มีเสียงบ่นว่า นักท่องเที่ยวมาไทยน้อยลง เพราะค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยวในไทยมีราคาแพง เทียบกับเวียดนามแล้ว ของเขาถูกกว่า ซึ่งปัญหาก็น่าจะเกิดจากบางเรื่อง เช่น ค่าแรงเวียดนามถูกกว่าบ้านเรา หรือว่าเวียดนามมีการโก่งราคาสินค้าน้อยกว่าบ้านเรา
เรื่องค่าแรงถูกกว่า ทำให้ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวถูกกว่า เราเข้าใจได้ เป็นเหตุสุดวิสัย แต่ถ้ามีการโก่งราคาจากพ่อค้าแม่ค้า อันนี่แหละน่าเกลียด เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขอย่างมากและอย่างเร็ว คือของบางอย่างที่ราคาไม่ใช่ถูกๆ แต่ซื้อมาแล้ว ของมีคุณภาพดี เขารู้สึกว่าคุ้มค่าที่จ่ายไป เขาก็ยินดีซื้อ แต่ถ้าเขารู้สึกว่า ตั้งราคาได้สวนทางกับคุณภาพของ แพงเกินจริง ราคาแพงแต่คุณภาพไม่สมราคา ต่อไปเขาก็ไม่ซื้ออีก ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าในไทยหลายคนคิดแต่จะกอบโกยเพราะคิดว่าฝรั่งรวย แต่หารู้ไม่ว่า เขาจะไม่มาอีก เพราะทุกธุรกิจย่อมมีคู่แข่ง เรายังต้องแข่งกับชาติอื่น
คนทั่วไปมักคิดว่า นักท่องเที่ยวย่อมมีกำลังซื้อ ตั้งราคาของขายให้แก่นักท่องเที่ยวแบบแพงเกินจริงก็ไม่เป็นไร เขารวย ยังไงเขาก็มีกำลังจ่าย
แต่ลืมคิดถึงความเป็นจริง จะคนรวย หรือคนจน ส่วนมากก็ชอบของราคาถูก ไม่ชอบของราคาแพง หรือถ้ามีบางคนที่ชอบของราคาแพง ก็ต้องเป็นของแพงแบบมีคุณภาพ รู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป ถ้าซื้อแพง แต่คุณภาพไม่ดี ก็ไม่อยากซื้ออีก
คงมีของหลายอย่างในไทยที่นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้สึกว่า การขายแพงเกินจริง ซื้อมาแพง แต่คุณภาพสินค้าต่ำกว่าราคาที่จ่ายไป
ข้อมูล การโก่งราคานักท่องเที่ยว ไทย vs เวียดนาม
เมื่อเปรียบเทียบในช่วงปี 2025-2026 เวียดนามมักถูกมองว่ามีการโก่งราคาหรือความไม่สมเหตุสมผลของราคาต่อนักท่องเที่ยวต่ำกว่าไทย โดยเวียดนามมีข้อได้เปรียบด้านราคาที่พักและค่าครองชีพที่ถูกกว่า 20-30% และมีแนวโน้มการเติบโตของนักท่องเที่ยวสูงกว่า ในขณะที่ไทยกำลังเผชิญกระแสวิจารณ์เรื่องราคาห้องพักและความคุ้มค่า
คิดถึงการเที่ยวญี่ปุ่น ราคาที่ต้องจ่ายไปกับการท่องเที่ยวญี่ปุ่นนั้นแพงกว่าไทย ซึ่งการที่อะไรๆแพงกว่า ก็น่าจะทำให้คนไปท่องเที่ยวประเทศนั้นน้อยกว่า ประเทศที่ค่ามีใช้จ่ายแพงเสียเปรียบกว่าประเทศที่มีค่าใช้จ่ายถูก แต่กลายเป็นว่านักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมักไปเที่ยวญี่ปุ่นมากกว่าไทย
ข้อมูลค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยว ไทย vs ญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นมีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวสูงกว่าไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าอาหาร ทริปญี่ปุ่น 4-5 วันในปี 2569 มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 25,000–55,000 บาท/คน ขณะที่ไทยเป็นทางเลือกที่ประหยัดและคุ้มค่ากว่ามากสำหรับนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่
ข้อมูลแนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยว ไทย vs ญี่ปุ่น
