ทบทวนวรรณกรรม (Literature Review)
บททบทวนวรรณกรรมนี้นำเสนอแนวคิด ทฤษฎี และงานศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ การลงทุนด้านการศึกษา, ทุนมนุษย์, และ การเติบโตเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งในระดับสากลและบริบทประเทศไทย พร้อมวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างหลักฐานทางวิชาการร่วมสมัยกับ “ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์” (Sukavichinomics) ที่ถูกออกแบบและพัฒนาโดย ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล (His Excellency Mr. Sukavich Rangsitpol) ในช่วง พ.ศ. 2538–2540
1. ทฤษฎีทุนมนุษย์ (Human Capital Theory)
1.1 ต้นกำเนิดและสาระสำคัญ
ทฤษฎีทุนมนุษย์ของ Becker (1964), Schultz (1971) และภายหลังโดย Psacharopoulos (1994) มองว่าการศึกษาเป็น “การลงทุน” ในประชากร ที่จะเพิ่ม ผลิตภาพแรงงาน (labor productivity) และ รายได้ (earnings) ตลอดช่วงชีวิต ข้อค้นพบหลัก ได้แก่
การศึกษาเพิ่มอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Rate of Return) อย่างมีนัยสำคัญ
ประเทศกำลังพัฒนามีผลตอบแทนต่อการลงทุนทางการศึกษาสูงเป็นพิเศษ
การกระจายโอกาสให้เด็กยากจนให้ผลตอบแทนสูงที่สุดต่อ GDP
แนวคิดนี้สอดคล้องอย่างตรงไปตรงมากับการออกแบบระบบการศึกษาปี 2538–2540 ซึ่งมุ่งเพิ่มผู้เรียนใหม่จากครอบครัวยากจน 4.35 ล้านคน เข้าสู่ระบบในรูปแบบที่เป็น “การลงทุนรัฐแบบมีประสิทธิภาพสูงสุด” (High-return Public Investment)
2. ทฤษฎีการเติบโตภายใน (Endogenous Growth Theory)
2.1 การเติบโตจากความรู้และทักษะ
ภายใต้กรอบของ Romer (1986, 1990) และ Lucas (1988) การเติบโตของชาติถูกกำหนดโดย
การสะสมความรู้ (Knowledge accumulation)
คุณภาพทุนมนุษย์
นวัตกรรม
สถาบันการศึกษาและการเรียนรู้
นัยสำคัญสำหรับประเทศไทยคือ: การลงทุนแบบก้าวกระโดดในปี 2540 ทำให้เกิด “Human Capital Shock” ซึ่งปรากฏผลเชิงเศรษฐกิจ 6–9 ปีถัดมา (ช่วงปี 2546–2555) ตามที่สภาพัฒน์ฯ วิเคราะห์ว่าเป็น ยุคทองของเศรษฐกิจไทย
2.2 โครงสร้างระบบ (System Architecture)
ทฤษฎีระบบ (Systems Theory) ระบุว่า สถาปัตยกรรมระบบ (architecture) มีผลต่อประสิทธิภาพการผลิตผลลัพธ์โลกแห่งจริง แนวคิดที่ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพลนำมาใช้ เช่น
การกระจายอำนาจ
โรงเรียนนิติบุคคล
ระบบข้อมูล
Participatory Planning
ตรงตามข้อเสนอของนักวิชาการเชิงระบบ เช่น Fullan (2001) และ Senge (1990) ที่ระบุว่าการปฏิรูปที่ยั่งยืนต้องเริ่มจาก “โครงสร้างระบบ” ไม่ใช่เพียงงบประมาณ
3. งานศึกษาขององค์กรระหว่างประเทศ (UNESCO, World Bank, ADB, ERIC)
งานวิจัยจากองค์กรสากลมีข้อค้นพบหลักร่วมกันว่า:
3.1 ความเสมอภาค (Equity) สำคัญกว่าระดับรายจ่าย
การลงทุนในเด็กยากจนมีผลต่อ GDP มากที่สุด
ประเทศที่เพิ่มโอกาสการศึกษาอย่างกว้างขวางจะเติบโตเร็วกว่า
การศึกษาครอบคลุมปฐมวัย–มัธยมคือปัจจัยชี้ขาดของประเทศกำลังพัฒนา
3.2 การกระจายอำนาจให้โรงเรียน (School Autonomy)
เพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพของระบบ
ลดต้นทุนคอขวดบริหาร
ทำให้คุณภาพกระจายตัวเร็วขึ้น
