มหาปัฏฐาน คือกฎธรรมชาติที่อธิบายถึง “ปัจจัย” (Conditionality) หรือเงื่อนไขความสัมพันธ์ 24 ประการที่ทำให้สรรพสิ่ง ทั้งสสาร พลังงาน และจิต อุบัติขึ้น ดำรงอยู่ และเปลี่ยนแปลงไป คัมภีร์นี้ถือเป็นยอดแห่งพระอภิธรรม โดยปฏิเสธแนวคิดเรื่อง “ปฐมเหตุ” หรือผู้สร้างเพียงหนึ่งเดียว แต่เน้นย้ำว่าทุกสิ่งเป็นผลลัพธ์ของระบบโครงข่ายเหตุปัจจัยที่ซับซ้อนและพึ่งพาอาศัยกัน
ในมุมมองร่วมสมัย มหาปัฏฐานเปรียบเสมือน “ทฤษฎีสรรพสิ่ง” (Theory of Everything) ที่อธิบายความสัมพันธ์แบบโครงข่าย (Network Causality) มากกว่าการเป็นเหตุเป็นผลแบบเส้นตรง ปัจจัยทั้ง 24 ประการนี้ทำหน้าที่เสมือน “รหัสพันธุกรรมของจักรวาล” ที่ควบคุมกฎเกณฑ์ตั้งแต่ระดับอนุภาคปรมาณูไปจนถึงระดับโครงสร้างกาแล็กซี
จักรวาลไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยโชคชะตา หรือการสุ่ม แต่ขับเคลื่อนด้วย “รหัสความสัมพันธ์ 24 รูปแบบ” ซึ่งปัจจัยทั้ง 24 นี้ ไม่ได้เกิดเรียงลำดับ 1 ถึง 24 แต่ปัจจัยหลายตัวจะ”รุม”ทำงานพร้อมกัน
ปัจจัย 24
1.เหตุปัจจัย
ปัจจัยอันเป็นรากเหง้า
กฎแห่งรหัสพันธุกรรม
ปัจจัยโดยความเป็นรากเหง้า เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ที่มีรหัสพันธุกรรมฝังอยู่ เป็นค่าเริ่มต้น ที่กำหนดคุณภาพพื้นฐาน
เปรียบเหตุปัจจัยประดุจ”เมล็ดพันธุ์”ที่มีรหัสพันธุกรรม ซึ่งเมื่อเมล็ดพันธุ์ได้ปัจจัยที่เหมาะสม เช่น ดิน แร่ธาตุสารอาหาร น้ำ แสง อุณหภูมิ ก็จะเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ขึ้นมาได้
หรือเปลวไฟแห่งตะเกียงที่ยังลุกไหม้ เพราะปัจจัยต่างๆ เช่น ไส้ตะเกียง น้ำมัน อากาศ เป็นต้น
เหตุปัจจัย ทาง นามธรรม มี 6 อย่าง คือ
อกุศลเหตุ มี 3 ได้แก่ โลภะ (โลภ), โทสะ (โกรธ), โมหะ (หลง)
กุศลเหตุ มี 3 ได้แก่ อโลภะ (ไม่โลภ/สละ), อโทสะ (ไม่โกรธ/เมตตา), อโมหะ (ไม่หลง/ปัญญา)
กระบวนการนี้ผ่านกลไกที่เรียกว่า “กัมมปัจจัย” และ “วิปากปัจจัย”
เพราะ เมื่อจิตมี โลภ โกรธ หลง (เหตุ) เกิดขึ้น มันจะผลักดันให้เกิดการกระทำ (กรรม) กรรมนี้เองที่เป็นพลังงานส่งผลให้เกิดการปฏิสนธิในภพภูมิต่างๆ (วิบาก)
ถ้า “เหตุ” คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง พลังงานนั้นจะชักนำให้เกิดในอบายภูมิ 4
ถ้า “เหตุ” คือ ความไม่โลภ (ทาน) ไม่โกรธ(ศีล) ไม่หลง(ภาวนา)พลังงานนั้นจะชักนำให้เกิดในร่างมนุษย์หรือเทวดาและพรหม
เหตุปัจจัยนี้คือกระดูกสันหลังที่ค้ำจุนโครงสร้างของสภาวะธรรมนั้น ๆ ไว้ทั้งหมด หากไม่มีเหตุปัจจัยแล้ว ปัจจัยอื่น ๆ ที่ตามมาก็จะไร้ทิศทางและสลายตัวไปในที่สุด
