เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด กสิกรไทยคาดสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.20-33.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ จับตา 3 ปัจจัยสำคัญ ทั้งตัวเลขการส่งออกและดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนเม.ย. ของไทย ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ และความคืบหน้าของดีลสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่า เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด ตลาดรอติดตามดีลข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน โดยเงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 2 สัปดาห์ที่ 32.78 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงต้นสัปดาห์ สอดคล้องกับการอ่อนค่าของสกุลเงินเอเชียและการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก เนื่องจากตลาดกลับมารอติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอีกครั้ง ขณะที่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/2569 ของไทยที่ออกมาดีกว่าที่คาด ยังไม่มีผลมากนักต่อการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยน
นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังได้รับอานิสงส์ในระหว่างสัปดาห์จากการปรับสูงขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ท่ามกลางการประเมินโอกาสความเป็นไปได้ที่เฟดจะกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดความเสี่ยงเงินเฟ้อจากผลกระทบของการเคลื่อนไหวในกรอบสูงของราคาน้ำมันในตลาดโลก
อย่างไรก็ดี เงินบาทลดช่วงอ่อนค่าและฟื้นตัวกลับมาในระหว่างสัปดาห์ได้เป็นระยะตามจังหวะการย่อตัวของราคาน้ำมัน รับความหวังต่อดีลการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า การเจรจากับอิหร่านกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย ขณะที่ ทางการอิหร่านระบุว่า อิหร่านและสหรัฐฯ มีการหารือกันอย่างต่อเนื่อง โดยมีปากีสถานเป็นตัวกลาง
ในวันศุกร์ที่ 22 พ.ค. 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 32.68 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 32.65 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (15 พ.ค.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 18-22 พ.ค. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยที่ 3,038 ล้านบาท แต่มีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทย 2,233 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันธบัตร 3,342 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 1,109 ล้านบาท)
เงินบาท : กรอบสัปดาห์นี้
สำหรับสัปดาห์ระหว่างวันที่ 25-29 พ.ค. 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 32.20-33.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขการส่งออกและดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนเม.ย. ของไทย ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ และความคืบหน้าของดีลสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ยอดขายบ้านใหม่ และดัชนีราคา PCE/Core PCE เดือนเม.ย. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ค. รายงานจีดีพีไตรมาส 1/2569 (Prelim) รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
ส่วนความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบแคบช่วงแรก ก่อนจะขยับขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์
โดยSET Index แกว่งตัวในกรอบแคบช่วงต้นสัปดาห์ โดยแม้จะเผชิญแรงกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน และความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ในขณะเดียวกันก็มีปัจจัยบวกจากรายงานตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/2569 ของไทยที่ออกมาดีกว่าตลาดคาด และหนุนแรงซื้อหุ้นกลุ่มแบงก์และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์ นำโดย แรงซื้อหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากกระแส AI และ Data Center กลุ่มพลังงานจากอานิสงส์ของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวขึ้น รวมถึงกลุ่มไฟแนนซ์หลังผู้ประกอบการรายใหญ่แห่งหนึ่งประกาศจ่ายปันผลในอัตราที่ค่อนข้างสูง ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงท้ายสัปดาห์สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคท่ามกลางความคาดหวังเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
ในวันศุกร์ที่ 22 พ.ค. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,538.67 จุด เพิ่มขึ้น 1.36% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 56,293.35 ล้านบาท ลดลง 14.08% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 0.54% มาปิดที่ระดับ 211.93 จุด
สำหรับสัปดาห์ (25-29 พ.ค. 2569) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,510 และ 1,480 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,545 และ 1,555 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขส่งออกเดือนเม.ย. ของไทย สถานการณ์ในตะวันออกกลางและทิศทางเงินทุนต่างชาติ
ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ดัชนีราคา PCE/Core PCE และยอดขายบ้านใหม่เดือนเม.ย. ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/2569 รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ กำไรบริษัทภาคอุตสาหกรรมเดือนเม.ย. ของจีน และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนเม.ย. ของญี่ปุ่น...
