ผู้ค้าทองเผยหารือ ธปท. ใกล้ได้ข้อสรุป ระบุเป็นการเน้นรายงานธุรกรรมถี่ขึ้น ขณะที่ 7 ราย จาก 14 ราย ยังไม่ได้รายงานก็ต้องรายงาน ชี้แนวโน้มเทรดทองออนไลน์ จะโฟกัส “Gold Spot” ซื้อขายเป็นดอลลาร์เป็นหลัก ส่วนเทรดเงินบาทต้องส่งมอบทองคำกันทันที เชื่อไม่มีการเก็บภาษีหากทำแล้วผลกระทบค่าเงินบาทลดลง พร้อมประเมินปีนี้ทองมีโอกาสแตะ 70,000 บาท จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า การหารือระหว่างผู้ค้าทอง โดยเฉพาะ 14 บริษัท ที่ต้องทำรายงานธุรกรรมซื้อขายออนไลน์กับทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ผ่านมา มีการตกลงกันได้ด้วยดี ซึ่งจากจำนวน 14 รายที่ ธปท. เชิญหารือ มี 7 รายที่มีการทำรายงานอยู่แล้ว ส่วนอีก 7 ราย ยังไม่ได้รายงาน ก็ต้องดำเนินการ รวมถึงรายที่รายงานอยู่แล้ว อาจจะต้องรายงานเพิ่มเติม หรือถี่ขึ้น อย่างไรก็ดี ก็มีการต่อรอง เรื่องระยะเวลา และจะมีการคุยกันอีกครั้ง
“มีเอกสารที่เพิ่มมาจากที่เรารายงาน เป็นรายเดือน ก็มีเพิ่มเติม เราก็เจรจาว่า ถ้า ธปท.เร่ง สมมุติวันนี้เสร็จ พรุ่งนี้ต้องส่ง แต่ด้วยกระบวนการทำ มันไม่ได้เสร็จง่าย ๆ เราก็ขอจาก 2 วัน เป็น 3 วัน หรือจาก 3 วัน เป็น 5 วัน เป็นการเจรจาเรื่องการส่งเอกสาร ซึ่งที่คุยกันล่าสุด ก็ถือว่าเป็นทิศทางที่ดี”
ทั้งนี้ สิ่งที่คุยกันยังไม่จบ
ยังต้องคุยข้อสรุปกันอีกที ก็คือ การเทรดทองออนไลน์จะเน้นซื้อขายด้วยสกุลเงินดอลลาร์ หรือเทรด Gold Spot เป็นหลัก ส่วนการซื้อขายที่เป็นเงินบาท จะต้องมีการส่งมอบทองคำกันเลย อย่างไรก็ดี กลไกดังกล่าวยังไม่ได้เกิดขึ้นทันที เพราะทุกคนต้องใช้ระยะเวลาในการปรับปรุงระบบ ซึ่งรวมถึงธนาคารด้วย
“เราบอกแบงก์ชาติว่า เพื่อไม่ให้กระทบกับแบงก์ชาติ อะไรที่เป็น Physical อย่างลูกค้าซื้อทองแล้วหิ้วทองกลับบ้าน เราจะขายเป็นเงินบาท แต่ลูกค้าที่ซื้อ เทรดออนไลน์ วันนี้ซื้อ พรุ่งนี้ขาย พวกเราจะไปทำระบบเป็น US Dollar ถ้านึกไม่ออก ให้นึกถึงแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง ที่เทรดทองเป็น US Dollar แต่กลไกธนาคารแต่ละที่อาจจะต้องมีการปรับ ซึ่งเป็นกระบวนการทำงานในอนาคต ยังไม่ได้ข้อสรุป”
นางพวรรณ์กล่าวอีกว่า สำหรับแนวคิดเรื่องการเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะธุรกรรมเทรดทองคำนั้น หากสุดท้ายแล้ว เมื่อดำเนินการตามข้อเสนอของผู้ค้าทองแล้ว ไม่กระทบกับค่าเงินบาทอีก เชื่อว่าการเก็บภาษีก็น่าจะไม่เกิดขึ้น
