ กสิกรไทยคาดสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวในกรอบ 31.00-31.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ จับตาปัจจัยสำคัญ ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชีย และราคาทองคำในตลาดโลก นอกจากนี้ยังต้องติดตามผลประชุม BOJ (22-23 ม.ค. 69)
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่า เงินบาทแกว่งตัวอยู่ในกรอบค่อนข้างจำกัดในช่วง 31.20-31.55 ตลอดสัปดาห์ โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์สอดคล้องกับทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงเป็นประวัติการณ์
ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงกดดันท่ามกลางความกังวลต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลังนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดเปิดเผยว่า อัยการของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีการเปิดการสอบสวนในประเด็นการปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของเฟด
อย่างไรก็ดี เงินบาทกลับมาอ่อนค่าในช่วงกลางสัปดาห์ เนื่องจากตลาดตีความสัญญาณของผู้ว่าการ ธปท. ในเชิง Dovish ซึ่งสะท้อนโอกาสการปรับลดดอกเบี้ยของไทยในปีนี้ นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทยังสอดคล้องกับทิศทางสกุลเงินในเอเชีย นำโดย เงินเยนซึ่งเผชิญแรงขายท่ามกลางการคาดการณ์ว่า นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่นอาจตัดสินใจยุบสภาเพื่อจัดเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งตลาดประเมินว่า หากพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ชนะการเลือกตั้งก็อาจทำให้สถานะทางการคลังของญี่ปุ่นถดถอยลง
นอกจากนี้ แรงขายเงินดอลลาร์ฯ ชะลอลงบางส่วน หลังมีรายงานข่าวว่า ผู้ว่าการธนาคารกลางทั่วโลกร่วมกันออกแถลงการณ์เพื่อสนับสนุนนายเจอโรม พาวเวลด้วยเช่นกัน
เงินบาททยอยแข็งค่ากลับมาอีกครั้งในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงขายตามปัจจัยทางเทคนิคหลังจากที่ USD/THB ไม่ผ่านแนว 31.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ ประกอบกับเงินเยนฟื้นตัวขึ้นบางส่วน หลังทางการญี่ปุ่นส่งสัญญาณว่า อาจเข้าแทรกแซงเพื่อชะลอการอ่อนค่าของเงินเยน
ในวันศุกร์ที่ 16 ม.ค. 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 31.39 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 31.43 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (9 ม.ค.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 12-16 ม.ค. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 7,576.7 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทย 820.8 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันธบัตร 821.0 ล้านบาท หักตราสารหนี้หมดอายุ 0.2 ล้านบาท)
สำหรับสัปดาห์ระหว่างวันที่ 19-23 ม.ค. 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 31.00-31.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก
ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ จีดีพีไตรมาส 3/2568 ดัชนีราคา PCE/Core PCE เดือนต.ค.-พ.ย. ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายเดือนธ.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และ PMI เบื้องต้นสำหรับเดือนม.ค. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามผลการประชุม BOJ (22-23 ม.ค.) การกำหนดอัตราดอกเบี้ย LPR ของจีน อัตราเงินเฟ้อเดือนธ.ค. ของยูโรโซนและอังกฤษ และข้อมูลเศรษฐกิจจีน อาทิ จีดีพีไตรมาส 4/2568 และตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรม ยอดค้าปลีก และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเดือนธ.ค. ด้วยเช่นกัน
ส่วนความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย ดัชนีหุ้นไทยเริ่มฟื้นตัวในช่วงกลางสัปดาห์ท่ามกลางแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ
SET Index ปรับตัวลงช่วงต้นสัปดาห์ เนื่องจากไร้ปัจจัยใหม่ๆ เข้ามากระตุ้นตลาด ประกอบกับเผชิญแรงกดดันจากแรงขายในกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ นำโดย หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลจากความกังวลเกี่ยวกับการยกเลิกการขายแผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายของบริษัทประกันรายใหญ่ นอกจากนี้ แรงขายทำกำไรหุ้นรายตัว ในกลุ่มค้าปลีกและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ก็เป็นปัจจัยลบที่กดดันตลาดหุ้นไทยด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยทยอยฟื้นตัวตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์ท่ามกลางแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ นำโดย หุ้นกลุ่มพลังงานที่ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวขึ้นจากสถานการณ์ตึงเครียดในอิหร่าน รวมถึงหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์และแบงก์ในช่วงที่กำลังจะรายงานผลประกอบการไตรมาส 4/2568
ในวันศุกร์ที่ 16 ม.ค. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,275.60 จุด เพิ่มขึ้น 1.72% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 40,148.11 ล้านบาท ลดลง 1.11% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 0.96% มาปิดที่ระดับ 212.83 จุด
สำหรับสัปดาห์(19-23 ม.ค. 69) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,260 และ 1,250 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,285 และ 1,300 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ของบจ.ไทย และทิศทางเงินทุนต่างชาติ ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการเดือนม.ค. (เบื้องต้น) รายได้และรายจ่ายส่วนบุคคลเดือนต.ค. – พ.ย. ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/2568 รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ การประชุม BOJ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/2568 และตัวเลขเศรษฐกิจเดือนธ.ค. ของจีน อาทิ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ยอดค้าปลีก และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนธ.ค. ของยูโรโซนและญี่ปุ่น ตลอดจนดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการเดือนม.ค. ของญี่ปุ่น ยูโรโซนและอังกฤษ
Cr.