ปัจจัย ระบบจะไม่มี “ทิศทาง” และ “คุณภาพ” เหตุปัจจัยคือผู้ที่ออกแบบและสั่งการให้สร้างระบบปฏิบัติการ (อินทรีย์) ขึ้นมาเพื่อรองรับวัตถุประสงค์ของมัน อุปมาเหมือน “สถาปนิก” ที่เขียนแบบแปลนโครงสร้างตึกทั้งหมดลงในกระดาษ
และเมื่อสถาปนิกวางผังเสร็จ ระบบปฏิบัติการหรือศูนย์บัญชาการต้องถูกติดตั้งเพื่อ “ปกครอง” และ “จัดการ” ข้อมูลเฉพาะด้าน เปรียบได้กับ ระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System) หรือ โมดูลการทำงานเฉพาะทาง ในเซลล์ เช่น ไมโตคอนเดรีย (ที่คุมพลังงาน) หรือ นิวเคลียส (ที่คุมการแบ่งตัว) อินทรีย์คือ “ความเป็นใหญ่” ในหน้าที่ของตน (ตาคุมการเห็น, หูคุมการฟัง, ชีวิตินทรีย์คุมการมีชีวิต) มันคือตัวกลางที่ทำให้รหัสจากเหตุปัจจัยกลายเป็น “ฟังก์ชัน” ที่ใช้งานได้จริง อุปมาเหมือน “หัวหน้าแผนก” ต่างๆ ในโรงงาน (แผนกตรวจการณ์, แผนกซ่อมบำรุง) ที่คอยคุมงานให้เป็นไปตามแบบแปลน
2. อารัมมณปัจจัย
ปัจจัยโดยความเป็นอารมณ์
กฎแห่งเป้าหมายดึงดูด
ปัจจัยโดยความเป็นอารมณ์ คือ “สิ่งที่ถูกรู้” หรือวัตถุดิบข้อมูล ที่ดึงดูดจิตให้เข้าไปประมวลผล เปรียบเหมือนไม้เท้าของคนตาบอด หรือไฟล์หนังที่ฉายลงบนจอภาพ ระบบไม่สามารถทำงานได้ในสภาวะว่างเปล่าโดยไม่มีเป้าหมายดึงดูด
คือหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญในมหาปัฏฐาน เพราะเป็นปัจจัยที่อธิบายว่า โลกภายนอกเข้ามามีอิทธิพลต่อโลกภายในได้อย่างไร
คำว่า”อารมณ์”ในทางธรรม ไม่ได้แปลว่าความโกรธหรือความเศร้าแบบนั้น แต่หมายถึง “สิ่งที่ถูกรู้” หรือสิ่งที่จิตไปยึดเหนี่ยวไว้ เปรียบเหมือน “ไม้เท้า” ที่คนตาบอดต้องเกาะไว้เพื่อที่จะเดินไปได้ หรือ “ราวเกาะ” ที่ช่วยให้จิตเกาะติดอยู่กับโลก
อารมณ์เปรียบเสมือน แรงดึงดูดของแม่เหล็ก ที่ดึงดูดเข็มทิศ (จิต) ให้หันไปหา จิตจะเกิดขึ้นลอยๆ โดยไม่มีสิ่งที่ถูกรู้ไม่ได้ จิตเหมือน จอภาพ ส่วนอารมณ์คือ ไฟล์หนัง ถ้าไม่มีไฟล์หนังมาฉาย จอก็ว่างเปล่า การที่จอแสดงภาพสวยงามหรือน่ากลัวได้นั้น ขึ้นอยู่กับอารมณ์ที่ส่งเข้ามา
เราเรียกสิ่งนี้ว่า (สิ่งเร้า) อารัมมณปัจจัย ได้แก่สิ่งที่เป็นเหยื่อล่อ ของจิต หรือเป็นสิ่งทำให้กระบวนการต่างๆเป็นไปและมีความหมาย เช่น เมื่ออยากเสพกามจึงแสวงหากาม กลัวตายจึงหนีหรือเอาตัวรอด ทุกข์จึงหาทางดับทุกข์ ง่วงจึงนอน ปวดอุจจาระจึงขับถ่าย เป็นต้น
อารัมมณปัจจัย ทำหน้าที่เป็นเหมือน แม่เหล็ก หรือ เบ็ดตกปลา มันไม่ได้บังคับเราโดยตรง แต่ตัวมันมีความ “น่าปรารถนา” หรือ “ความบีบคั้น” จนเราต้องพุ่งไปหา
ทุกการเคลื่อนไหวของชีวิตมีอารมณ์เป็นตัวล่ออยู่ข้างหน้าเสมอ
1. ฝ่ายดึงดูด (แสวงหาความสุข) เช่น ความหิว “ภาพอาหาร” หรือ “รสชาติในจินตนาการ” กลายเป็นอารัมมณปัจจัย มันดึงให้เราลุกจากเตียงไปเปิดตู้เย็น หรือ กามคุณ “รูป/เสียง/สัมผัส ที่สวยงาม” เป็นเหยื่อล่อที่รุนแรง ทำให้เกิดความอยากเสพ จนกลายเป็นการแสวงหา