ในช่วงปี 2568-2569 ประเทศญี่ปุ่นมีแนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมสูงกว่าประเทศไทย โดยข้อมูลช่วงต้นปี 2569 ญี่ปุ่นมีนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 3.6 ล้านคนต่อเดือน ในขณะที่ไทยเน้นทำยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติหลัก 10 ล้านคนต่อ 5 เดือน อย่างไรก็ตาม "กรุงเทพฯ" ยังคงติดอันดับเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในโลก
ปีที่แล้ว ถ้านับเฉพาะเมือง กรุงเทพคว้าแชมป์เมืองที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุด อันดับประเทศแห่งการท่องเที่ยว ไทยก็ยังเหนือกว่าเวียดนาม 1 อันดับ แต่เวียดนามก็ไล่จี้เรามาเรื่อย และเรายังตามญี่ปุ่น ทั้งที่การเที่ยวญี่ปุ่นมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า จุดอ่อนของเราคือการค้าขายทึ่ไม่ซื่อสัตย์ ไม่เป็นธรรม ถ้าแก้ปัญหาตรงนี้ได้ การท่องเที่ยวก็น่าดีขึ้นอีกเยอะ แต่ถ้าไม่ปรับปรุง เวียดนามจะตีตื้นเรามาเรื่อยๆ ระยะยาวเขาอาจแซงเราได้
จากข้อมูล ประเทศที่ซื่อสัตย์ มีการโก่งราคาน้อย
ประเทศที่มีปัญหาการโก่งราคานักท่องเที่ยวน้อยที่สุดมักเป็นประเทศที่มีระเบียบวินัยสูงและมาตรฐานการบริการที่ชัดเจน เช่น ญี่ปุ่น และ สวิตเซอร์แลนด์ ที่ขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพและความคุ้มค่า รวมถึง ฮ่องกง ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัยและมาตรฐานราคาที่เท่าเทียมกัน
ประเทศยอดนิยมที่โก่งราคาน้อยที่สุด:
• ญี่ปุ่น (Japan): มีชื่อเสียงด้านความซื่อสัตย์ การโก่งราคาน้อยมาก สินค้าและบริการคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป ไม่ว่าจะร้านอาหารหรือที่พัก
• สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland): แม้ค่าครองชีพสูง แต่ราคาสินค้าส่วนใหญ่ตรงตามคุณภาพ (Value for Money) และการตั้งราคาที่ชัดเจน
• ฮ่องกง (Hong Kong): เป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีความทุจริตต่อนักท่องเที่ยวน้อยที่สุดและปลอดภัยสูง
ไทยก็น่าปรับปรุงให้อันดับเหล่านี้สูงขึ้น นักท่องเที่ยวจะได้มาบ้านเรามากขึ้น
ข้อมูลที่มารายได้หลักของไทย พึ่งพาท่องเที่ยวเยอะ
เศรษฐกิจไทยพึ่งพารายได้หลักจาก ภาคบริการ (โดยเฉพาะการท่องเที่ยว) และ การส่งออกสินค้า เป็นสำคัญ โดยมีโครงสร้างรายได้หลักดังนี้:
1.ภาคบริการและท่องเที่ยว (~60% ของ GDP): เป็นรายได้หลักที่สำคัญที่สุด ซึ่งรวมถึงโรงแรม ร้านอาหาร การค้าส่ง/ค้าปลีก และการขนส่ง ซึ่งได้รับอานิสงส์มากจากการท่องเที่ยวการส่งออกสินค้า
2.(~70-75% ของ GDP): ไทยพึ่งพาการส่งออกสินค้า เช่น รถยนต์และชิ้นส่วน, อิเล็กทรอนิกส์, ผลิตภัณฑ์ยาง, ปิโตรเคมี, และผลผลิตทางการเกษตรภาคอุตสาหกรรม
3.(~30% ของ GDP): ฐานผลิตสำคัญ เช่น ปิโตรเคมีในเขตมาบตาพุด และการผลิตยานยนต์ภาคเกษตรกรรม
4.(~10% ของ GDP): พืชผลหลักได้แก่ ข้าว, ยางพารา, และมันสำปะหลัง
บ้านเรานี่ ถ้ารายได้ท่องเที่ยวตก ก็ทำให้รายได้มวลรวมของประเทศตกเยอะ ยังดีที่ภาคการส่งออกทำได้ดีขึ้น ซึ่งก็น่าจะทำให้ดีขึ้นทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยว ไม่ใช่ให้การท่องเที่ยวตก ถ้าต้องตก ก็ขอให้ตกเพียงเล็กน้อย และต้องมาหาสาเหตุว่าตกเพราะอะไร แก้ไขยังไง อย่างไหนแก้ไขได้ ก็แก้ไขไป