https://www.prachachat.net/finance/news-1952204
หุ้นแบงก์ปี’69 ส่อแววกำไรฮวบ และ เงินบาทแกว่งตัว 3 ปัจจัยสำคัญ หุ้น-ราคาทองคำโลก
Stock market or forex trading graph and candlestick chart suitable for financial investment concept. Economy trends background for business idea and all art work design. Abstract finance background.
โบรกฯประเมินหุ้นแบงก์กำไรชะลอ “บล.พาย” ชี้จากเหตุเศรษฐกิจไม่โต-การเมืองไม่แน่นอน-รายได้ดอกเบี้ยลด มอง Virtual Bank เปิดบริการปีแรกยังไม่กระทบ ขณะที่ปี’68 คาดกำไร 238,000 ล้าน เพิ่มขึ้นราว 6% ขณะที่ “บล.หยวนต้า” ประเมินธนาคารพาณิชย์ไร้สาขายังกระทบกำไรหุ้นแบงก์ภาพรวมจำกัด ชี้ยังเป็นกลุ่มที่จ่ายเงินปันผลเด่น ด้าน “TISCO” เผยกำไรปี’68 ลดลง 3.5% จากการตั้งสำรองเพิ่ม
นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คาดการณ์ผลประกอบการกลุ่มธนาคาร ในไตรมาส 4/2568 ที่กำลังจะประกาศ มีแนวโน้มอ่อนตัว โดยคาดว่าธนาคารพาณิชย์ 9 แห่งจะรายงานกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ประมาณ 52,400 ล้านบาท ลดลง 1% ต่อปี (YOY) และลดลง 20% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QOQ)
สาเหตุที่กำไรลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน มาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับลดลง ตามการหดตัวของสินเชื่อและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ที่อ่อนแอ ขณะที่การลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง (2) กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) ลดลง และ (3) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล
“การประเมินรายธนาคาร บล.พาย คาดว่า TCAP จะมีกำไรสุทธิเติบโต YOY แต่ลดลง QOQ ขณะที่ KKP, KBANK, TISCO และ TTB จะมีกำไรทรงตัว YOY แต่ลดลง QOQ ส่วน BBL, CREDIT, KTB และ SCB คาดว่ากำไรจะปรับลดลงทั้ง YOY และ QOQ”
นายธนเดชกล่าวว่า ในไตรมาส 4/2568 สินเชื่อรวมคาดว่าจะ ฟื้นตัวเล็กน้อย 0.6% QOQ มาอยู่ที่ราว 12 ล้านล้านบาท โดยธนาคารส่วนใหญ่จะเห็นการขยายตัวของสินเชื่อในไตรมาสนี้ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาภาพรวม 9 เดือนแรกของปี 2568 สินเชื่อรวมยังลดลงถึง 3% จากต้นปี (YTD) จากความต้องการสินเชื่อที่ชะลอตัว การเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่ และการเร่งชำระคืนหนี้ของลูกค้า ส่งผลให้ทั้งปี 2568 คาดว่าสินเชื่อระบบธนาคารจะหดตัวราว 2.5% YOY โดยมีเพียง CREDIT และ TISCO ที่ยังเห็นการเติบโตของสินเชื่อ
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ แม้เศรษฐกิจจะฟื้นตัวแบบกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ SMEs และลูกค้ารายย่อยบางส่วนยังเปราะบาง แต่ บล.พายมองว่า หนี้เสียยังอยู่ในระดับควบคุมได้ โดยคาดว่าอัตราส่วนหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของกลุ่มธนาคารในไตรมาส 4/2568 จะปรับลดลงมาอยู่ที่ 3.7% จาก 3.8% ในไตรมาส 3/2568 จากกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้และผลของโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่สิ้นสุดลงในเดือน ก.ย. 2568
“ภาพรวมทั้งปี 2568 คาดว่ากำไรสุทธิรวมของกลุ่มธนาคารจะอยู่ที่ประมาณ 238,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 6% YOY จากกำไรพอร์ตลงทุน ค่าใช้จ่ายที่ลดลง และการตั้งสำรองที่ผ่อนคลายลง”
