ตลาดชินชาสงคราม เปิดหุ้น 4 กลุ่ม รับอานิสงส์ โครงการคนละครึ่งพลัส



บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมตลาดการลงทุนว่า ตลาดหุ้นโลกเริ่มมีอาการ "ชินชา" กับข่าวสงคราม โดยวานนี้เคลื่อนไหวในกรอบแคบ (สหรัฐฯ -0.1% ถึง +0.2%, ยุโรป -0.6% ถึง -0.2%)
สวนทางกับราคาน้ำมันดิบ BRENT ที่พุ่งขึ้นเกือบ 3% หลังจากที่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล้มเหลว ทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงหยุดชะงัก
อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าอิหร่านได้เสนอ "ข้อตกลงชั่วคราว"



โดยจะยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แลกกับการที่สหรัฐฯ ยุติการปิดล้อมท่าเรือ ซึ่งหากสัญญาณความตึงเครียดนี้ผ่อนคลายลง อาจเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาน้ำมันดิบย่อตัวลงได้
จับตาซูเปอร์วีคแบงก์ชาติทั่วโลก คาดกอดคอ "คงดอกเบี้ย" - เตือนหุ้นสหรัฐฯ เสี่ยงย่อตัว 
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในสัปดาห์นี้คือ การประชุมของธนาคารกลางหลักหลายแห่งทั่วโลก ซึ่งฝ่ายวิจัยประเมินว่าภาพรวมจะพิจารณา "คงอัตราดอกเบี้ย" เพื่อรอดูทิศทางเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ที่อาจเพิ่มขึ้นจากค่าแรงและภาคบริการ

โดยในสัปดาห์นี้คาดว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะคงดอกเบี้ยที่ 0.75%, คณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย (กนง.) คาดคงดอกเบี้ยที่ 1.00%, ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) คาดคงที่ 3.75%, ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดคงที่ 2.00% และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) คาดคงที่ 3.75% 
ในส่วนของทิศทางตลาดหุ้น หลังจากที่ดัชนี S&P500 ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นมาแรงถึงประมาณ 10% ในเดือนเมษายน (สูงที่สุดในรอบ 6 ปี) ฝ่ายวิจัยประเมินว่าตลาดหุ้นโลกมีโอกาสที่จะค่อยๆ ลดระดับความร้อนแรงและย่อตัวลงในระยะถัดไป เพื่อรอดูผลกระทบของเงินเฟ้อต่อเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งโดยสถิติแล้วหลังผ่านพ้นวิกฤตน้ำมัน ตลาดหุ้นมักจะผันผวนออกข้าง
รัฐจ่อคลอดแพ็กเกจ "ไทยช่วยไทย พลัส" อัดฉีด 4,000 บาท ดัน GDP
 รัฐจ่อคลอดแพ็กเกจ "ไทยช่วยไทย พลัส" อัดฉีด 4,000 บาท ดัน GDP สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศ การเติบโตในปีนี้อาจไม่โดดเด่นมากนัก รัฐบาลจึงเตรียมเข็นแพ็กเกจใหญ่กระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้ชื่อ "ไทยช่วยไทย พลัส" โดยใช้งบประมาณที่เหลือของปี 2569 มาอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นเวลา 4 เดือน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 โครงการหลัก ได้แก่:

โครงการคนละครึ่ง พลัส (สำหรับคนทั่วไป) เป้าหมายผู้ได้สิทธิกว่า 20 ล้านคน รับเงินคนละ 4,000 บาท (ทยอยจ่ายเดือนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน) โดยรัฐจะช่วยสมทบจ่ายให้ 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% เตรียมเปิดลงทะเบียนในเดือน พ.ค. 69 และเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 69
มาตรการเสริม (สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) เป้าหมายประมาณ 14 ล้านคน รับเงินช่วยเหลือเพิ่มอีก 4,000 บาท (เดือนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน) โดยกลุ่มนี้สามารถนำเงินไปใช้จ่ายได้เต็มจำนวน 100% โดยไม่ต้องจ่ายเงินตนเองสมทบ
 
กลยุทธ์การลงทุน
ถือเงินสดรับความผันผวน ชู 4 กลุ่มเด่นรับอานิสงส์นโยบายรัฐ บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดทยอยปรับตัวขึ้น ให้ "ทยอยถือเงินสดเพิ่มขึ้น" เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ขณะเดียวกัน การอัดฉีดเม็ดเงินของรัฐบาลผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส จะส่งผลดีต่อหุ้น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ :
กลุ่มค้าปลีก : (ได้รับประโยชน์ทางตรงที่สุด) แนะนำ CPALL, BJC และ CPAXT

กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม : (ยอดขายสินค้าเพิ่มขึ้น) แนะนำ CBG, OSP, SNNP และ ICHI
กลุ่มการเงิน : (กำลังซื้อที่ดีขึ้นช่วยเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้) แนะนำ MTC และ TIDLOR
กลุ่มเทคโนโลยี: (รับอานิสงส์จากการพัฒนาระบบหลังบ้านหรือแอปฯ เป๋าตังเพื่อรองรับผู้ใช้งาน 20-30 ล้านคน) แนะนำ BE8 และ BBIK
 
โดยมีหุ้นเด่น (Prime Picks) แนะนำ ได้แก่ BBL, BEM, DELTA, CPAXT, BJC, CBG และ OSP
ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม: แนะนำจับตาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่รายงานงบแข็งแกร่ง นำโดยบริษัท ADVANTEST (6857 JP) ที่รายงานรายได้และกำไรไตรมาส 4 สูงสุดทุบสถิติใหม่ (EPS โต +220% YoY ดีกว่าคาด 35%) หนุนจากยอดขายเครื่องทดสอบชิปที่เติบโตเด่น
นอกจากนี้ แนะนำเก็งกำไรใน DR: WUXIAT80 อ้างอิงหุ้น WUXI APPTEC (2359 HK) หลังรายงานกำไรไตรมาส 1 แข็งแกร่งจากออเดอร์ผลิตยาลดน้ำหนักประเภท GLP-1 ที่เพิ่มขึ้น โดยบริษัทปรับเป้าหมายการเติบโตธุรกิจกลุ่มนี้ขึ้นสู่ระดับ 40% YoY


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่