บล.เอเซีย พลัส มองกำไร บจ.ปี 2569 โต 7.2% แตะ 1.2 แสนล้านบาท วางเป้า SET สิ้นปี 1,580 จุด ท่ามกลางแรงกดดันสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่เสี่ยงดันราคาน้ำมันพุ่ง กระทบเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจโลก แต่หุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ยังเป็นตัวประคองตลาด พร้อมแนะจัดพอร์ตสมดุลเน้นหุ้นปันผล รับมือผันผวน
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (ASP) เปิดเผยว่า สำหรับปี 2569 ASP คาดว่ากำไรสุทธิของตลาดจะอยู่ที่ 1.2 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 95 บาทต่อหุ้น เติบโต 7.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน พร้อมให้เป้าหมายดัชนี SET Index สิ้นปีที่ระดับ 1,580 จุด อิง Market Earning Yield Gap ที่ 5%
โดยกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น โรงกลั่น ปิโตรเคมี และพลังงาน จะเป็นปัจจัยช่วยพยุงตลาด เนื่องจากกำไรมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน โดยอ้างอิงจากช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ผ่านมา ที่กำไรบริษัทจดทะเบียนไทยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 240,000 ล้านบาท เป็น 340,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ บล.เอเซีย พลัส ประเมินกรอบล่างของดัชนี SET Index ไว้ที่ประมาณ 1,430 จุด โดยมองว่าดาวน์ไซด์จำกัด เนื่องจากปัจจัยลบส่วนใหญ่ได้สะท้อนไปแล้ว แต่ตลาดอาจยังเผชิญความผันผวนในกรอบล่างระยะหนึ่ง ก่อนจะฟื้นตัวได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
ทั้งนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ปะทุรุนแรงตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และส่งผลกระทบต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ทำให้ ASP ทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับวิกฤตในอดีต 4 ครั้ง ได้แก่ ปี 1973, 1979, 1990 และ 2022 พบว่าสงครามเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุปทานพลังงานตึงตัว และส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วง 64%-300% ก่อนจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นทำจุดสูงสุดภายใน 1-2 ไตรมาสถัดมา และกดดันเศรษฐกิจโลกให้ชะลอตัวต่อเนื่อง 1-3 ปี
อย่างไรก็ตาม ASP ประเมินว่าความเสี่ยงในปี 2569 อาจรุนแรงกว่าที่ผ่านมา เนื่องจากการโจมตีมีเป้าหมายไปยังแหล่งผลิตพลังงานโดยตรง ซึ่งอาจกระทบต่อกำลังการผลิตเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2569 ลงเหลือ 3.1% โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจหลักอย่างสหรัฐฯ และยูโรโซนที่เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น
สำหรับเศรษฐกิจไทย IMF ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2569 ลงเหลือ 1.5% ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีปัจจัยกดดันจากระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 66% ณ เดือนมกราคม 2569 นอกจากนี้ ไทยยังมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางสูงถึง 52% ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการขาดดุลการค้า หากราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง
ในส่วนของตลาดหุ้น แม้สถิติในอดีตจะชี้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักปรับตัวลดลงเฉลี่ย -18.3% ในปีที่เกิดวิกฤตราคาน้ำมัน แต่กำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยในปี 2565 กลับสามารถเติบโตได้ดีจากแรงหนุนของหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์
ด้านกลยุทธ์การลงทุน ภายใต้สมมติฐานว่าความตึงเครียดเริ่มคลี่คลาย (De-escalation) หลังมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จะช่วยหนุนให้ตลาดกลับเข้าสู่ภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) ในระยะสั้น ส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ ชิปเซมิคอนดักเตอร์ การบริโภค และการท่องเที่ยว รวมถึงช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนจากผลกระทบของสงครามที่อาจส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ เศรษฐกิจ นโยบายการเงิน และกำไรของบริษัทจดทะเบียนในระยะถัดไป
ASP แนะนำการจัดสรรสินทรัพย์ในรูปแบบพอร์ตการลงทุนที่มีความสมดุล (Balanced Portfolio) โดยเน้นกระจายสัดส่วนการลงทุนในกองทุนหรือตราสารประเภทหุ้น (Equity) 55% อาทิ 8306 JP, 9984 JP, AAPL US, NVDA US, 2020 HK, EWY US, PTT, TRUE, GULF, CBG ASP-NGF, A-GRID, ASP-VIET-A, ASP-AIEQ, A-JEDI, ASP-POWER, ASP-DEFENSE, ASP-AAA-A ในกองทุนหรือตราสาร ประเภทตราสารหนี้ (Fixed Income) 30% อาทิ ASP-AAA-A, ES-GAINCOME-A และสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Investment) 15% อาทิ ASP-PHF-UI, ASP-POINTAI-UI, MGALL-UH, TGSMART, SCBGEARA, WISDOM-FUND OF FUNDS อีกทั้งทางเอเซีย พลัส ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ อย่าง Equity Linked Note (ELN), Fixed Coupon Note (FCN) ช่วยจัดการเสริมพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละคน
สำหรับกลุ่มหุ้นไทยที่ยังน่าสนใจ ได้แก่ หุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ หุ้นที่มีเงินปันผลสม่ำเสมอ ซึ่งถือเป็นผลตอบแทนที่จับต้องได้ในช่วงตลาดผันผวน รวมถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ยังมีโอกาสเติบโตได้หากอัตราดอกเบี้ยไม่ปรับลดลง นอกจากนี้ หุ้นที่มีลักษณะรายได้ตามฤดูกาล เช่น กลุ่มเครื่องดื่ม สามารถใช้กลยุทธ์เก็งกำไรระยะสั้นได้
อีกหนึ่งกลุ่มที่มีศักยภาพคือกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งอาจได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการในรูปแบบ PPP ที่ต้องอาศัยบริษัทขนาดใหญ่ที่มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง เช่น CK และ STEC
นายเทิดศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า หากราคาน้ำมันดิบทรงตัวใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเวลาหลายเดือน อาจทำให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับขึ้นแตะระดับ 50 บาทต่อลิตร หรือสูงกว่านั้นในกรณีที่ไม่มีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยพยุง ซึ่งจะส่งผลให้เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวในลักษณะ “ขึ้นบันได” อีกครั้ง และกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน โดยเฉพาะในภาวะที่หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ทำให้การบริโภคชะลอตัว และอาจกดดันให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะเติบโตต่ำ โดยในกรณีเลวร้าย (worst case) อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) อาจต่ำกว่า 1%
ทั้งนี้ ASP มองเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตในกรอบประมาณ 1.4%-1.6% ตามค่าเฉลี่ยของนักวิเคราะห์ (consensus) และมองว่าภาพรวมตลาดหุ้นในช่วงครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มดีกว่าครึ่งปีแรก หลังสถานการณ์สงครามยืดเยื้อมานานกว่า 50 วัน และมีโอกาสเข้าสู่กระบวนการเจรจา ซึ่งจะช่วยหนุนให้ดัชนีฟื้นตัวจากระดับปัจจุบันที่เคลื่อนไหวบริเวณ 1,400 จุดกลางถึงปลาย โดยแม้ไม่คาดหวังการปรับขึ้นรุนแรง แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกที่ตลาดปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 10%
เอเซีย พลัส มองกำไร บจ.ปี’69 โต 7.2% เป้าดัชนี 1,580 จุด หุ้นสินค้าโภคภัณฑ์พยุงตลาด