อย่างไรก็ดี ในปี 2569 คาดว่ากำไรสุทธิรวมจะลดลงราว 2% YOY เหลือ 234,000 ล้านบาท จากแรงกดดันของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงต่อเนื่อง และกำไรจากพอร์ตลงทุนที่อาจลดลงจากฐานสูงในปี 2568 ส่งผลให้ ROE ของกลุ่มลดลงมาอยู่ที่ 8.8%
“ปี 2569 จะเป็นปีที่ท้าทาย ทั้งจาก GDP ไทยที่ชะลอ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงต่อเนื่อง แต่แม้กำไรไม่เติบโต หุ้นแบงก์ยังเป็นหุ้นปันผลที่ให้ความมั่นใจได้”
ส่วนการเข้ามาดำเนินธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ในช่วงกลางปีนี้ ยังไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อราคาหุ้นกลุ่มธนาคารในระยะสั้น เนื่องจากยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังไม่กระทบผลประกอบการโดยตรง เนื่องจากผลกระทบหลักจะแบ่งเป็น 3 ส่วน โดยการแข่งขันด้านเงินฝาก จะเป็นสมรภูมิแรก เนื่องจาก Virtual Bank จำเป็นต้องเร่งระดมเงินฝากเพื่อสร้างฐานธุรกิจ ขณะที่ด้านสินเชื่อจะกระทบเฉพาะบางประเภท โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อยที่ไม่มีหลักประกัน ส่วนสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และ SMEs ยังไม่น่าจะได้รับผลกระทบในระยะแรก ส่วนธุรกิจลงทุนยังไม่เห็นผลชัดเจน
“Virtual Bank ต้องใช้เวลาสร้างความเชื่อมั่น ทั้งเรื่องความปลอดภัยและความคุ้นเคย ซึ่งธนาคารเดิมยังได้เปรียบ ผลต่อราคาหุ้นแบงก์ในปีแรกจึงยังไม่น่าจะมาก”
ขณะที่นายตฤณ สิทธิสวัสดิ์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยประเมินกำไรสุทธิกลุ่มธนาคารในไตรมาส 4/2568 จะอยู่ที่ 49,530 ล้านบาทลดลง 4.8% YOY และ 20.3% QOQ จากแรงกดดันด้านรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น และ NIM ที่ลดลง แม้สินเชื่อจะขยายตัวเล็กน้อย
สำหรับแนวโน้มปี 2569 บล.หยวนต้า มองว่ากำไรกลุ่มธนาคารมีแนวโน้ม ชะลอตัว YOY จากสินเชื่อที่เติบโตจำกัด NIM ที่ลดลง และกำไรเงินลงทุนที่ไม่สูงเท่าปีก่อน โดยประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือคุณภาพสินทรัพย์และการควบคุมต้นทุนสำรอง ส่วนในมุมการลงทุน ราคาหุ้นแบงก์ที่ปรับขึ้นมาแล้ว ทำให้โอกาส Rerate จำกัด แนะกลยุทธ์ ขายก่อนจ่ายปันผล หรือก่อนขึ้น XD และหมุนเงินไปกลุ่มอื่น โดยการถือหุ้นแบงก์เพื่อรับปันผลยังน่าสนใจ
สำหรับประเด็น Virtual Bank นายตฤณกล่าวว่า ผลกระทบเชิงลบต่อกลุ่มธนาคารยังจำกัด และในช่วง 2-3 ปีแรก Virtual Bank ส่วนใหญ่อาจยังขาดทุนจากต้นทุนการลงทุนสูง โดยการแข่งขันระยะสั้นยังไม่รุนแรง
นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO กล่าวว่า ปี 2568 กลุ่มทิสโก้มีกำไรสุทธิ 6,659 ล้านบาท ลดลง 3.5% YOY จากการตั้งสำรอง ECL ที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือน ขณะที่แนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ในกรอบใกล้เคียงกับปีก่อน หรือโตประมาณ 0-5%
ซึ่งกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในปีนี้ ธุรกิจรายย่อยยังเป็นหัวใจหลัก ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ รถยนต์มือสอง รถจักรยานยนต์ และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ทั้งนี้ ตั้งเป้าให้ 30% ของสินเชื่อใหม่เป็นสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้า BEV...