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ :
https://www.prachachat.net/finance/news-2011751
รพ.เอกชน Q1/2569 เผชิญมรสุม ฉุดรายได้-กำไรลด ชี้ครึ่งปีหลังส่งสัญญาณดี
KEY POINTS
ผลประกอบการโรงพยาบาลเอกชนส่วนใหญ่ในไตรมาส 1/2569 ชะลอตัว โดยรายได้และกำไรปรับตัวลดลง
ปัจจัยลบหลักมาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบผู้ป่วยต่างชาติ และภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้ป่วยชาวไทยชะลอการรักษาที่ไม่เร่งด่วน
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยต่างชาติจากตะวันออกกลางและกลุ่มประเทศ CLMV ยังคงเติบโต และคาดว่าผลการดำเนินงานโดยรวมจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันกำลังซื้อทั่วโลก ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น พฤติกรรมผู้ป่วยที่ชะลอการรักษาไม่เร่งด่วน และผลกระทบจากการเดินทางของผู้ป่วยต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ตลาด Medical Hub ของไทยยังมีแรงหนุนสำคัญจากกลุ่มผู้ป่วยตะวันออกกลางและ CLMV ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง
พิษสงครามฉุด BDMS กำไรร่วง
ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 บริษัท
กรุงเทพดุสิตเวชการจำกัด (มหาชน) หรือ BDMS และบริษัทย่อย มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 28,554 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 โดยเป็นผลมาจากรายได้จากผู้ป่วยชาวไทยที่ทรงตัว และรายได้จากผู้ป่วยชาวต่างชาติเติบโต 1%
หากไม่รวมผลกระทบรายได้ผู้ป่วยชาวกัมพูชาและชาวตะวันออกกลางที่ลดลงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค รายได้ค่ารักษาพยาบาลรวมจะเติบโตประมาณ 3% และรายได้ผู้ป่วยต่างชาติจะเติบโตประมาณ 10% จากไตรมาส 1/2568 มีกำไรสุทธิ 4,058 ล้านบาท ลดลง 7% จากไตรมาส 1/2568
BH ตลาดต่างชาติยังแกร่ง
สำหรับบริษัท
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH ในไตรมาส 1/2569 มีรายได้รวม 6,254 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% กําไรสุทธิ 1,790 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% มาจากรายได้กลุ่มผู้ป่วยต่างชาติที่เพิ่มขึ้น 4.2% ซึ่งสามารถชดเชยการลดลงของรายได้จากผู้ป่วยชาวไทยที่ลดลง 3.6% การเพิ่มขึ้นของรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติเป็นผลจากการเติบโตของผู้ป่วยจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง (+21.3%), เมียนมา (+15.1%) และบังกลาเทศ (+25.0%) ในไตรมาส 1/2569 สัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยชาวไทยอยู่ที่ 34.3% ขณะที่รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติอยู่ที่ 65.7%
BCH เดินหน้าขยายสาขาเพิ่ม
ภาพรวมผลการดำเนินงานของบริษัท
บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH ในไตรมาสที่ 1/2569 บริษัทและโรงพยาบาลในเครือมีรายได้รวมจำนวน 2,928.8 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน(ไตรมาส 1/2568 มีรายได้รวม 2,929.27 ล้านบาท) กำไรสุทธิ 267.6 ล้านบาท ลดลง 16.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สาเหตุที่รายได้รวมใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เกิดจากผลกระทบการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา การปรับปรุงพื้นที่ให้บริการบางส่วนของโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ แม่สาย รวมทั้งได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ความผันผวนของต้นทุนด้านพลังงาน รวมถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้หลายประเทศมีการปิดน่านฟ้าในขณะเดียวกัน บริษัทก็พร้อมปรับกลยุทธ์การดำเนินงานและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
PR9 ทุบสถิติรายได้นิวไฮ โตสวนกระแส
สำหรับโรงพยาบาลพระรามเก้า หรือ PR9 ในไตรมาส 1/2569 มีรายได้รวม 1,302.4 ล้านบาท เติบโต 4.1% นับเป็นรายได้ไตรมาสแรกที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท โดยรายได้จากกิจการโรงพยาบาลอยู่ที่ 1,283.8 ล้านบาท เติบโต 3.6% โดยกลุ่มผู้ป่วยใน (IPD) เติบโต 4.7%ขณะที่ผู้ป่วยต่างชาติยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ เติบโต 9.5% คิดเป็นสัดส่วน 26% ของรายได้กิจการโรงพยาบาล มีแรงหนุนของผู้ป่วยกลุ่มตะวันออกกลางและ CLMV โดยเฉพาะเมียนมา และมีกำไรสุทธิ 184.5 ล้านบาท
THG แนวโน้มครึ่งปีหลังโต
ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 บริษัท
ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG มีรายได้รวม 2,153.1 ล้านบาท ลดลง 3.5% ปัจจัยหลักมาจากรายได้ของกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาลที่ลดลง 1.4% ซึ่งเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ภายนอก ทั้งประเด็นข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา และความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ารับบริการในโรงพยาบาลธนบุรีบำรุงเมืองลดลง
อย่างไรก็ดีในปีนี้ อุตสาหกรรมโรงพยาบาลเอกชนยังต้องเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อผู้รับบริการและต้นทุนการดำเนินงานของธุรกิจ ซึ่งคาดว่าในไตรมาส 2 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากการควบคุมต้นทุนและการบริหารประสิทธิภาพการดำเนินงาน รวมไปถึงการเข้าสู่ฤดูฝน การเปิดภาคเรียนส่งผลให้ความต้องการใช้บริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้น รวมทั้งบริษัทยังมีการทำการตลาดเชิงรุกสำหรับโรคที่มีความซับซ้อนในพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้เชื่อว่ารายได้และจำนวนผู้รับบริการจะเติบโตเพิ่มขึ้นด้วย
เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด จับตา 3 ปัจจัยสำคัญ-ตัวเลขส่งออกเม.ย. และ ร.พ.เอกชน Q1/2569 เผชิญมรสุม
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่า เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด ตลาดรอติดตามดีลข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน โดยเงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 2 สัปดาห์ที่ 32.78 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงต้นสัปดาห์ สอดคล้องกับการอ่อนค่าของสกุลเงินเอเชียและการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก เนื่องจากตลาดกลับมารอติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอีกครั้ง ขณะที่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/2569 ของไทยที่ออกมาดีกว่าที่คาด ยังไม่มีผลมากนักต่อการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยน
นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังได้รับอานิสงส์ในระหว่างสัปดาห์จากการปรับสูงขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ท่ามกลางการประเมินโอกาสความเป็นไปได้ที่เฟดจะกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดความเสี่ยงเงินเฟ้อจากผลกระทบของการเคลื่อนไหวในกรอบสูงของราคาน้ำมันในตลาดโลก
อย่างไรก็ดี เงินบาทลดช่วงอ่อนค่าและฟื้นตัวกลับมาในระหว่างสัปดาห์ได้เป็นระยะตามจังหวะการย่อตัวของราคาน้ำมัน รับความหวังต่อดีลการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า การเจรจากับอิหร่านกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย ขณะที่ ทางการอิหร่านระบุว่า อิหร่านและสหรัฐฯ มีการหารือกันอย่างต่อเนื่อง โดยมีปากีสถานเป็นตัวกลาง
ในวันศุกร์ที่ 22 พ.ค. 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 32.68 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 32.65 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (15 พ.ค.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 18-22 พ.ค. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยที่ 3,038 ล้านบาท แต่มีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทย 2,233 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันธบัตร 3,342 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 1,109 ล้านบาท)
เงินบาท : กรอบสัปดาห์นี้
สำหรับสัปดาห์ระหว่างวันที่ 25-29 พ.ค. 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 32.20-33.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขการส่งออกและดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนเม.ย. ของไทย ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ และความคืบหน้าของดีลสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ยอดขายบ้านใหม่ และดัชนีราคา PCE/Core PCE เดือนเม.ย. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ค. รายงานจีดีพีไตรมาส 1/2569 (Prelim) รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
ส่วนความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบแคบช่วงแรก ก่อนจะขยับขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์
โดยSET Index แกว่งตัวในกรอบแคบช่วงต้นสัปดาห์ โดยแม้จะเผชิญแรงกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน และความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ในขณะเดียวกันก็มีปัจจัยบวกจากรายงานตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/2569 ของไทยที่ออกมาดีกว่าตลาดคาด และหนุนแรงซื้อหุ้นกลุ่มแบงก์และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์ นำโดย แรงซื้อหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากกระแส AI และ Data Center กลุ่มพลังงานจากอานิสงส์ของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวขึ้น รวมถึงกลุ่มไฟแนนซ์หลังผู้ประกอบการรายใหญ่แห่งหนึ่งประกาศจ่ายปันผลในอัตราที่ค่อนข้างสูง ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงท้ายสัปดาห์สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคท่ามกลางความคาดหวังเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
ในวันศุกร์ที่ 22 พ.ค. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,538.67 จุด เพิ่มขึ้น 1.36% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 56,293.35 ล้านบาท ลดลง 14.08% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 0.54% มาปิดที่ระดับ 211.93 จุด
สำหรับสัปดาห์ (25-29 พ.ค. 2569) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,510 และ 1,480 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,545 และ 1,555 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขส่งออกเดือนเม.ย. ของไทย สถานการณ์ในตะวันออกกลางและทิศทางเงินทุนต่างชาติ
ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ดัชนีราคา PCE/Core PCE และยอดขายบ้านใหม่เดือนเม.ย. ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/2569 รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ กำไรบริษัทภาคอุตสาหกรรมเดือนเม.ย. ของจีน และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนเม.ย. ของญี่ปุ่น...
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/finance/news-2011751