ทำไมคนจึงคิดกันว่า นักท่องเที่ยวมีแต่คนรวย ตั้งราคาของขายแพงๆ เขาก็มีกำลังซื้อ ซึ่งจะทำให้คนเที่ยวไทยน้อยลง
เรื่องค่าแรงถูกกว่า ทำให้ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวถูกกว่า เราเข้าใจได้ เป็นเหตุสุดวิสัย แต่ถ้ามีการโก่งราคาจากพ่อค้าแม่ค้า อันนี่แหละน่าเกลียด เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขอย่างมากและอย่างเร็ว คือของบางอย่างที่ราคาไม่ใช่ถูกๆ แต่ซื้อมาแล้ว ของมีคุณภาพดี เขารู้สึกว่าคุ้มค่าที่จ่ายไป เขาก็ยินดีซื้อ แต่ถ้าเขารู้สึกว่า ตั้งราคาได้สวนทางกับคุณภาพของ แพงเกินจริง ราคาแพงแต่คุณภาพไม่สมราคา ต่อไปเขาก็ไม่ซื้ออีก ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าในไทยหลายคนคิดแต่จะกอบโกยเพราะคิดว่าฝรั่งรวย แต่หารู้ไม่ว่า เขาจะไม่มาอีก เพราะทุกธุรกิจย่อมมีคู่แข่ง เรายังต้องแข่งกับชาติอื่น
คนทั่วไปมักคิดว่า นักท่องเที่ยวย่อมมีกำลังซื้อ ตั้งราคาของขายให้แก่นักท่องเที่ยวแบบแพงเกินจริงก็ไม่เป็นไร เขารวย ยังไงเขาก็มีกำลังจ่าย
แต่ลืมคิดถึงความเป็นจริง จะคนรวย หรือคนจน ส่วนมากก็ชอบของราคาถูก ไม่ชอบของราคาแพง หรือถ้ามีบางคนที่ชอบของราคาแพง ก็ต้องเป็นของแพงแบบมีคุณภาพ รู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป ถ้าซื้อแพง แต่คุณภาพไม่ดี ก็ไม่อยากซื้ออีก
คงมีของหลายอย่างในไทยที่นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้สึกว่า การขายแพงเกินจริง ซื้อมาแพง แต่คุณภาพสินค้าต่ำกว่าราคาที่จ่ายไป
ข้อมูล การโก่งราคานักท่องเที่ยว ไทย vs เวียดนาม
เมื่อเปรียบเทียบในช่วงปี 2025-2026 เวียดนามมักถูกมองว่ามีการโก่งราคาหรือความไม่สมเหตุสมผลของราคาต่อนักท่องเที่ยวต่ำกว่าไทย โดยเวียดนามมีข้อได้เปรียบด้านราคาที่พักและค่าครองชีพที่ถูกกว่า 20-30% และมีแนวโน้มการเติบโตของนักท่องเที่ยวสูงกว่า ในขณะที่ไทยกำลังเผชิญกระแสวิจารณ์เรื่องราคาห้องพักและความคุ้มค่า
คิดถึงการเที่ยวญี่ปุ่น ราคาที่ต้องจ่ายไปกับการท่องเที่ยวญี่ปุ่นนั้นแพงกว่าไทย ซึ่งการที่อะไรๆแพงกว่า ก็น่าจะทำให้คนไปท่องเที่ยวประเทศนั้นน้อยกว่า ประเทศที่ค่ามีใช้จ่ายแพงเสียเปรียบกว่าประเทศที่มีค่าใช้จ่ายถูก แต่กลายเป็นว่านักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมักไปเที่ยวญี่ปุ่นมากกว่าไทย
ข้อมูลค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยว ไทย vs ญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นมีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวสูงกว่าไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าอาหาร ทริปญี่ปุ่น 4-5 วันในปี 2569 มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 25,000–55,000 บาท/คน ขณะที่ไทยเป็นทางเลือกที่ประหยัดและคุ้มค่ากว่ามากสำหรับนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่
ข้อมูลแนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยว ไทย vs ญี่ปุ่น
