ThaiBMA เผยยอดออกหุ้นกู้ปี 2568 แตะ 8.78 แสนล้านบาท ลดลงเล็กน้อยแค่กว่า 3% แม้ครึ่งปีแรกจะหดตัวแรงถึง 19% เหตุครึ่งปีหลังธุรกิจเร่งระดมทุนรับดอกเบี้ยขาลง กลุ่มพลังงานยังออกสูงสุด คาดแนวโน้มปี 2569 ไม่ลดลง ฟาก “ฟินโนมีนา” แนะนักลงทุนหลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาว มองดอกเบี้ยโลกเข้าสู่วัฏจักรขาลง แต่เส้นอัตราผลตอบแทนมีแนวโน้มชัน
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า มูลค่าการออกหุ้นกู้ปี 2568 สะสมอยู่ที่ประมาณ 8.78 แสนล้านบาท ลดลงราว 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (ณ 23 ธ.ค. 68) โดยรวมถือว่าไม่ได้ลดลงมาก เนื่องจากในปี 2568 มีการออกหุ้นกู้จำนวนมากในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในเดือน ส.ค. และ ต.ค. ซึ่งมีมูลค่าการออกสูงถึงเดือนละประมาณ 1.3 แสนล้านบาท
“ครึ่งปีแรกยอดการออกหุ้นกู้ลดลงประมาณ 19% แต่ในช่วงครึ่งปีหลังมีการเร่งออกหุ้นกู้ ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปีแม้ข้อมูลจะมีถึงเพียงวันที่ 23 ธ.ค. แต่ยอดรวมปรับลดลงเพียงประมาณ 3% เท่านั้น”
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการออกหุ้นกู้สูงสุดในปีที่ผ่านมา ยังมีโครงสร้างใกล้เคียงกับปี 2567 โดยกลุ่มพลังงาน (Energy) เป็นกลุ่มที่มีมูลค่าการออกหุ้นกู้มากที่สุด อยู่ที่ประมาณ 1.7 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการออกโดยบริษัทขนาดใหญ่ เช่น บมจ.ปตท. (PTT), บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF), บมจ.บ้านปู (BANPU) เป็นต้น ตามมาด้วยกลุ่มไฟแนนซ์ มูลค่าประมาณ 1.3 แสนล้านบาท และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (Property) ประมาณ 1.23 แสนล้านบาท
สำหรับแนวโน้มการออกหุ้นกู้ในปี 2569 นางสาวอริยากล่าวว่าน่าจะยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2568 ไม่น่าจะลดลง โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 มีการใช้ประโยชน์จากภาวะดอกเบี้ยขาลง ด้วยการล็อกต้นทุนทางการเงินผ่านการออกหุ้นกู้แทนการกู้ยืมจากธนาคาร ซึ่งช่วยให้ได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลง
โดยแนวโน้มปีนี้มีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ จากทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หลังจากในปี 2568 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยรวม 4 ครั้ง คิดเป็น 1% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั้งระยะสั้นและระยะยาวปรับลดลง สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง
สำหรับสถานการณ์การผิดนัดและเลื่อนชำระหนี้หุ้นกู้ ยังคงพบผู้ผิดนัดรายเดิมที่เคยมีปัญหา และยังมีกรณีเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระ (Default) มีมูลค่าประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท ขณะที่หุ้นกู้ขอเลื่อนชำระ (Delay) มีมูลค่าสูงกว่า อยู่ที่ราว 40,000-50,000 ล้านบาท ส่วนกรณี บมจ. เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป (JKN) ถือเป็นการ Default แล้ว
“จำนวนผู้ออกหุ้นกู้ที่ผิดนัดในภาพรวมไม่ได้ลดลงจากปีก่อน และยังใกล้เคียงกับระดับเดิม โดยหุ้นกู้ที่ผิดนัดส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก และกรณีที่มีเป็นขนาดใหญ่ อย่างเช่น JKN มูลค่าประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท”
นางสาวอริยากล่าวถึงความคืบหน้าการยกระดับตลาดตราสารหนี้ว่า เป็นการดำเนินงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยมุ่งยกระดับกลไกคุ้มครองผู้ลงทุน ทั้งการกำหนดมาตรฐานการทำงานของผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อเพิ่มบทบาทในการดูแลผลประโยชน์ของนักลงทุน
ขณะเดียวกัน ThaiBMA ยังได้จัดทำแนวทาง High Bond Covenant เพื่อยกระดับเงื่อนไขข้อกำหนดของหุ้นกู้ดอกเบี้ยสูง (High Yield Bond) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 6-7% ของตลาด แม้ในแง่มูลค่าจะไม่สูง แต่ในแง่จำนวนบริษัทถือว่ามีสัดส่วนพอสมควร และเมื่อเกิดปัญหาขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดโดยรวม
