ปวดหลัง นั่งนาน เครียดเรื้อรัง ระเบิดเวลาที่ซ่อนอยู่ ‘ออฟฟิศ’, ‘มือสั่น’ แบบไหน เสี่ยงป่วย ‘พาร์กินสัน’

ปวดหลัง นั่งนาน เครียดเรื้อรัง ระเบิดเวลาที่ซ่อนอยู่ ‘ออฟฟิศ’

เมื่อ "ออฟฟิศ" กลับกลายเป็นสนามรบของสุขภาพ ทั้ง "ปวดหลัง นั่งนาน เครียดเรื้อรัง" ปัญหาเหล่านี้คือระเบิดเวลาที่กำลัง ทำลายสุขภาพคุณ!
ขึ้นชื่อว่า “ออฟฟิศซินโดรม” นั้นคือโรคร้ายที่พบเจอมากขึ้นกับยุคสมัยใหม่ ที่ต้องทำงานก้มหน้ามองจอมือถือคอมพิวเตอร์ ทำให้อาการนี้พบเจอได้ในคนไข้อายุน้อยลงเรื่อย ๆ ทำให้โรคพัฒนาไปเป็นอาการข้อเสื่อมในคนอายุน้อยจึงเป็นโรคที่ไม่ควรมองข้าม

วันนี้ Healthy Clean จึงขอพาไปพูดคุยกับ นพ.ฉัตรดนัย พันธุ์อุดม แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ–ศัลยกรรมข้อสะโพกและข้อเข่า ศูนย์กล้ามเนื้อกระดูก และข้อ โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายวิธีสังเกตอาการและแนวทางดูแลตนเอง สำหรับนำไปปรับใช้กับตนเองและคนรอบข้าง กรณีหากเริ่มมีอาการรุนแรงจะได้เข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที


ออฟฟิศซินโดรมคืออะไร?
ในยุคที่การทำงานส่วนใหญ่อยู่หน้าคอมพิวเตอร์วันละหลายชั่วโมง “ออฟฟิศซินโดรม” ได้กลายเป็นโรคที่คุ้นหูของคนวัยทำงานมากขึ้น ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) คือกลุ่มอาการที่มักเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อมัดเดิม ๆ ท่าทางเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน โดยเฉพาะการนั่งทำงานอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการเปลี่ยนอิริยาบถ และอาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดคอ บ่า ไหล่ หลัง ตาแห้ง มือชา หรือปวดศีรษะเรื้อรัง หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล อาการอาจลุกลามไปถึงกระดูกสันหลังและระบบประสาทได้

อาการปวดเรื้อรัง….ต้นเหตุจากเรื่องเล็ก ๆ
จุดเริ่มต้นของออฟฟิศซินโดรมส่วนใหญ่มักเกิดจากพฤติกรรมที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัย เช่น การนั่งหลังงอ การยกไหล่ขณะใช้เมาส์ การวางจอคอมพิวเตอร์ในระดับที่ไม่เหมาะสม หรือแม้แต่การพิมพ์บนแป้นพิมพ์ในท่าทางที่ไม่สอดคล้องกับสรีระ พฤติกรรมเหล่านี้เมื่อสะสมเป็นเวลานาน ส่งผลให้กล้ามเนื้อบางส่วนเกิดอาการตึงและอักเสบ รวมถึงการไหลเวียนของเลือดไม่ดี ทำให้เกิดอาการชาและปวดเรื้อรัง นอกจากปัจจัยทางร่างกายแล้ว ความเครียดจากการทำงานก็เป็นอีกหนึ่งตัวการที่กระตุ้นอาการออฟฟิศซินโดรม เพราะความเครียดมีผลต่อกล้ามเนื้อ ทำให้หดเกร็งโดยไม่รู้ตัว และอาจจะกระทบการนอนตอนกลางคืนได้


วิธีสังเกตอาการและแนวทางดูแลตนเอง
ผู้ที่มีแนวโน้มเป็นออฟฟิศซินโดรม มักจะเริ่มจากอาการเล็กน้อย เช่น รู้สึกเมื่อยไหล่หรือคอบ่อย ๆ แต่เมื่อปล่อยไว้ อาการจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ปวดตึงจนขยับคอยาก ปวดหลังจนไม่สามารถนั่งได้นาน หรือมือชาเมื่อต้องพิมพ์งานต่อเนื่อง

การดูแลตัวเองสามารถเริ่มได้จากการปรับท่านั่งให้เหมาะสม ควรนั่งโดยให้หลังตรง เท้าทั้งสองข้างวางแนบพื้น ข้อมือไม่งอขณะพิมพ์ และหน้าจอคอมพิวเตอร์ควรอยู่ในระดับสายตา หมั่นลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายทุก 1-2 ชั่วโมง และทำท่าบริหารกล้ามเนื้อคอ ไหล่ หลัง เป็นประจำจะช่วยลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อได้ดี

หากมีอาการปวดเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด เพื่อรับการตรวจหาอาการแทรกช้อน เช่น อาการกระดูกคอเสื่อม หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท และเพื่อที่จะได้รับการรักษาที่เหมาะสม ไม่ควรปล่อยให้อาการเรื้อรังเพราะจะนำไปสู่ปัญหากระดูกและเส้นประสาทที่ยากต่อการรักษาในระยะยาว