งานวิจัยเหล่านี้สอดคล้องกับแนวคิดโรงเรียนนิติบุคคลที่ถูกออกแบบในปี 2538 ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกับประเทศที่ปฏิรูปสำเร็จ เช่น ฟินแลนด์ นิวซีแลนด์ และเกาหลีใต้
3.3 ระบบเรียนฟรีครบวงจร
UNESCO และธนาคารโลกสนับสนุนโมเดลที่นักเรียนได้รับการอุดหนุนทั้ง
ค่าเล่าเรียน
อาหาร
อุปกรณ์
ค่าเดินทาง
โมเดลนี้ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในไทยเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2540 และกลายเป็นต้นแบบรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540
4. วรรณกรรมไทยเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. 2538–2565
งานวิจัยของสภาพัฒน์ฯ มหาวิทยาลัยไทย และนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์–การศึกษา ระบุว่า:
4.1 ช่วง 2538–2540 คือการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ที่สุดหลังปี 2500
ปรับปรุงโรงเรียนกว่า 29,845 แห่ง
ปรับปรุงห้องเรียน 38,112 ห้อง
เด็กยากจน 4.35 ล้านคนเข้าสู่ระบบครั้งแรก
ระบบข้อมูลและการบริหารแบบใหม่ถูกวางรากฐาน
4.2 พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ทำให้โครงสร้างเดิมถูกถอนออก
หลายงานวิจัยระบุว่า
โรงเรียนนิติบุคคลถูกยกเลิก
อำนาจกลับไปรวมศูนย์
การพัฒนาคุณภาพชะลอตัว
ความเหลื่อมล้ำเพิ่ม
4.3 ผลทางเศรษฐกิจ
งานของสภาพัฒน์ฯ พบว่า
ช่วง 2546–2555 เติบโตเฉลี่ย 4.5% สูงที่สุดในรอบกว่า 30 ปี
ช่วง 2556–2565 เติบโตเพียง 1.9%
เชื่อมโยงกับการหมดรอบผลตอบแทนจากกลุ่มเด็กยากจน 4.35 ล้านคนที่เข้าสู่แรงงานช่วงปี 2543–2555
5. วรรณกรรมเชิงเปรียบเทียบระหว่าง “สุขวิชโนมิกส์” และระบบฟินแลนด์
งานวิจัยด้าน Comparative Education ชี้ว่า ระบบฟินแลนด์ที่ประสบผลสำเร็จหลังปี 2000 มีองค์ประกอบหลักดังนี้:
ความเสมอภาค
โรงเรียนมีอิสระสูง
ระบบบริการการศึกษาครบวงจร
เน้นครู–ชุมชน
ความไว้วางใจและข้อมูลระบบ
องค์ประกอบเหล่านี้ปรากฏในแผนปฏิรูปของไทยตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งถูกออกแบบโดย ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ก่อนฟินแลนด์กว่า 5–10 ปี นักวิจัยจำนวนหนึ่งจึงมองว่า หากโครงสร้างดังกล่าวไม่ถูกยกเลิกด้วย พ.ร.บ. 2542 ไทยมีศักยภาพที่จะถึงระดับ Excellent ภายในปี 2550–2551 ตามแผนเดิม
สรุปภาพรวมของวรรณกรรม
ทฤษฎีทุนมนุษย์และการเติบโตภายในสนับสนุนแนวคิดสุขวิชโนมิกส์อย่างมีหลักการ
งานศึกษาสากลยืนยันว่าการลงทุนเพื่อความเสมอภาค ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในประเทศกำลังพัฒนา
นโยบายปี 2538–2540 สอดคล้องกับเกณฑ์สากลทุกประการ (equity, autonomy, participatory, whole-system design)
การรวมศูนย์อำนาจปี 2542 ทำให้ศักยภาพระบบลดลงและทำให้เป้าหมาย Excellent ภายในปี 2550–2551 ไม่สำเร็จ
ผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจในช่วง “ยุคทอง” (2546–2555) สอดคล้องกับกรอบเวลาเชิงทฤษฎีของผลตอบแทนด้านทุนมนุษย์ 6–9 ปีหลังการลงทุน
วรรณกรรมเปรียบเทียบชี้ว่าปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์มีองค์ประกอบล้ำหน้าเทียบเคียงประเทศชั้นน
