‘ไหลตาย’ เพชฌฆาตเงียบ ป้องกันได้แค่ใส่ใจตัวเอง

‘ไหลตาย’ เพชฌฆาตเงียบ ป้องกันได้แค่ใส่ใจตัวเอง

โรคไหลตายมักเสียชีวิตแบบเฉียบพลันขณะหลับในเวลากลางคืนโดยที่ไม่เคยมีอาการผิดปกติใดๆ เตือนมาก่อน และคนรอบข้างไม่ทันรู้ตัว ฉะนั้นการป้องกันการเกิดโรคไหลตายจึงเป็นสิ่งสำคัญ
หลายๆ คนคงเคยพบเห็นข่าวคราวหรือเหตุการณ์ที่เรียกว่า “โรคไหลตาย” ซึ่งเป็นการเสียชีวิตขณะนอนหลับ โดยที่บุคคลนั้นไม่เคยมีอาการป่วยใดๆ หรือคนรอบข้างไม่ได้สังเกตหรือทราบมาก่อน

“โรงพยาบาลนครธน” บอกเล่าสาระน่ารู้เกี่ยวกับโรค “ไหลตาย” ว่า เป็นโรคทางกรรมพันธุ์ที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า กลุ่มอาการบรูกาดา (Brugada Syndrome) เกิดขึ้นจากความผิดปกติทางพันธุกรรมของการนำเกลือแร่โซเดียมเข้าออกเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้คลื่นไฟฟ้าหัวใจทำงานผิดปกติ หัวใจเต้นผิดจังหวะขั้นรุนแรง ทำให้การสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ไม่เพียงพอแบบกะทันหัน มักเกิดขึ้นในระหว่างนอนหลับ ส่งผลให้หมดสติและเสียชีวิตในระยะเวลาอันรวดเร็ว

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ผู้ป่วยที่มีพันธุกรรมโรคไหลตาย มีโอกาสเกิดอาการมากขึ้น ได้แก่

1.ภาวะร่างกายขาดแร่ธาตุโพแทสเซียม

2.การขาดสารอาหารที่เป็นวิตามินบี 1 อย่างรุนแรงเฉียบพลัน

3.มีภาวะไข้สูง

4.การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

5.การใช้ยานอนหลับเป็นประจำ


อาการแสดงของโรคไหลตาย

โรคไหลตายมักจะเสียชีวิตฉับพลันขณะหลับในเวลากลางคืนโดยไม่ทราบว่ามีอาการผิดปกติ แต่ในบางรายอาจมีอาการนำมาก่อน โดยหากผู้ป่วยที่ยังรู้สึกตัว หรือคนใกล้ตัวพบเห็นอาการผิดปกติ คือ

-อาการหมดสติ เป็นลม

-อาจมีอาการเกร็งของแขนและขา

-หายใจเสียงดัง หรือมีเสียงเฮือกขึ้นมาเหมือนหิวอากาศ อาจคล้ายกับการกระตุกหรือลมชัก แต่ที่จริงแล้วอาจเกิดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

-อาจมีอาการปัสสาวะและอุจจาระราด ใบหน้าและริมฝีปากเขียวคล้ำ ควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

กลุ่มเสี่ยงเกิดโรคไหลตาย

1.ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเสียชีวิตเฉียบพลันก่อนวัยอันควร หรือเคยมีอาการที่บ่งชี้ว่ามีโอกาสเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

2.ผู้ที่เป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะตั้งแต่กำเนิด

3,ผู้ที่ตรวจพบคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติชนิดบรูกาดา


การตรวจวินิจฉัยโรค “ไหลตาย”

ผู้ที่มีความเสี่ยงควรเข้ารับการซักประวัติโดยแพทย์ ตรวจร่างกายเบื้องต้น พร้อมด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เพื่อดูลักษณะคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่บ่งชี้กลุ่มอาการบรูกาดาหรือไม่ รวมถึงการตรวจพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติม ตามแพทย์พิจารณา เช่น

-การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography) เพื่อตรวจดูโครงสร้างของหัวใจว่าปกติหรือไม่


-การตรวจทางสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ เป็นการตรวจระบบไฟฟ้าในหัวใจโดยการใส่สายเข้าไปตรวจภายในหัวใจ ในรายที่สงสัยว่ามีอาการบรูกาดา

-การติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกติดตัว (Holter Monitoring) ตลอด 24 ชม.เป็นการตรวจติดตามภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

-การตรวจทางพันธุกรรม (Genetic testing)เพื่อดูการกลายพันธุ์ในสารพันธุกรรมที่บ่งชี้ความเสี่ยงในการเกิดโรคไหลตาย

การรักษาโรค “ไหลตาย”

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคนี้ แต่จะมุ่งเป้ารักษาผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะแทน เพื่อไม่ให้เกิดโรคไหลตาย ได้แก่

-การผ่าตัดฝังเครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้า (Implantable Cardioverter Defibrillator: ICD) โดยฝังเครื่องไว้บริเวณหน้าอกด้านซ้ายซึ่งเครื่องนี้ทำงานด้วยการส่งกระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นให้หัวใจเต้นกลับมาเป็นปกติ เมื่อมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเกิดขึ้น

-การจี้ด้วยไฟฟ้าผ่านคลื่นเสียงความถี่สูง (Electro Physiologic Study and Radiofrequency Ablation) รักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีแผลจากการผ่าตัด ไม่ต้องใช้ยาสลบและไม่เจ็บตัวขณะที่ทำการรักษา

-การใช้ยาควบคุมการเต้นของหัวใจ ขึ้นอยู่กับแพทย์เป็นผู้พิจารณา โดยอาจใช้เป็นการรักษาเสริมหลังผู้ป่วยผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจแล้ว

ทั้งนี้ โรคไหลตายมักเสียชีวิตแบบเฉียบพลันขณะหลับในเวลากลางคืนโดยที่ไม่เคยมีอาการผิดปกติใดๆ เตือนมาก่อน และคนรอบข้างไม่ทันรู้ตัว ฉะนั้นการป้องกันการเกิดโรคไหลตายจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากผู้ใดมีความเสี่ยง มีอาการที่น่าสงสัย หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว ควรเข้ารับการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจตรวจวินิจฉัย ประเมินความเสี่ยงต่างๆ รวมไปถึงการรักษาที่เหมาะสมต่อไป....

สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/news/5064808/

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่