== Nuremberg (2025) พิพากษา..คดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สะท้านโลก.. ==



ปี 1945 ภายหลังจากที่สงครามนาซีสิ้นสุด ฝ่ายสัมพันธมิตรเข้าควบคุมสถานการณ์ได้เบ็ดเสร็จ..
การจับกุมนายพลระดับสูงของพรรคนาซีเริ่มต้นขึ้น ซึ่งนั่นรวมไปถึงผู้นำสูงสุดลำดับ 2 ของอาณาจักรไรซ์อย่าง แฮร์มัน เกอริง



เรื่องราวหลังจากนี้คือการพิจารณาคดีโดยฝ่ายสัมพันธมิตร ต่อเหล่าผู้นำของนาซีเยอรมนีที่แพ้สงคราม
เนื่องจากสมคบคิดและก่อการรุกรานประเทศต่างๆ ทั่วยุโรป รวมถึงก่ออาชญากรรมต่อประชาชนของประเทศเหล่านั้น
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองจนทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 27 ล้านคน
โดยใช้เนือร์นแบร์ค ถือเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นจุดกำเนิดของพรรคนาซีเป็นสถานที่ตัดสินความ



เนือร์นแบร์ค (เยอรมัน: Nürnberg) หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า นูเร็มเบิร์ก (อังกฤษ: Nuremberg)
เป็นภาพยนตร์ดราม่าอิงประวัติศาสตร์สัญชาติอเมริกัน ที่เขียนบท ร่วมผลิต และกำกับโดย James Vanderbilt (จาก Scream)
อ้างอิงเหตุการณ์จากหนังสือ The Nazi and the Psychiatrist ปี 2013 โดย Jack El-Hai



เรื่องราวเหตุการณ์การพิจารณาคดีที่ยิ่งใหญ่และโหดร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของโลกใบนี้
เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรเตรียมเอาผิดกับนายทหารระดับสูงของพรรคนาซี
ซึ่งมันไม่ง่ายแค่การจับตัวคนร้ายมาและประกาศว่าเขามีความผิด มันมีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนมากกว่านั้น
ทางสหรัฐฯเลยขอให้ Douglas Kelley (Rami Malek) จิตแพทย์ของกองทัพ
มาช่วยติดตามสืบสวนบุคลิกภาพของบรรดาจำเลยทั้งหมด โดยเฉพาะ Hermann Göring (Russell Crowe)



ป๋ารัสเซล โครว์ ที่ช่วงหลังรับงานแบบรัวๆ จะหนังฟอร์มไหนไม่หวั่น
กลับมาลุ้นรางวัลอีกครั้งกับเรื่องนี้ในบทของ แฮร์มัน เกอริง อดีตผู้นำอันดับ 2 ของนาซี
ที่แม้จะน้ำหนักตัวดูมากในหลายเรื่องที่ผ่านมา แต่ไม่มีปัญหาอะไรเลยกับบทนี้ ซึ่งป๋ายังดูดีอยู่มากจริงๆ
สีหน้า แววตา แค่รอยยิ้มนิ่งๆ ก็ทำเอาเสียวสันหลังวาบ คิดว่าไอ้หมอนี่มันคิดอะไรอยู่ในหัวซึ่งเราไม่มีทางเดาออก



เซียนขนาดนี้เลยต้องมีนักจิตวิทยาเข้ามาช่วย เรมี่ มาลิก ในบท ดักลาส เคลลี่
จิตแพทย์กองทัพจึงต้องทำงานอย่างหนักในการเรียนรู้สภาพจิตใจของจำเลยก่อนที่จะมีการพิจารณาคดี
ด้วยความเชื่อในรูปแบบของอาชญาวิทยา (Criminology) ที่ว่าทุกการกระทำของอาชญากรย่อมต้องมีเหตุผลและที่มาที่ไป
อะไรเป็นต้นเหตุของการลงมือนั้น ทั้งจากปัจจัยชีวภาพ จิตใจ และสังคม รวมถึงรูปแบบการกระทำผิด
.. แต่เคลลี่กำลังลำบากใจเพราะใครบางคนต้องการให้เขาทำบางอย่างที่มากกว่านั้น...