ยุคทองของเศรษฐกิจไทย ตอนที่ 2
บททบทวนวรรณกรรมนี้นำเสนอแนวคิด ทฤษฎี และงานศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ การลงทุนด้านการศึกษา, ทุนมนุษย์, และ การเติบโตเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งในระดับสากลและบริบทประเทศไทย พร้อมวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างหลักฐานทางวิชาการร่วมสมัยกับ “ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์” (Sukavichinomics) ที่ถูกออกแบบและพัฒนาโดย ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล (His Excellency Mr. Sukavich Rangsitpol) ในช่วง พ.ศ. 2538–2540
1. ทฤษฎีทุนมนุษย์ (Human Capital Theory)
1.1 ต้นกำเนิดและสาระสำคัญ
ทฤษฎีทุนมนุษย์ของ Becker (1964), Schultz (1971) และภายหลังโดย Psacharopoulos (1994) มองว่าการศึกษาเป็น “การลงทุน” ในประชากร ที่จะเพิ่ม ผลิตภาพแรงงาน (labor productivity) และ รายได้ (earnings) ตลอดช่วงชีวิต ข้อค้นพบหลัก ได้แก่
การศึกษาเพิ่มอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Rate of Return) อย่างมีนัยสำคัญ
ประเทศกำลังพัฒนามีผลตอบแทนต่อการลงทุนทางการศึกษาสูงเป็นพิเศษ
การกระจายโอกาสให้เด็กยากจนให้ผลตอบแทนสูงที่สุดต่อ GDP
แนวคิดนี้สอดคล้องอย่างตรงไปตรงมากับการออกแบบระบบการศึกษาปี 2538–2540 ซึ่งมุ่งเพิ่มผู้เรียนใหม่จากครอบครัวยากจน 4.35 ล้านคน เข้าสู่ระบบในรูปแบบที่เป็น “การลงทุนรัฐแบบมีประสิทธิภาพสูงสุด” (High-return Public Investment)
2. ทฤษฎีการเติบโตภายใน (Endogenous Growth Theory)
2.1 การเติบโตจากความรู้และทักษะ
ภายใต้กรอบของ Romer (1986, 1990) และ Lucas (1988) การเติบโตของชาติถูกกำหนดโดย
การสะสมความรู้ (Knowledge accumulation)
คุณภาพทุนมนุษย์
นวัตกรรม
สถาบันการศึกษาและการเรียนรู้
นัยสำคัญสำหรับประเทศไทยคือ: การลงทุนแบบก้าวกระโดดในปี 2540 ทำให้เกิด “Human Capital Shock” ซึ่งปรากฏผลเชิงเศรษฐกิจ 6–9 ปีถัดมา (ช่วงปี 2546–2555) ตามที่สภาพัฒน์ฯ วิเคราะห์ว่าเป็น ยุคทองของเศรษฐกิจไทย
2.2 โครงสร้างระบบ (System Architecture)
ทฤษฎีระบบ (Systems Theory) ระบุว่า สถาปัตยกรรมระบบ (architecture) มีผลต่อประสิทธิภาพการผลิตผลลัพธ์โลกแห่งจริง แนวคิดที่ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพลนำมาใช้ เช่น
การกระจายอำนาจ
โรงเรียนนิติบุคคล
ระบบข้อมูล
Participatory Planning
ตรงตามข้อเสนอของนักวิชาการเชิงระบบ เช่น Fullan (2001) และ Senge (1990) ที่ระบุว่าการปฏิรูปที่ยั่งยืนต้องเริ่มจาก “โครงสร้างระบบ” ไม่ใช่เพียงงบประมาณ
3. งานศึกษาขององค์กรระหว่างประเทศ (UNESCO, World Bank, ADB, ERIC)
งานวิจัยจากองค์กรสากลมีข้อค้นพบหลักร่วมกันว่า:
3.1 ความเสมอภาค (Equity) สำคัญกว่าระดับรายจ่าย
การลงทุนในเด็กยากจนมีผลต่อ GDP มากที่สุด
ประเทศที่เพิ่มโอกาสการศึกษาอย่างกว้างขวางจะเติบโตเร็วกว่า
การศึกษาครอบคลุมปฐมวัย–มัธยมคือปัจจัยชี้ขาดของประเทศกำลังพัฒนา
3.2 การกระจายอำนาจให้โรงเรียน (School Autonomy)
เพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพของระบบ
ลดต้นทุนคอขวดบริหาร
ทำให้คุณภาพกระจายตัวเร็วขึ้น