“ภาษีไม่น่ามี เพราะเราก็พูดกับแบงก์ชาติว่า ปัจจุบันธุรกิจทองคำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แข็งแกร่งที่สุด คือประเทศไทย เราเป็นไข่แดงที่ทุกคนมอนิเตอร์เลย ใคร ๆ ก็อยากเอาโมเดลไทยมาใช้ เพราะฉะนั้น หากจะมีมาตรการของภาครัฐ เราอยากได้มาตรการส่งเสริมมากกว่า ตอนนี้ ศูนย์กลางของทอง มันเปลี่ยนมาอยู่เอเชียและตะวันออกกลาง ฉะนั้นเรากำลังจะเป็นเซ็นเตอร์ของไข่แดง ไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยเป็นเซ็นเตอร์เลย ถ้าเราไม่อยากได้ มันก็จะไปที่อื่น”
สำหรับแนวโน้มราคาทองคำ นางพวรรณ์กล่าวว่า มีโอกาสที่จะเห็นราคาทองคำขึ้นไป บาทละ 70,000 บาท เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีอยู่ ยังไม่จบ
จิตติ ตั้งสิทธิภักดี
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำกล่าวว่า การหารือระหว่างผู้ค้าทองที่เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์กับ ธปท.ขณะนี้ เท่าที่ทราบยังไม่ได้คำตอบชัดเจน โดยมีแนวโน้มว่าน่าจะไม่มีการเก็บภาษี แต่จะดำเนินการแบบใดคงต้องรอข้อสรุปอีกที
ส่วนแนวโน้มราคาทองคำปีนี้มีโอกาสเห็นราคาทองคำแท่งแตะ 70,000 บาท ในช่วงหลังไตรมาส 2 ไปแล้ว จากปัจจัยที่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดดอกเบี้ยในช่วงเดือน มี.ค.
“ประชุมเฟดรอบเดือน ม.ค.นี้ คิดว่ายังไม่น่าปรับดอกเบี้ย คงไม่ปรับช่วงนี้ ส่วนใหญ่ตลาดคาดการณ์กันว่าจะไปปรับในเดือน มี.ค. ลดลงอีก 0.25% ซึ่งจะทำให้ราคาทองขึ้นไปอีก ก็มีโอกาสถึง 70,000 บาท หลังไตรมาส 2 ไปแล้ว”...
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ :
https://www.prachachat.net/finance/news-1946674
จ่อเคาะคุมแอปเทรดทอง ซื้อเป็น ‘บาท’ บี้ส่งมอบจริง ลุ้นทองแตะ 70,000 บาท
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า การหารือระหว่างผู้ค้าทอง โดยเฉพาะ 14 บริษัท ที่ต้องทำรายงานธุรกรรมซื้อขายออนไลน์กับทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ผ่านมา มีการตกลงกันได้ด้วยดี ซึ่งจากจำนวน 14 รายที่ ธปท. เชิญหารือ มี 7 รายที่มีการทำรายงานอยู่แล้ว ส่วนอีก 7 ราย ยังไม่ได้รายงาน ก็ต้องดำเนินการ รวมถึงรายที่รายงานอยู่แล้ว อาจจะต้องรายงานเพิ่มเติม หรือถี่ขึ้น อย่างไรก็ดี ก็มีการต่อรอง เรื่องระยะเวลา และจะมีการคุยกันอีกครั้ง
“มีเอกสารที่เพิ่มมาจากที่เรารายงาน เป็นรายเดือน ก็มีเพิ่มเติม เราก็เจรจาว่า ถ้า ธปท.เร่ง สมมุติวันนี้เสร็จ พรุ่งนี้ต้องส่ง แต่ด้วยกระบวนการทำ มันไม่ได้เสร็จง่าย ๆ เราก็ขอจาก 2 วัน เป็น 3 วัน หรือจาก 3 วัน เป็น 5 วัน เป็นการเจรจาเรื่องการส่งเอกสาร ซึ่งที่คุยกันล่าสุด ก็ถือว่าเป็นทิศทางที่ดี”