2. ฝ่ายผลักดัน (หนีความทุกข์) เช่น ความปวด (ปวดท้อง/ง่วง) ความรู้สึกไม่สบายกายคือ “อารมณ์” ที่บีบคั้น จิตยึดหน่วงความทุกข์นี้ไว้ แล้วเกิดแรงผลักดันให้ต้องไป “ดับ” มัน (ไปห้องน้ำ/ไปนอน) หรือ ความกลัว”ภาพอันตราย” ที่ปรากฏในใจ เป็นอารัมมณปัจจัยที่ทำให้เราต้องหาทางเอาตัวรอด
หากไม่มี “อารัมมณปัจจัย” จิตจะเหมือนเรือที่ลอยเท้งเต้งกลางทะเลที่ไม่มีลมและไม่มีจุดหมาย การที่เราขยับเขยื้อนได้ มีชีวิตชีวา (หรือวุ่นวาย) อยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะมี “อารมณ์” ต่างๆ มาเป็นเหยื่อล่อและแรงผลักดัน “อารัมมณปัจจัย”คือการที่จิต”เห็นเป้าหมาย” แล้ว”พุ่งไปหา”
อารัมมณปัจจัยครอบคลุมทุกสิ่งที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ในจักรวาลนี้ แบ่งเป็น 6 ทาง รูปารมณ์ แสง สี สิ่งที่ตาเห็น สัททารมณ์ เสียงที่หูได้ยิน คันธารมณ์ กลิ่นที่จมูกได้รับ รสารมณ์ รสชาติที่ลิ้นสัมผัส โผฏฐัพพารมณ์ สัมผัสทางกาย (เย็น ร้อน อ่อน แข็ง) ธรรมารมณ์ ความคิด จินตนาการ ความทรงจำ หรือสิ่งที่ใจนึกถึง (รวมถึงแนวคิดทางปรัชญาและวิชาการ)
3. อธิปติปัจจัย
ปัจจัยที่เป็นใหญ่ หรือ ปัจจัยที่เป็นประธาน
กฎแห่งศูนย์บัญชาการ
ปัจจัยโดยความเป็นใหญ่ เป็นการรวมพลังของส่วนย่อยจนเกิดเป็น “แรงลัพธ์บงการ” (Dominant Force) เปรียบเหมือน CEO หรือแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ที่ควบคุม
ทิศทางของทั้งระบบให้เป็นเอกภาพ
ลองนึกภาพว่าร่างกายคือ บริษัทขนาดใหญ่ แห่งหนึ่ง
ร่างกายเราไม่ได้ทำงานด้วยอวัยวะเดียว แต่ประกอบด้วย “อินทรีย์” หรือ “ผู้เป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน” เช่น ตา เป็นใหญ่ในการเห็น หู เป็นใหญ่ในการได้ยิน ใจ เป็นใหญ่ในการรับรู้ความรู้สึก
ถ้าต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองโดยไม่คุยกัน ร่างกายก็จะเป็นแค่กองชิ้นส่วนเครื่องจักรที่สะเปะสะปะ แต่เมื่ออินทรีย์เหล่านี้ “ประกอบกัน” มันจะเกิดการเชื่อมโยงข้อมูลและพลังงาน จนกลายเป็นระบบที่ซับซ้อนขึ้นมา
เมื่อระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานประสานกันจนกลายเป็น “องค์รวม” มันจะเกิดปรากฏการณ์หนึ่งขึ้น คือการเกิด “ศูนย์บัญชาการ” หรือความรู้สึกว่าเป็น “ตัวเรา” ที่เป็นเจ้าของร่างกายนี้
อธิปติปัจจัยในที่นี้เปรียบเสมือน CEO ที่เกิดขึ้นมาจากการสนับสนุนของพนักงานทุกแผนก (อินทรีย์) เมื่อ CEO คนนี้ปรากฏตัวขึ้น เขาจะไม่ได้แค่ “รับรู้” แต่เขาจะเริ่ม “ควบคุม” เขามีอำนาจเหนือองค์ประกอบย่อยๆเขาสามารถสั่งให้ร่างกายทั้งหมดมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกันได้