ยืดเส้นวันละนิด ห่างไกลออฟฟิศซินโดรม
การยืดกล้ามเนื้อระหว่างวันทำงานเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และช่วยให้ร่างกายไม่เมื่อยล้าจากการนั่งทำงานนานเกินไป ท่าเหล่านี้สามารถทำได้แม้อยู่ที่โต๊ะทำงานโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใด ๆ

บริหารต้นคอ : หมุนศีรษะเป็นวงกลมช้า ๆ 5 รอบไปทางซ้าย และอีก 5 รอบไปทางขวา ช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอ
บริหารหัวไหล่และหลังส่วนบน: ประสานมือยกแขนขึ้นระดับอก เหยียดตรงหันฝ่ามือออก เหยียดไปด้านหน้าจนรู้สึกตึงที่กล้ามเนื้อหลังส่วนบน ค้างไว้ 10–15 วินาทีต่อครั้ง และหลังส่วนบน ค้างท่าไว้ประมาณ 10–15 วินาที ทำซ้ำ 10–15 ครั้งต่อรอบ และควรทำประมาณวันละ 3–5 รอบ
บริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว: นั่งหลังตรง แล้วบิดลำตัวไปทางซ้าย มือจับพนักเก้าอี้ค้างไว้ 10 วินาที แล้วสลับไปอีกด้าน
บริหารกล้ามเนื้อขา: เหยียดขาทีละข้างให้ตึงใต้โต๊ะ ค้างไว้ 10 วินาที แล้วสลับข้าง หากเอื้อมมือจับปลายเท้าด้วย จะทำให้ยืดได้มากขึ้น
บริหารกล้ามเนื้อมือและข้อมือ: เพื่อผ่อนคลายข้อมือจากการใช้คีย์บอร์ดหรือเมาส์ ให้กำแล้วแบมือช้า ๆ สัก 10 ครั้ง และหมุนข้อมือไปมา
“การยืดกล้ามเนื้อทุก 1–2 ชั่วโมง ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงของออฟฟิศซินโดรม แต่ยังช่วยให้จิตใจปลอดโปร่ง เพิ่มสมาธิ และยังเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วยสุขภาพดีเริ่มที่โต๊ะทำงาน”

โต๊ะทำงานควรเป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการใช้ร่างกายอย่างถูกต้อง ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของอาการปวดเรื้อรัง การจัดวางอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น คีย์บอร์ด เมาส์ และหน้าจอให้เหมาะกับสรีระ จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดออฟฟิศซินโดรมได้มาก “ที่สำคัญคือต้องไม่ละเลยสัญญาณเตือนจากร่างกาย หากเริ่มมีอาการปวดหรือชา แม้เพียงเล็กน้อย ก็ควรรีบปรับพฤติกรรมหรือขอคำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทางทันทีครับ” นพ.ฉัตรดนัย กล่าวทิ้งท้าย.....

สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/articles/4837104/




‘มือสั่น’ แบบไหน เสี่ยงป่วย ‘พาร์กินสัน’

“อาการสั่น” เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน เวลาที่เรารู้สึกเครียด ตื่นเต้น หรือกังวล แต่อาการสั่นในบางกรณีเป็นความผิดปกติที่เกิดจากโรคพาร์กินสัน
“อาการสั่น” เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน เวลาที่เรารู้สึกเครียด ตื่นเต้น หรือกังวล เมื่ออยู่ในสถานการณ์คับขัน แต่อาการสั่นในบางกรณีเป็นความผิดปกติที่เกิดจากโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ อย่างเช่น “โรคพาร์กินสัน” ที่มักพบในผู้สูงอายุ เกิดจากความเสื่อมไปตามวัยของระบบประสาทและสมองในส่วนที่สร้างสาร “โดพามีน” ซึ่งเป็นตัวควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย

สาระน่ารู้จาก “ศูนย์ความโรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย” พูดถึงอาการสั่นว่า เป็นการเคลื่อนไหวของร่างกายที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ มักเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เกิดได้กับมือ แขน ศีรษะ หรือขา

อาการสั่นโดยทั่วไป

-มือสั่นจากการดื่มกาแฟ ชา หรือ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมากเกินไป

-อาการสั่นเมื่อมีความเครียด เหนื่อยหรือวิตกกังวลมาก

โรคสั่นไม่ทราบสาเหตุ (Essential tremor)

-อาการสั่นเด่นชัดขณะเคลื่อนไหว เช่น ขณะเอื้อมมือจับแก้วน้ำ โดยมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากพันธุกรรม


อาการสั่นจาก “โรคพาร์กินสัน”

เป็นอาการสั่นที่เกิดขึ้นขณะอยู่นิ่ง (Resting Tremor) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาวางมือหรือไม่ได้ใช้งาน โดยอาการสั่นแบบนี้เป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนสำคัญของโรคพาร์กินสัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ

@ สั่นตอนอยู่นิ่งๆ เช่น วางมือไว้บนตักเฉยๆ แต่มือกลับสั่นเอง

@ ดีขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหว เช่น เอื้อมมือหยิบของ เขียนหนังสือ

@ มักมาพร้อมอาการอื่น เช่น เคลื่อนไหวช้า กล้ามเนื้อเกร็ง เดินตัวแข็ง

@ เริ่มจากข้างใดข้างหนึ่งก่อน แล้วค่อยๆ ลามไปอีกข้าง....

สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/news/4864480/


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่