ทั้งนี้ สิ่งที่คุยกันยังไม่จบ ยังต้องคุยข้อสรุปกันอีกที ก็คือ การเทรดทองออนไลน์จะเน้นซื้อขายด้วยสกุลเงินดอลลาร์ หรือเทรด Gold Spot เป็นหลัก ส่วนการซื้อขายที่เป็นเงินบาท จะต้องมีการส่งมอบทองคำกันเลย อย่างไรก็ดี กลไกดังกล่าวยังไม่ได้เกิดขึ้นทันที เพราะทุกคนต้องใช้ระยะเวลาในการปรับปรุงระบบ ซึ่งรวมถึงธนาคารด้วย
“เราบอกแบงก์ชาติว่า เพื่อไม่ให้กระทบกับแบงก์ชาติ อะไรที่เป็น Physical อย่างลูกค้าซื้อทองแล้วหิ้วทองกลับบ้าน เราจะขายเป็นเงินบาท แต่ลูกค้าที่ซื้อ เทรดออนไลน์ วันนี้ซื้อ พรุ่งนี้ขาย พวกเราจะไปทำระบบเป็น US Dollar ถ้านึกไม่ออก ให้นึกถึงแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง ที่เทรดทองเป็น US Dollar แต่กลไกธนาคารแต่ละที่อาจจะต้องมีการปรับ ซึ่งเป็นกระบวนการทำงานในอนาคต ยังไม่ได้ข้อสรุป”
นางพวรรณ์กล่าวอีกว่า สำหรับแนวคิดเรื่องการเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะธุรกรรมเทรดทองคำนั้น หากสุดท้ายแล้ว เมื่อดำเนินการตามข้อเสนอของผู้ค้าทองแล้ว ไม่กระทบกับค่าเงินบาทอีก เชื่อว่าการเก็บภาษีก็น่าจะไม่เกิดขึ้น
“ภาษีไม่น่ามี เพราะเราก็พูดกับแบงก์ชาติว่า ปัจจุบันธุรกิจทองคำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แข็งแกร่งที่สุด คือประเทศไทย เราเป็นไข่แดงที่ทุกคนมอนิเตอร์เลย ใคร ๆ ก็อยากเอาโมเดลไทยมาใช้ เพราะฉะนั้น หากจะมีมาตรการของภาครัฐ เราอยากได้มาตรการส่งเสริมมากกว่า ตอนนี้ ศูนย์กลางของทอง มันเปลี่ยนมาอยู่เอเชียและตะวันออกกลาง ฉะนั้นเรากำลังจะเป็นเซ็นเตอร์ของไข่แดง ไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยเป็นเซ็นเตอร์เลย ถ้าเราไม่อยากได้ มันก็จะไปที่อื่น”
สำหรับแนวโน้มราคาทองคำ นางพวรรณ์กล่าวว่า มีโอกาสที่จะเห็นราคาทองคำขึ้นไป บาทละ 70,000 บาท เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีอยู่ ยังไม่จบ
จิตติ ตั้งสิทธิภักดี
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำกล่าวว่า การหารือระหว่างผู้ค้าทองที่เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์กับ ธปท.ขณะนี้ เท่าที่ทราบยังไม่ได้คำตอบชัดเจน โดยมีแนวโน้มว่าน่าจะไม่มีการเก็บภาษี แต่จะดำเนินการแบบใดคงต้องรอข้อสรุปอีกที
ส่วนแนวโน้มราคาทองคำปีนี้มีโอกาสเห็นราคาทองคำแท่งแตะ 70,000 บาท ในช่วงหลังไตรมาส 2 ไปแล้ว จากปัจจัยที่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดดอกเบี้ยในช่วงเดือน มี.ค.
“ประชุมเฟดรอบเดือน ม.ค.นี้ คิดว่ายังไม่น่าปรับดอกเบี้ย คงไม่ปรับช่วงนี้ ส่วนใหญ่ตลาดคาดการณ์กันว่าจะไปปรับในเดือน มี.ค. ลดลงอีก 0.25% ซึ่งจะทำให้ราคาทองขึ้นไปอีก ก็มีโอกาสถึง 70,000 บาท หลังไตรมาส 2 ไปแล้ว”...
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/finance/news-1946674