สรุปง่ายๆ อินทรีย์คือพนักงานที่เก่งเฉพาะทาง แต่อธิปติคือ “ความเป็นผู้นำ” ที่เกิดขึ้นเมื่อพนักงานเหล่านั้นทำงานร่วมกัน จนทำให้ร่างกายนี้ไม่ได้เป็นแค่ก้อนเนื้อ แต่เป็น”ชีวิตที่มีทิศทาง”
พอมีความรู้สึกว่าเป็น “ประธาน” หรือเป็น “ตัวตน” ที่คุมเครื่องจักรนี้อยู่ สิ่งที่ตามมาคือ “เจตนา” ถ้าไม่มีอธิปติปัจจัย ร่างกายอาจจะแค่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าเหมือนหุ่นยนต์ (เช่น ร้อนก็ชักมือหนีโดยสัญชาตญาณ กระบวนการเจอสิ่งเร้าจากอารัมมณปัจจัย) แต่พอมีอธิปติปัจจัย (ความเป็นใหญ่) จะเริ่มตั้งเป้าหมายได้ เช่น ฉันจะเดินไปที่นั่นเพื่อซื้อของ เจตนา จึงเกิดขึ้นได้เพราะมีแรงขับเคลื่อนที่เป็นใหญ่ (อธิปติ) คอยรวบรวมพลังงานจากทุกส่วนในร่างกายให้พุ่งไปที่จุดเดียว
อธิปติปัจจัย คือสภาวะที่จิตและร่างกาย ผนึกกำลังกันจนเกิดเป็นพลังงานที่เข้มแข็งพอที่จะสั่งการชีวิตให้เคลื่อนที่ไปตามความต้องการนั่นเอง อธิปติปัจจัยประดุจพระเจ้าจักรพรรดิหรือแม่ทัพใหญ่ ผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการสั่งการไพร่พลให้เคลื่อนไปตามพระราชประสงค์
“อธิปติ”คืออำนาจที่ทำให้ปัจจัยอื่นในระบบต้องสยบยอมและทำงานสอดประสานเพื่อเป้าหมายเดียว
อธิปติเกิดขึ้นได้จาก 2 กระบวนการหลัก
1. เกิดจากปัจจัยย่อยๆ ที่มีความเห็นหรือทิศทางเดียวกันไหลมารวมกัน จนมีกำลังเหนือกว่าแรงต้านอื่นๆ ในระบบ (เช่น การสะสมความร้อนในทะเลจนเกินขีดจำกัด กระตุ้นให้เกิดพายุที่เป็นใหญ่เหนือลมปกติ)
2.ในระดับจิต เกิดจากการหน่วงนึก “ความพอใจ (ฉันทะ)ด้วยความเพียร(วิริยะ) อย่างจดจ่อ(จิตตะ)และพิจารณา (วิมังสา)จนแรงขับนี้มีกำลังแรงกว่าแรงดึงดูดของอารมณ์ทั่วไป (อารัมมณะ) ทำให้มันก้าวขึ้นมาควบคุมกลไกการตัดสินใจทั้งหมด
สาเหตุแห่งความเป็นใหญ่เกิดจาก “อำนาจแห่งการยึดครองพื้นที่” เมื่อปัจจัยหนึ่งมีความเข้มข้นสูงสุด มันจะกลายเป็น “ผู้นำ” ที่กำหนดสถานะของระบบ ในขณะนั้น
อธิปติปัจจัยคือ “แรงลัพธ์” หรือ “ปัจจัยบงการ” เช่นเดียวกับมวลของดวงอาทิตย์ที่เป็นอธิปติ (เป็นใหญ่) เหนือแรงเหวี่ยงของดาวเคราะห์ ทำให้ระบบสุริยะยังคงรูปอยู่ได้ไม่แตกสลาย
คือ อินทรีย์หลักที่ดึงทรัพยากรทั้งหมดไปใช้เพื่อให้บรรลุผลสำคัญที่สุดเพียงอย่างเดียว หากไม่มีอธิปติ ระบบจะเกิดความขัดแย้งกันเอง
อธิปติปัจจัยคือ “ผู้กำหนดชะตากรรมของเหตุการณ์” หากในระบบมีปัจจัยหลายอย่างขัดแย้งกัน ระบบจะหยุดนิ่งหรือสับสน แต่เมื่อใดที่มี “อธิปติ” อุบัติขึ้น ระบบจะเกิดความเด็ดขาดและขับเคลื่อนไปสู่ผลลัพธ์ทันที สภาวะนี้เป็นตัวตัดสินว่า “ใครคือผู้คุม” ในกระบวนการทำงานนั้นๆ
มหาปัฏฐาน 24 ปัจจัย