เมื่อเราคุยกับใครสักคน การพูดคุยในเชิงลึก การเปิดใจต่างๆ ยิ่งเราเข้าถึงใจอีกฝ่ายมากเท่าใด
มันจะมีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นมา ยิ่งกับเกอริง ชายผู้มีวาทศิลป์ในการสื่อสาร มีเสน่ห์ในการจูงใจขั้นสูง
ถึงแม้ว่านักจิตวิทยาอย่างเคลลี่จะผ่านประสบการณ์ด้านนี้มามากมายก็ตาม
ทว่าเมื่อเขามีโอกาสได้สนทนากับชายผู้นี้มากขึ้นเท่าไร  ความสับสนในใจก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน (มีหนังหลายเรื่องที่มีการนำเสนอแนวนี้)



หนังแม้ว่าจะยาวถึง 2 ชั่วโมงกับอีก 28 นาที ดูเหมือนจะนาน แต่ไม่ได้ทำให้คนดูรู้สึกเบื่อหน่ายแต่อย่างใด
มิหนำซ้ำยังลุ้นตามได้ตลอด โดยไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ในช่วงนั้นแบบละเอียดก็เข้าใจเรื่องราวได้ไม่ยาก
คือผมเชื่อว่าส่วนมากน่าจะรู้กันมาพอสมควรแล้วล่ะ แต่ประวัติของแต่ละคนที่เป็นจำเลยนี่ไม่จำเป็นต้องรู้ก่อนก็ดีนะครับ
เพราะมันจะมีผลต่อการรู้เรื่องราวในช่วงท้ายที่เป็นจุดพีคของหนัง



มีหลายประโยคสนทนาของหนังที่ผมชอบ และดูแล้วมันสะท้อนถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายสับสนของโลกปัจจุบันนี้
ชนิดที่เรียกได้ว่าคล้ายคลึงกันจนน่ากลัว.. ชาติที่ยิ่งใหญ่เข้ารุกรานชาติเล็กกว่าโดยอาศัยข้ออ้างที่ไร้สาระ
ต้องการแผ่ขยายอำนาจของตนโดยไม่สนใจกฎบัตรของประชาคมโลกแต่อย่างใด
เอาตัวเองไว้ก่อน ทำเพื่อตนเองแต่เพียงฝ่ายเดียว คุ้นๆมั้ยครับ



หากทุกอย่างเป็นแบบนั้น ชาติไหนอยากทำอะไรใครก็ทำเลย ไม่ต้องสนใจกฎระเบียบใดๆทั้งสิ้น
โลกเราจะวุ่นวายสับสนอลหม่านขนาดไหน เหมือนอย่างที่นาซีเคยทำกับชาวยิว
อ้างความชอบธรรมเฉพาะฝ่ายตนเข้ากดขี่ อ้างว่าตัวเองเสียผลประโยชน์เลยเข้าไปจัดการผู้อื่น
บุกรุกบ้านของใครต่อใครโดยไม่สนใจเสียงทัดทานของใครก็ตาม เพราะคิดอย่างเดียวว่าตัวเองมีอำนาจ และอำนาจคือความถูกต้อง



หากใครก็ตามที่ทำแบบนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับทรราช กล่าวหาผู้อื่นได้แต่ใครห้ามว่าร้ายตน
เคลลี่ไว้ในหนังหลังพูดคุยกับเกอริงว่า อดีตนายพลนาซีผู้นี้มีนิสัยหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder)
ซึ่งมันน่ากลัวมากนะครับหากว่าเอาคนแบบนี้มาเป็นผู้นำ เพราะคนแบบนี้จะไม่สนใจเหตุผลใดๆเลย
มุ่งทำทุกอย่างเพียงเพื่อส่งเสริมตัวเองให้ยิ่งใหญ่เท่านั้น..
ไม่คิดเลยว่าผ่านมา 80 กว่าปี จะมีคนแบบนี้ขึ้นมามีอำนาจคิดจะยกตนเองให้เหนือโลกอีกครั้ง..
และในครั้งนี้คงไม่มีศาลหรือองค์กรใดที่จะหยุดเขาได้อีกแล้ว...

เพราะหนังมันฝังใจ

=== ทิ้งท้ายครับ หนังที่ดีสำหรับตัวเรา แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้ดีและไม่ได้ถูกใจสำหรับใคร
ซึ่งอยู่ที่ความชอบของแต่ละบุคคล ภาพยนตร์ก็เหมือนอาหารล่ะครับ อยู่ที่เราเลือกที่จะอยากชิมรสชาติแบบไหนเท่านั้นเอง ===
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่