งานวิจัยเหล่านี้สอดคล้องกับแนวคิดโรงเรียนนิติบุคคลที่ถูกออกแบบในปี 2538 ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกับประเทศที่ปฏิรูปสำเร็จ เช่น ฟินแลนด์ นิวซีแลนด์ และเกาหลีใต้
3.3 ระบบเรียนฟรีครบวงจร
UNESCO และธนาคารโลกสนับสนุนโมเดลที่นักเรียนได้รับการอุดหนุนทั้ง
ค่าเล่าเรียน
อาหาร
อุปกรณ์
ค่าเดินทาง
โมเดลนี้ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในไทยเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2540 และกลายเป็นต้นแบบรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540
4. วรรณกรรมไทยเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. 2538–2565
งานวิจัยของสภาพัฒน์ฯ มหาวิทยาลัยไทย และนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์–การศึกษา ระบุว่า:
4.1 ช่วง 2538–2540 คือการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ที่สุดหลังปี 2500
ปรับปรุงโรงเรียนกว่า 29,845 แห่ง
ปรับปรุงห้องเรียน 38,112 ห้อง
เด็กยากจน 4.35 ล้านคนเข้าสู่ระบบครั้งแรก
ระบบข้อมูลและการบริหารแบบใหม่ถูกวางรากฐาน
4.2 พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ทำให้โครงสร้างเดิมถูกถอนออก
หลายงานวิจัยระบุว่า
โรงเรียนนิติบุคคลถูกยกเลิก
อำนาจกลับไปรวมศูนย์
การพัฒนาคุณภาพชะลอตัว
ความเหลื่อมล้ำเพิ่ม
4.3 ผลทางเศรษฐกิจ
งานของสภาพัฒน์ฯ พบว่า
ช่วง 2546–2555 เติบโตเฉลี่ย 4.5% สูงที่สุดในรอบกว่า 30 ปี
ช่วง 2556–2565 เติบโตเพียง 1.9%
เชื่อมโยงกับการหมดรอบผลตอบแทนจากกลุ่มเด็กยากจน 4.35 ล้านคนที่เข้าสู่แรงงานช่วงปี 2543–2555
5. วรรณกรรมเชิงเปรียบเทียบระหว่าง “สุขวิชโนมิกส์” และระบบฟินแลนด์
งานวิจัยด้าน Comparative Education ชี้ว่า ระบบฟินแลนด์ที่ประสบผลสำเร็จหลังปี 2000 มีองค์ประกอบหลักดังนี้:
ความเสมอภาค
โรงเรียนมีอิสระสูง
ระบบบริการการศึกษาครบวงจร
เน้นครู–ชุมชน
ความไว้วางใจและข้อมูลระบบ
องค์ประกอบเหล่านี้ปรากฏในแผนปฏิรูปของไทยตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งถูกออกแบบโดย ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ก่อนฟินแลนด์กว่า 5–10 ปี นักวิจัยจำนวนหนึ่งจึงมองว่า หากโครงสร้างดังกล่าวไม่ถูกยกเลิกด้วย พ.ร.บ. 2542 ไทยมีศักยภาพที่จะถึงระดับ Excellent ภายในปี 2550–2551 ตามแผนเดิม
สรุปภาพรวมของวรรณกรรม
ทฤษฎีทุนมนุษย์และการเติบโตภายในสนับสนุนแนวคิดสุขวิชโนมิกส์อย่างมีหลักการ
งานศึกษาสากลยืนยันว่าการลงทุนเพื่อความเสมอภาค ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในประเทศกำลังพัฒนา
นโยบายปี 2538–2540 สอดคล้องกับเกณฑ์สากลทุกประการ (equity, autonomy, participatory, whole-system design)
การรวมศูนย์อำนาจปี 2542 ทำให้ศักยภาพระบบลดลงและทำให้เป้าหมาย Excellent ภายในปี 2550–2551 ไม่สำเร็จ
ผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจในช่วง “ยุคทอง” (2546–2555) สอดคล้องกับกรอบเวลาเชิงทฤษฎีของผลตอบแทนด้านทุนมนุษย์ 6–9 ปีหลังการลงทุน
วรรณกรรมเปรียบเทียบชี้ว่าปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์มีองค์ประกอบล้ำหน้าเทียบเคียงประเทศชั้นน