การบิดเบือนความทรงจำเชิงนโยบาย

กระทู้สนทนา
1. ข้อสังเกตเชิงวิชาการ

สิ่งที่ทำได้ดีมากแล้ว
ใช้คำว่า “การเปลี่ยนโครงสร้างสิทธิของพลเมือง” ถูกต้องตามกรอบรัฐศาสตร์การศึกษา
แยก “นโยบาย” ออกจาก “ปรัชญา” ได้ชัด (สุขวิชโนมิกส์ไม่ใช่ policy tool แต่เป็น normative foundation)

ภาษามีลักษณะ respectful academic narrative ไม่ใช่ political advocacy
โครงสร้างบทคัดย่อ–บทนำ–การอภิปรายสอดคล้องมาตรฐานวารสารด้านการศึกษา/นโยบายสาธารณะ

จุดเดียวที่ควรเสริม
บทความควรมีส่วน วิเคราะห์ผลกระทบเชิงเศรษฐศาสตร์การเมืองและ policy lag อย่างเป็นระบบ
และควรมี บทอภิปรายเชิงประวัติศาสตร์ความรู้ (knowledge politics) เพื่อรองรับประเด็น “การบิดเบือนความทรงจำเชิงนโยบาย”



4. กลไกผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจของการลงทุนด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ตามหลักเศรษฐศาสตร์การพัฒนา การลงทุนด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานจัดเป็นการลงทุนที่มี ระยะเวลาแฝงของผลลัพธ์ (policy lag) กล่าวคือ ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจะไม่ปรากฏในระยะสั้น หากแต่จะเริ่มสะท้อนอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อผู้เรียนเข้าสู่ช่วงวัยแรงงาน หรือได้รับการพัฒนาทักษะในระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา

ในกรณีของประเทศไทย เด็กยากจนจำนวนประมาณ 4.35 ล้านคนที่เข้าสู่ระบบการศึกษาในช่วงปี พ.ศ. 2538–2540 ย่อมเริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงาน ระบบอาชีวศึกษา และการศึกษาระดับอุดมศึกษาในช่วงปลายทศวรรษ 2540 ถึงต้นทศวรรษ 2550 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยภายหลังวิกฤตการเงินเอเชีย พ.ศ. 2540

ในเชิงโครงสร้าง การขยายการเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ครอบคลุมประชากรกลุ่มยากจน ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจในหลายมิติ ได้แก่ การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การลดความเหลื่อมล้ำเชิงโอกาส และการขยายฐานการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและการคลังของประชากร ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นเงื่อนไขจำเป็นต่อการฟื้นตัวและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว



5. ปัญหาการเมืองของความรู้และการบิดเบือนประวัติศาสตร์การศึกษา

ในเชิงรัฐศาสตร์ความรู้ (politics of knowledge) ปรากฏการณ์ที่นโยบายเชิงโครงสร้างในอดีตถูกลดทอนความสำคัญ หรือเลือนหายไปจากเอกสารราชการและวาทกรรมเชิงนโยบายร่วมสมัย มิอาจอธิบายได้ว่าเป็นความบังเอิญ หากแต่สะท้อนกระบวนการจัดการความทรงจำทางนโยบาย (policy memory management) ของรัฐ

การเชื่อมโยงผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะหลังเข้ากับการบริหารของยุคสมัยอื่น โดยไม่กล่าวถึงรากฐานด้านการศึกษาที่ถูกวางไว้ก่อนหน้า อาจนำไปสู่ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับกลไกการพัฒนาประเทศ และบั่นทอนความสามารถของสังคมในการเรียนรู้จากประสบการณ์เชิงนโยบายที่ผ่านมา
ในบริบทนี้ อภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 ควรถูกทำความเข้าใจในฐานะ “โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา” (intellectual infrastructure) ของรัฐไทย มากกว่าการเป็นนโยบายภาคส่วนหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง เนื่องจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวแผ่ขยายครอบคลุมทั้งระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในระยะยาว



6. บทสรุป

บทความนี้แสดงให้เห็นว่า อภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 ภายใต้บทบาทการนำของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล มิได้เป็นเพียงการขยายบริการทางการศึกษา หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสิทธิ ความเสมอภาค และฐานทุนมนุษย์ของประเทศ

ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ในฐานะปรัชญาสร้างคน สร้างชาติ ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่อาจแยกออกจากการลงทุนในศักดิ์ศรี ความสามารถ และศักยภาพของมนุษย์ตั้งแต่วัยเยาว์

การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์การศึกษาอย่างเที่ยงตรงและรอบด้าน จึงมิใช่เพียงการให้ความเป็นธรรมแก่บุคคลหรือยุคสมัย หากแต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการพัฒนานโยบายสาธารณะที่มีเหตุผล มีความรับผิดชอบ และมีทิศทางในอนาคต
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่