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/finance/news-1951815
เงินบาทแกว่งตัวเป็นกรอบ กสิกรไทยคาดสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวในกรอบ 31.00-31.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ จับตาปัจจัยสำคัญ ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชีย และราคาทองคำในตลาดโลก นอกจากนี้ยังต้องติดตามผลประชุม BOJ (22-23 ม.ค. 69)
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่า เงินบาทแกว่งตัวอยู่ในกรอบค่อนข้างจำกัดในช่วง 31.20-31.55 ตลอดสัปดาห์ โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์สอดคล้องกับทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงเป็นประวัติการณ์
ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงกดดันท่ามกลางความกังวลต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลังนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดเปิดเผยว่า อัยการของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีการเปิดการสอบสวนในประเด็นการปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของเฟด
อย่างไรก็ดี เงินบาทกลับมาอ่อนค่าในช่วงกลางสัปดาห์ เนื่องจากตลาดตีความสัญญาณของผู้ว่าการ ธปท. ในเชิง Dovish ซึ่งสะท้อนโอกาสการปรับลดดอกเบี้ยของไทยในปีนี้ นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทยังสอดคล้องกับทิศทางสกุลเงินในเอเชีย นำโดย เงินเยนซึ่งเผชิญแรงขายท่ามกลางการคาดการณ์ว่า นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่นอาจตัดสินใจยุบสภาเพื่อจัดเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งตลาดประเมินว่า หากพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ชนะการเลือกตั้งก็อาจทำให้สถานะทางการคลังของญี่ปุ่นถดถอยลง
นอกจากนี้ แรงขายเงินดอลลาร์ฯ ชะลอลงบางส่วน หลังมีรายงานข่าวว่า ผู้ว่าการธนาคารกลางทั่วโลกร่วมกันออกแถลงการณ์เพื่อสนับสนุนนายเจอโรม พาวเวลด้วยเช่นกัน
เงินบาททยอยแข็งค่ากลับมาอีกครั้งในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงขายตามปัจจัยทางเทคนิคหลังจากที่ USD/THB ไม่ผ่านแนว 31.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ ประกอบกับเงินเยนฟื้นตัวขึ้นบางส่วน หลังทางการญี่ปุ่นส่งสัญญาณว่า อาจเข้าแทรกแซงเพื่อชะลอการอ่อนค่าของเงินเยน
ในวันศุกร์ที่ 16 ม.ค. 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 31.39 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 31.43 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (9 ม.ค.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 12-16 ม.ค. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 7,576.7 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทย 820.8 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันธบัตร 821.0 ล้านบาท หักตราสารหนี้หมดอายุ 0.2 ล้านบาท)
สำหรับสัปดาห์ระหว่างวันที่ 19-23 ม.ค. 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 31.00-31.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก
ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ จีดีพีไตรมาส 3/2568 ดัชนีราคา PCE/Core PCE เดือนต.ค.-พ.ย. ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายเดือนธ.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และ PMI เบื้องต้นสำหรับเดือนม.ค. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามผลการประชุม BOJ (22-23 ม.ค.) การกำหนดอัตราดอกเบี้ย LPR ของจีน อัตราเงินเฟ้อเดือนธ.ค. ของยูโรโซนและอังกฤษ และข้อมูลเศรษฐกิจจีน อาทิ จีดีพีไตรมาส 4/2568 และตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรม ยอดค้าปลีก และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเดือนธ.ค. ด้วยเช่นกัน
ส่วนความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย ดัชนีหุ้นไทยเริ่มฟื้นตัวในช่วงกลางสัปดาห์ท่ามกลางแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ
SET Index ปรับตัวลงช่วงต้นสัปดาห์ เนื่องจากไร้ปัจจัยใหม่ๆ เข้ามากระตุ้นตลาด ประกอบกับเผชิญแรงกดดันจากแรงขายในกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ นำโดย หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลจากความกังวลเกี่ยวกับการยกเลิกการขายแผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายของบริษัทประกันรายใหญ่ นอกจากนี้ แรงขายทำกำไรหุ้นรายตัว ในกลุ่มค้าปลีกและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ก็เป็นปัจจัยลบที่กดดันตลาดหุ้นไทยด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยทยอยฟื้นตัวตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์ท่ามกลางแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ นำโดย หุ้นกลุ่มพลังงานที่ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวขึ้นจากสถานการณ์ตึงเครียดในอิหร่าน รวมถึงหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์และแบงก์ในช่วงที่กำลังจะรายงานผลประกอบการไตรมาส 4/2568
ในวันศุกร์ที่ 16 ม.ค. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,275.60 จุด เพิ่มขึ้น 1.72% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 40,148.11 ล้านบาท ลดลง 1.11% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 0.96% มาปิดที่ระดับ 212.83 จุด
สำหรับสัปดาห์(19-23 ม.ค. 69) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,260 และ 1,250 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,285 และ 1,300 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ของบจ.ไทย และทิศทางเงินทุนต่างชาติ ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการเดือนม.ค. (เบื้องต้น) รายได้และรายจ่ายส่วนบุคคลเดือนต.ค. – พ.ย. ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/2568 รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ การประชุม BOJ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/2568 และตัวเลขเศรษฐกิจเดือนธ.ค. ของจีน อาทิ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ยอดค้าปลีก และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนธ.ค. ของยูโรโซนและญี่ปุ่น ตลอดจนดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการเดือนม.ค. ของญี่ปุ่น ยูโรโซนและอังกฤษ
Cr. https://www.prachachat.net/finance/news-1952204