งานวิจัยล่าสุดของ KResearch ชี้ว่า ความเสียหายจาก PM2.5 ที่สามารถประเมินได้จากการท่องเที่ยวและค่าใช้จ่ายในการป้องกันตัวของประชาชน มีมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านบาทในช่วงปี 2557-2561
สิ่งที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนคือ ปัญหานี้ไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราวอีกต่อไป แต่กลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของประเทศ
ตัวอย่างเช่น หากระดับ PM2.5 เพิ่มขึ้นเพียง 5% นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเชียงใหม่และกรุงเทพฯ มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลต่อรายได้ของธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยตรง
แต่ประเด็นที่ลึกกว่านั้นคือ ผู้ที่สร้างมลพิษไม่ได้เป็นผู้รับภาระต้นทุนทั้งหมด ขณะที่ผู้ได้รับผลกระทบ เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว ภาคบริการ ประชาชน และระบบสาธารณสุข กลับต้องเป็นผู้แบกรับต้นทุนแทน
⚠️KResearch อธิบายว่าปัญหายืดเยื้อจาก "3 Disconnects"
1️⃣Pricing Disconnect ผู้เผาไม่ได้จ่ายต้นทุนความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ทำให้การเผายังคงเป็นทางเลือกที่ถูกที่สุด
2️⃣Capacity Disconnect เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากไม่มีเงินทุนหรือเครื่องจักรเพียงพอที่จะเปลี่ยนไปใช้วิธีที่สะอาดกว่า
3️⃣Allocation Disconnect งบประมาณส่วนใหญ่ยังถูกจัดสรรแบบรวมศูนย์ และยังเน้นแก้ปัญหาการเผาในภาคเกษตร ทั้งที่ปัจจุบันไฟป่ากลายเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญมากขึ้น
💡ในมุมมองการลงทุน ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือการประเมินผลกระทบต่อกำไรและความเสี่ยงของธุรกิจ
• กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรมในภาคเหนืออาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากฤดูกาลฝุ่น
• กลุ่มประกันและโรงพยาบาลอาจเผชิญต้นทุนด้านสุขภาพที่สูงขึ้น
• ภาคการเงินอาจต้องนำความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมเข้าสู่การประเมินคุณภาพสินทรัพย์และเครดิตมากขึ้น
• ธุรกิจที่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับของห่วงโซ่อุปทาน (Traceability) อาจได้เปรียบในอนาคต
📌ผมมองว่าประเด็น PM2.5 ธุรกิจและการลงทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะส่วนตัวก่อนโควิด 2-3 ปีหน้าหนาวต้องไปเที่ยวเหนือ แต่หลังโควิดไม่ได้ขึ้นเหนืออีกเลย ส่วนโรงพยาบาลยังไม่เคยเข้าเพราะฝุ่น แต่หน้ากากอนามัยเป็นของที่ต้องซื้อทุกปี
💬 มีใครเคยหมดอารมณ์เที่ยวเพราะฝุ่นเหมือนผมบ้าง? และเพื่อนๆ คิดว่าหุ้นกลุ่มไหนหรือตัวไหนน่าจะได้รับผมกระทบเยอะที่สุด?
อ่านงานวิจัยเต็มได้ที่
หมอกควันซ้ำซาก ความสูญเสียซ้ำรอย: พลิกปัญหา PM2.5 ของไทยในมุมมองใหม่
PM2.5 ไม่ใช่แค่ปัญหาสุขภาพ แต่เป็น "ต้นทุนทางเศรษฐกิจ"
สิ่งที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนคือ ปัญหานี้ไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราวอีกต่อไป แต่กลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของประเทศ
ตัวอย่างเช่น หากระดับ PM2.5 เพิ่มขึ้นเพียง 5% นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเชียงใหม่และกรุงเทพฯ มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลต่อรายได้ของธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยตรง
แต่ประเด็นที่ลึกกว่านั้นคือ ผู้ที่สร้างมลพิษไม่ได้เป็นผู้รับภาระต้นทุนทั้งหมด ขณะที่ผู้ได้รับผลกระทบ เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว ภาคบริการ ประชาชน และระบบสาธารณสุข กลับต้องเป็นผู้แบกรับต้นทุนแทน
⚠️KResearch อธิบายว่าปัญหายืดเยื้อจาก "3 Disconnects"
1️⃣Pricing Disconnect ผู้เผาไม่ได้จ่ายต้นทุนความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ทำให้การเผายังคงเป็นทางเลือกที่ถูกที่สุด
2️⃣Capacity Disconnect เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากไม่มีเงินทุนหรือเครื่องจักรเพียงพอที่จะเปลี่ยนไปใช้วิธีที่สะอาดกว่า
3️⃣Allocation Disconnect งบประมาณส่วนใหญ่ยังถูกจัดสรรแบบรวมศูนย์ และยังเน้นแก้ปัญหาการเผาในภาคเกษตร ทั้งที่ปัจจุบันไฟป่ากลายเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญมากขึ้น
💡ในมุมมองการลงทุน ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือการประเมินผลกระทบต่อกำไรและความเสี่ยงของธุรกิจ
• กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรมในภาคเหนืออาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากฤดูกาลฝุ่น
• กลุ่มประกันและโรงพยาบาลอาจเผชิญต้นทุนด้านสุขภาพที่สูงขึ้น
• ภาคการเงินอาจต้องนำความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมเข้าสู่การประเมินคุณภาพสินทรัพย์และเครดิตมากขึ้น
• ธุรกิจที่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับของห่วงโซ่อุปทาน (Traceability) อาจได้เปรียบในอนาคต
📌ผมมองว่าประเด็น PM2.5 ธุรกิจและการลงทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะส่วนตัวก่อนโควิด 2-3 ปีหน้าหนาวต้องไปเที่ยวเหนือ แต่หลังโควิดไม่ได้ขึ้นเหนืออีกเลย ส่วนโรงพยาบาลยังไม่เคยเข้าเพราะฝุ่น แต่หน้ากากอนามัยเป็นของที่ต้องซื้อทุกปี
💬 มีใครเคยหมดอารมณ์เที่ยวเพราะฝุ่นเหมือนผมบ้าง? และเพื่อนๆ คิดว่าหุ้นกลุ่มไหนหรือตัวไหนน่าจะได้รับผมกระทบเยอะที่สุด?
อ่านงานวิจัยเต็มได้ที่ หมอกควันซ้ำซาก ความสูญเสียซ้ำรอย: พลิกปัญหา PM2.5 ของไทยในมุมมองใหม่