ในช่วงปี 2568-2569 ประเทศญี่ปุ่นมีแนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมสูงกว่าประเทศไทย โดยข้อมูลช่วงต้นปี 2569 ญี่ปุ่นมีนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 3.6 ล้านคนต่อเดือน ในขณะที่ไทยเน้นทำยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติหลัก 10 ล้านคนต่อ 5 เดือน อย่างไรก็ตาม "กรุงเทพฯ" ยังคงติดอันดับเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในโลก
ปีที่แล้ว ถ้านับเฉพาะเมือง กรุงเทพคว้าแชมป์เมืองที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุด อันดับประเทศแห่งการท่องเที่ยว ไทยก็ยังเหนือกว่าเวียดนาม 1 อันดับ แต่เวียดนามก็ไล่จี้เรามาเรื่อย และเรายังตามญี่ปุ่น ทั้งที่การเที่ยวญี่ปุ่นมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า จุดอ่อนของเราคือการค้าขายทึ่ไม่ซื่อสัตย์ ไม่เป็นธรรม ถ้าแก้ปัญหาตรงนี้ได้ การท่องเที่ยวก็น่าดีขึ้นอีกเยอะ แต่ถ้าไม่ปรับปรุง เวียดนามจะตีตื้นเรามาเรื่อยๆ ระยะยาวเขาอาจแซงเราได้
จากข้อมูล ประเทศที่ซื่อสัตย์ มีการโก่งราคาน้อย
ประเทศที่มีปัญหาการโก่งราคานักท่องเที่ยวน้อยที่สุดมักเป็นประเทศที่มีระเบียบวินัยสูงและมาตรฐานการบริการที่ชัดเจน เช่น ญี่ปุ่น และ สวิตเซอร์แลนด์ ที่ขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพและความคุ้มค่า รวมถึง ฮ่องกง ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัยและมาตรฐานราคาที่เท่าเทียมกัน
ประเทศยอดนิยมที่โก่งราคาน้อยที่สุด:
• ญี่ปุ่น (Japan): มีชื่อเสียงด้านความซื่อสัตย์ การโก่งราคาน้อยมาก สินค้าและบริการคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป ไม่ว่าจะร้านอาหารหรือที่พัก
• สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland): แม้ค่าครองชีพสูง แต่ราคาสินค้าส่วนใหญ่ตรงตามคุณภาพ (Value for Money) และการตั้งราคาที่ชัดเจน
• ฮ่องกง (Hong Kong): เป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีความทุจริตต่อนักท่องเที่ยวน้อยที่สุดและปลอดภัยสูง
ไทยก็น่าปรับปรุงให้อันดับเหล่านี้สูงขึ้น นักท่องเที่ยวจะได้มาบ้านเรามากขึ้น
ข้อมูลที่มารายได้หลักของไทย พึ่งพาท่องเที่ยวเยอะ
เศรษฐกิจไทยพึ่งพารายได้หลักจาก ภาคบริการ (โดยเฉพาะการท่องเที่ยว) และ การส่งออกสินค้า เป็นสำคัญ โดยมีโครงสร้างรายได้หลักดังนี้:
1.ภาคบริการและท่องเที่ยว (~60% ของ GDP): เป็นรายได้หลักที่สำคัญที่สุด ซึ่งรวมถึงโรงแรม ร้านอาหาร การค้าส่ง/ค้าปลีก และการขนส่ง ซึ่งได้รับอานิสงส์มากจากการท่องเที่ยวการส่งออกสินค้า
2.(~70-75% ของ GDP): ไทยพึ่งพาการส่งออกสินค้า เช่น รถยนต์และชิ้นส่วน, อิเล็กทรอนิกส์, ผลิตภัณฑ์ยาง, ปิโตรเคมี, และผลผลิตทางการเกษตรภาคอุตสาหกรรม
3.(~30% ของ GDP): ฐานผลิตสำคัญ เช่น ปิโตรเคมีในเขตมาบตาพุด และการผลิตยานยนต์ภาคเกษตรกรรม
4.(~10% ของ GDP): พืชผลหลักได้แก่ ข้าว, ยางพารา, และมันสำปะหลัง
บ้านเรานี่ ถ้ารายได้ท่องเที่ยวตก ก็ทำให้รายได้มวลรวมของประเทศตกเยอะ ยังดีที่ภาคการส่งออกทำได้ดีขึ้น ซึ่งก็น่าจะทำให้ดีขึ้นทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยว ไม่ใช่ให้การท่องเที่ยวตก ถ้าต้องตก ก็ขอให้ตกเพียงเล็กน้อย และต้องมาหาสาเหตุว่าตกเพราะอะไร แก้ไขยังไง อย่างไหนแก้ไขได้ ก็แก้ไขไป