เราชาวพุทธเคยได้ยิน เราไม่มีตัวตนหรือเราไม่ใช่ตัวตน บางคนถึงกลับคิดไปว่า
ร่างกายที่เกิดมานี้มันไม่ใช่ตัวตน ฟังแล้วรู้สึกมึนตึบมั้ย
ก็มีนะว่าบางคนที่ไม่มึนแต่กลับเชื่อสนิทว่า อันตัวเราไม่ใช่ตัวตน
เชื่อทั้งๆที่ไม่มีเหตุผล เชื่อทั้งๆที่ข้อเท็จจริงมันย้อนแย้ง
สาเหตุมาจาก มหาเปรียญรู้แค่ตำราเรียนแล้วเอาสิ่งที่ตัวคิด มายัดใส่ความหมายของพุทธพจน์
โดยสัจจะแล้วบุคคลย่อมมีตัวตนของตนเรียกว่าเป็นปัจเจก
มันเป็นกฎธรรมชาติที่หลีกไม่ได้ พระพุทธองค์ทรงรู้ถึงธรรมชาตินี้ จึงได้เอามาสอนสาวก
ด้วยหลักของสมุทวาร(ปฏิจจสมุปบาท) ด้วยคำอธิบายของผู้มีปัญญาว่า...
ในความเป็นร่างกาย มีเพียงกายกับใจ(หัวใจ) ที่ประกอบกันเป็นชีวิต
ภายหลังจากนั้นร่างกายจะถูกปฏิจจฯ ควบคุมทำให้ร่างกายเกิดปฏิกริยา ความเป็นตัวตน(ปัจเจก)ขึ้น
เราเรียกสิ่งที่มาควบคุมนั้นว่า สังขาร(องค์ธรรมในปฏิจจฯ)
ถ้าเรารู้จักการปฏิบัติในเรื่องของกายานุปัสสนา เราจะเข้าใจได้ว่า ร่างกายประกอบด้วยธาตุ ดิน น้ำ ลมไฟและมหาภูตรูป
ในส่วนของมหาภูตรูปนั้นแหละคือ ตัวตนของร่างกายนั้น
ตัวตน?
ร่างกายที่เกิดมานี้มันไม่ใช่ตัวตน ฟังแล้วรู้สึกมึนตึบมั้ย
ก็มีนะว่าบางคนที่ไม่มึนแต่กลับเชื่อสนิทว่า อันตัวเราไม่ใช่ตัวตน
เชื่อทั้งๆที่ไม่มีเหตุผล เชื่อทั้งๆที่ข้อเท็จจริงมันย้อนแย้ง
สาเหตุมาจาก มหาเปรียญรู้แค่ตำราเรียนแล้วเอาสิ่งที่ตัวคิด มายัดใส่ความหมายของพุทธพจน์
โดยสัจจะแล้วบุคคลย่อมมีตัวตนของตนเรียกว่าเป็นปัจเจก
มันเป็นกฎธรรมชาติที่หลีกไม่ได้ พระพุทธองค์ทรงรู้ถึงธรรมชาตินี้ จึงได้เอามาสอนสาวก
ด้วยหลักของสมุทวาร(ปฏิจจสมุปบาท) ด้วยคำอธิบายของผู้มีปัญญาว่า...
ในความเป็นร่างกาย มีเพียงกายกับใจ(หัวใจ) ที่ประกอบกันเป็นชีวิต
ภายหลังจากนั้นร่างกายจะถูกปฏิจจฯ ควบคุมทำให้ร่างกายเกิดปฏิกริยา ความเป็นตัวตน(ปัจเจก)ขึ้น
เราเรียกสิ่งที่มาควบคุมนั้นว่า สังขาร(องค์ธรรมในปฏิจจฯ)
ถ้าเรารู้จักการปฏิบัติในเรื่องของกายานุปัสสนา เราจะเข้าใจได้ว่า ร่างกายประกอบด้วยธาตุ ดิน น้ำ ลมไฟและมหาภูตรูป
ในส่วนของมหาภูตรูปนั้นแหละคือ ตัวตนของร่างกายนั้น