“มาตรการหลักที่นำมาใช้มี 2 ประเด็น ได้แก่ การจำกัดการก่อหนี้ และการจำกัดการจ่ายเงินที่ไม่เหมาะสม เพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินตัว และป้องกันการถ่ายโอนทรัพย์สินออกจากบริษัทในลักษณะที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นกู้ เช่น การนำเงินไปลงทุนที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือการจ่ายปันผลทั้งที่ใกล้ครบกำหนดชำระหุ้นกู้ ส่งผลให้บริษัทไม่มีเงินเพียงพอในการชำระหนี้”
สำหรับมาตรการใหม่ในปี 2569 นางสาวอริยากล่าวว่า ขอให้ติดตามการแถลงอย่างเป็นทางการจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยปีที่ผ่านมาได้ดำเนินมาตรการเกี่ยวกับตลาดหุ้นไปแล้ว คาดว่าปี 2569 จะเป็นช่วงของการผลักดันมาตรการในตลาดตราสารหนี้มากขึ้น
นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ที่ปรึกษาและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มการลงทุนในตราสารหนี้ในปี 2569 คาดว่าธนาคารกลางของประเทศหลักทั่วโลก ยกเว้นญี่ปุ่นจะเข้าสู่วงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อย่างไรก็ดี จะเห็นปรากฏการณ์เส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) มีความชันเพิ่มขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นจะปรับลดลงตามดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวอาจไม่ลดลง และมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น จากความกังวลต่อระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น หลังหลายประเทศใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งนักลงทุนจะเรียกร้องผลตอบแทนระยะยาวที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง
“ส่งผลให้ในปี 2569 การลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว (Long Duration Bond) ในประเทศแกนหลักอาจไม่สร้างกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนควรปรับลดระยะเวลาถือครองตราสารหนี้ลงมาอยู่ในระดับกลางราว 3-5 ปี”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ :
https://www.prachachat.net/finance/news-1946279
ธุรกิจแห่ออกหุ้นกู้ล็อกดอกเบี้ย ThaiBMA คาดปี’69 ยอดระดมทุนไม่ตก
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า มูลค่าการออกหุ้นกู้ปี 2568 สะสมอยู่ที่ประมาณ 8.78 แสนล้านบาท ลดลงราว 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (ณ 23 ธ.ค. 68) โดยรวมถือว่าไม่ได้ลดลงมาก เนื่องจากในปี 2568 มีการออกหุ้นกู้จำนวนมากในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในเดือน ส.ค. และ ต.ค. ซึ่งมีมูลค่าการออกสูงถึงเดือนละประมาณ 1.3 แสนล้านบาท
“ครึ่งปีแรกยอดการออกหุ้นกู้ลดลงประมาณ 19% แต่ในช่วงครึ่งปีหลังมีการเร่งออกหุ้นกู้ ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปีแม้ข้อมูลจะมีถึงเพียงวันที่ 23 ธ.ค. แต่ยอดรวมปรับลดลงเพียงประมาณ 3% เท่านั้น”
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการออกหุ้นกู้สูงสุดในปีที่ผ่านมา ยังมีโครงสร้างใกล้เคียงกับปี 2567 โดยกลุ่มพลังงาน (Energy) เป็นกลุ่มที่มีมูลค่าการออกหุ้นกู้มากที่สุด อยู่ที่ประมาณ 1.7 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการออกโดยบริษัทขนาดใหญ่ เช่น บมจ.ปตท. (PTT), บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF), บมจ.บ้านปู (BANPU) เป็นต้น ตามมาด้วยกลุ่มไฟแนนซ์ มูลค่าประมาณ 1.3 แสนล้านบาท และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (Property) ประมาณ 1.23 แสนล้านบาท
สำหรับแนวโน้มการออกหุ้นกู้ในปี 2569 นางสาวอริยากล่าวว่าน่าจะยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2568 ไม่น่าจะลดลง โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 มีการใช้ประโยชน์จากภาวะดอกเบี้ยขาลง ด้วยการล็อกต้นทุนทางการเงินผ่านการออกหุ้นกู้แทนการกู้ยืมจากธนาคาร ซึ่งช่วยให้ได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลง
โดยแนวโน้มปีนี้มีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ จากทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หลังจากในปี 2568 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยรวม 4 ครั้ง คิดเป็น 1% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั้งระยะสั้นและระยะยาวปรับลดลง สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง
สำหรับสถานการณ์การผิดนัดและเลื่อนชำระหนี้หุ้นกู้ ยังคงพบผู้ผิดนัดรายเดิมที่เคยมีปัญหา และยังมีกรณีเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระ (Default) มีมูลค่าประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท ขณะที่หุ้นกู้ขอเลื่อนชำระ (Delay) มีมูลค่าสูงกว่า อยู่ที่ราว 40,000-50,000 ล้านบาท ส่วนกรณี บมจ. เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป (JKN) ถือเป็นการ Default แล้ว
“จำนวนผู้ออกหุ้นกู้ที่ผิดนัดในภาพรวมไม่ได้ลดลงจากปีก่อน และยังใกล้เคียงกับระดับเดิม โดยหุ้นกู้ที่ผิดนัดส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก และกรณีที่มีเป็นขนาดใหญ่ อย่างเช่น JKN มูลค่าประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท”
นางสาวอริยากล่าวถึงความคืบหน้าการยกระดับตลาดตราสารหนี้ว่า เป็นการดำเนินงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยมุ่งยกระดับกลไกคุ้มครองผู้ลงทุน ทั้งการกำหนดมาตรฐานการทำงานของผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อเพิ่มบทบาทในการดูแลผลประโยชน์ของนักลงทุน
ขณะเดียวกัน ThaiBMA ยังได้จัดทำแนวทาง High Bond Covenant เพื่อยกระดับเงื่อนไขข้อกำหนดของหุ้นกู้ดอกเบี้ยสูง (High Yield Bond) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 6-7% ของตลาด แม้ในแง่มูลค่าจะไม่สูง แต่ในแง่จำนวนบริษัทถือว่ามีสัดส่วนพอสมควร และเมื่อเกิดปัญหาขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดโดยรวม
“มาตรการหลักที่นำมาใช้มี 2 ประเด็น ได้แก่ การจำกัดการก่อหนี้ และการจำกัดการจ่ายเงินที่ไม่เหมาะสม เพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินตัว และป้องกันการถ่ายโอนทรัพย์สินออกจากบริษัทในลักษณะที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นกู้ เช่น การนำเงินไปลงทุนที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือการจ่ายปันผลทั้งที่ใกล้ครบกำหนดชำระหุ้นกู้ ส่งผลให้บริษัทไม่มีเงินเพียงพอในการชำระหนี้”
สำหรับมาตรการใหม่ในปี 2569 นางสาวอริยากล่าวว่า ขอให้ติดตามการแถลงอย่างเป็นทางการจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยปีที่ผ่านมาได้ดำเนินมาตรการเกี่ยวกับตลาดหุ้นไปแล้ว คาดว่าปี 2569 จะเป็นช่วงของการผลักดันมาตรการในตลาดตราสารหนี้มากขึ้น
นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ที่ปรึกษาและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มการลงทุนในตราสารหนี้ในปี 2569 คาดว่าธนาคารกลางของประเทศหลักทั่วโลก ยกเว้นญี่ปุ่นจะเข้าสู่วงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อย่างไรก็ดี จะเห็นปรากฏการณ์เส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) มีความชันเพิ่มขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นจะปรับลดลงตามดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวอาจไม่ลดลง และมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น จากความกังวลต่อระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น หลังหลายประเทศใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งนักลงทุนจะเรียกร้องผลตอบแทนระยะยาวที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง
“ส่งผลให้ในปี 2569 การลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว (Long Duration Bond) ในประเทศแกนหลักอาจไม่สร้างกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนควรปรับลดระยะเวลาถือครองตราสารหนี้ลงมาอยู่ในระดับกลางราว 3-5 ปี”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/finance/news-1946279