กับดักตั้งราคา ขายดีแต่ขาดทุน ขายเยอะเท่าไหร่ กำไรหายหมด! [ThaiFranchise Today]

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ


สูตรและการคำนวที่น่าสนใจ ยกตัวอย่าง ธุรกิจร้านกาแฟ มาเป็นต้นแบบในการอธิบาย

**การใช้ตัวเลขโดยเฉลี่ยที่ยกตัวอย่างมาประกอบ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น โดยต้นทุนที่แท้จริงนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมของแต่ละธุรกิจเป็นสำคัญ **

👉 1.ต้นทุนร้านกาแฟ
ก่อนตั้งราคา ต้องรู้ต้นทุนทั้งหมดของร้าน ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่

1.ต้นทุนคงที่ (Fixed Costs) ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นไม่ว่าร้านจะขายได้หรือไม่ เช่น ค่าเช่าที่ ค่าพนักงาน ค่าผ่อนเครื่องชงกาแฟ ฯลฯ ยกตัวอย่างเช่น
  - ค่าเช่า: 20,000 บาท/เดือน
  - ค่าพนักงาน (2 คน คนละ 15,000 บาท) จึงเป็น 30,000 บาท/เดือน
  - ค่าเครื่องชงกาแฟ (ผ่อน): 5,000 บาท/เดือน
  - ค่าน้ำ/ไฟ/อินเทอร์เน็ต: 5,000 บาท/เดือน
  รวมต้นทุนคงที่: 60,000 บาท/เดือน

2 ต้นทุนผันแปร (Variable Costs) ค่าใช้จ่ายที่ขึ้นอยู่กับปริมาณการขาย เช่น เมล็ดกาแฟ นม น้ำตาล แก้วกระดาษ ฯลฯ ตัวอย่าง (ต่อแก้ว)
- เมล็ดกาแฟ (10 กรัม): 5 บาท
- นม: 5 บาท
- แก้ว/ฝา/หลอด: 3 บาท
- น้ำตาล/ไซรัป: 2 บาท
- รวมต้นทุนผันแปรต่อแก้ว: 15 บาท
  
👉2.คำนวณจุดคุ้มทุน (Break-Even Point) คือ จำนวนแก้วที่ต้องขายเพื่อให้รายได้ครอบคลุมต้นทุนทั้งหมด

โดยใช้สูตร: จำนวนแก้วที่ต้องขาย = ต้นทุนคงที่ ÷ (ราคาขายต่อแก้ว - ต้นทุนผันแปรต่อแก้ว)

สมมติตั้งราคาขายกาแฟแก้วละ 50 บาท:
- ราคาขายต่อแก้ว = 50 บาท
- ต้นทุนผันแปรต่อแก้ว = 15 บาท
- กำไรต่อแก้ว = 50 - 15 = 35 บาท
- ต้นทุนคงที่ = 60,000 บาท
- จำนวนแก้วที่ต้องขาย = 60,000 ÷ 35 = 1,714.29 แก้ว/เดือน
- หรือประมาณ 57 แก้ว/วัน (สมมติร้านเปิด 30 วัน/เดือน)
.
.
ที่มา: ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่