🥊♦️~มาลาริน~ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง'สุเทพ' หมิ่นนปช.พวกเผาบ้านเผาเมือง มีสื่อมวลชนแพร่หลายไปทั่วโลก



ยืนยกฟ้อง'สุเทพ' หมิ่นนปช.พวกเผาบ้านเผาเมือง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้อง "สุเทพ เทือกสุบรรณ" หมิ่นแกนนำ นปช. พวกเผาบ้านเผาเมือง ...

อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/crime/629601



สำหรับคดีนี้อัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2558 จากกรณีที่นายสุเทพให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนวันที่ 22 พ.ค. 2554 ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เขตหลักสี่ กทม.ในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2554 พาดพิง เหวง โตจิราการ, จตุพร พรหมพันธุ์ และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกพรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช.ทำนองว่า เป็นผู้ก่อการร้ายเผาบ้านเผาเมือง ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่งผลให้ทั้งสามเเละพรรคเพื่อไทยได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ซึ่งนายสุเทพ จำเลยให้การปฏิเสธและคดีนี้ศาลอนุญาตให้พิจารณาคดีลับหลังได้ ขณะที่วันนี้ นายสุเทพ จำเลยสีหน้ายิ้มแย้ม เดินทางมาศาลพร้อมทนายความและบุคคลใกล้ชิดจำนวนหนึ่ง
       
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้วเห็นว่า การที่ สุเทพ จำเลย ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนระบุว่าผู้เสียหายทั้งสามมีส่วนร่วมในการเผาบ้านเผาเมืองนั้น ก็ปรากฏว่าขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และได้รับข้อมูลจากรายงานการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า ในช่วงเหตุการณ์ชุมนุมของ นปช.ในปี 2553 มีการเผาห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์และศาลากลางจังหวัด 3 แห่ง ซึ่งการกระทำนั้นเป็นขบวนการที่มีทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และแกนนำ นปช.อยู่เบื้องหลัง กระทั่ง ศอฉ.ได้สั่งให้ยุติการชุมนุม เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 และวันเดียวกันแกนนำ นปช.ก็ได้เข้ามอบตัว ดังนั้นจึงมีเหตุให้จำเลยเชื่อโดยสุจริตใจ ไม่มีเหตุว่าเป็นการกล่าวเท็จ และต่อมายังปรากฏว่าดีเอสไอได้สรุปสำนวนส่งอัยการยื่นฟ้องแกนนำ นปช.ในคดีก่อการร้ายต่อศาล ซึ่งขณะนั้นผู้เสียหายใช้เอกสิทธิ์ ส.ส. ขอเลื่อนคดี ดังนั้นสิ่งที่จำเลยกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่และเป็นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงตามกรอบกฎหมาย ไม่ได้เป็นการสร้างข้อเท็จจริงขึ้นมาเอง

ส่วนที่จำเลยกล่าวว่า นปช.เกี่ยวพันกับพรรคเพื่อไทยนั้น พบว่านอกจากผู้เสียหายเป็นแกนนำ นปช. แล้ว ยังเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และพรรคเพื่อไทยได้ส่งผู้เสียหายทั้งสามรายลงสมัครเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดย จตุพรอยู่ลำดับที่ 8  ณัฐวุฒิลำดับที่ 9 และ เหวง ลำดับที่ 19 ซึ่งถือเป็นรายชื่อในลำดับต้นๆ  แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญ และผู้เสียหายทั้งสามรายยังได้รับเลือกตั้งให้เป็น ส.ส. การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ
       
ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นความเท็จ เป็นการตอบคำถามโดยอาศัยข้อเท็จจริงตามที่ได้ความมา และเป็นการรายงานสถานการณ์ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบในฐานะที่จำเลยเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง จึงไม่เป็นความผิดตามคำฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

https://prachatai.com/journal/2017/03/70782



ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ว่าจำเลยทำให้ผู้เสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียงด้วยข้อความอันเป็นเท็จ โดยผู้เสียหายทั้งหมดเป็นพยานเบิกความทำนองว่า การให้สัมภาษณ์ดังกล่าวไม่ใช่การแสดงความคิดเห็น เป็นการยืนยันข้อเท็จจริง ทำให้คะแนนนิยมพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นคู่แข่งกับพรรคเพื่อไทยเพิ่มขึ้น ส่วนการกล่าวหาว่าเผาเมืองนั้น ผู้เสียหายไม่ได้ถูกดำเนินคดีฐานวางเพลิง แต่โดนข้อหาก่อการร้าย ขณะที่จำเลยต่อสู้ยืนยันข้อมูลที่ให้สัมภาษณ์ทำนองว่า ได้ศึกษาความเป็นมาของ นปช. และอดีตนายกฯ ที่มีการสั่งสมาชิกพรรคไปจัดตั้งมวลชน ซึ่งได้รับการสนับสนุนการเงินจากอดีตนายกฯ ชี้ชัดว่าผู้เสียหายเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นขบวนการ แบ่งหน้าที่กันทำ มีการก่อการร้าย ทำร้ายทหารและประชาชน ภายหลังแกนนำยุติการชุมนุมมีการเผาสถานที่ต่างๆ อัยการจึงมีคำสั่งฟ้องข้อหาก่อการร้าย

     เมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานประกอบคำเบิกความ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการให้สัมภาษณ์ของจำเลยในฐานะรองนายกฯ, เลขาธิการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับรู้จากการปฏิบัติหน้าที่ ประกอบกับข้อเท็จจริงที่อัยการยื่นฟ้องผู้เสียหายกับพวกเป็นผู้ต้องหาในข้อหาก่อการร้าย มีการปราศรัยของผู้เสียหายให้ไปรวมกันที่ศาลากลาง, เผาไปเลยพี่น้อง และที่นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำ นปช. ปราศรัยระบุว่าพกขวดแก้วคนละใบมาเติมน้ำมันเอาข้างหน้า กทม.เป็นทะเลเพลิงอย่างแน่นอน ประกอบคำเบิกความของพนักงานสอบสวนดีเอสไอว่าแกนนำ นปช. เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ระดมมวลชนเข้ามาเป็นขบวนการ ซึ่งได้สอบสวนเสร็จสิ้นและสั่งฟ้อง ข้อเท็จจริงที่จำเลยให้สัมภาษณ์จึงเป็นไปตามที่รับรู้รับทราบ มีสื่อมวลชนแพร่หลายไปทั่วโลก พยานหลักฐานจำเลยมีน้ำหนักมั่นคง จำเลยแสดงความคิดเห็นทางการเมืองโดยสุจริต ไม่มีการเสริมแต่ง ไม่ถือว่าเป็นการหมิ่นประมาทผู้เสียหายด้วยความเท็จและจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ตนเอง, พรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่เลือกผู้เสียหาย จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

http://www.thaipost.net/main/detail/4026


ข่าวเก่านำมาให้อ่านค่ะ  คดียังไม่สิ้นสุด....🥊🥊🥊🥊🥊🥊🥊

หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เสพข่าวนะคะ...😊😊😊😊😊😊😊😊

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่