“ขึ้นฉ่าย” ผักหอมกลิ่นแรง ช่วยลดความดัน ลดบวมน้ำ

ขึ้นฉ่าย (Celery) เป็นพืชสมุนไพรที่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน โดยในสมัยโบราณเคยถูกนำมาใช้เป็นยารักษาโรคโดยเฉพาะในแถบแอฟริกาตอนเหนือและยุโรปตอนใต้ ก่อนจะถูกนำมาเพาะปลูก พัฒนาสายพันธุ์ และนำมาประกอบอาหารอย่างแพร่หลายไปทั่วโลกในปัจจุบัน ผักขึ้นฉ่าย มีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ ขึ้นฉ่ายฝรั่ง ลักษณะต้นจะอวบใหญ่มาก และอีกสายพันธุ์คือ ขึ้นฉ่ายจีน หรือ “Chinese celery” ซึ่งจะมีขนาดของลำต้นที่เล็กกว่า

ส่วนสรรพคุณก็จะคล้าย ๆ กัน เป็นผักสมุนไพรที่มีกลิ่นหอม บางคนอาจจะรู้สึกว่ามีกลิ่นฉุนเช่นกัน นิยมนำมาใช้ในการปรุงอาหารเพื่อช่วยในการดับกลิ่นคาวต่าง ๆ หรือนำมาใช้เพิ่มความหอมให้น้ำซุป
ขึ้นฉ่ายอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินบี1,2,6 วิตามินซี เส้นใยอาหาร โพแทสเซียม แคลเซียม โฟเลต โมลิบดินัม (Molbdenum) ฟอสฟอรัส เหล็ก แมกนีเซียม แมงกานีส จากการศึกษาพบว่าขึ้นฉ่ายมีส่วนช่วยเสริมสร้างสุขภาพ

สรรพคุณทางยาของขึ้นฉ่าย

     เสริมระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยป้องกันมะเร็ง
ขึ้นฉ่ายมีสารประกอบสำคัญอย่าง Coumarins ซึ่งช่วยป้องกันการทำลายเซลล์จากอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงของการกลายพันธุ์ของเซลล์ที่อาจนำไปสู่โรคมะเร็งในอนาคต อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งมีบทบาทในการกำจัดเซลล์มะเร็ง นอกจากนี้ยังมี Acetylenics ซึ่งช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้อีกทางหนึ่ง

     ช่วยลดความดันโลหิต
สาร Phalides ในขึ้นฉ่ายมีคุณสมบัติช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณรอบเส้นเลือด ทำให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น อีกทั้งยังลดการหลั่งของฮอร์โมนความเครียด ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความดันโลหิตสูง

     ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
การศึกษาพบว่า การบริโภคน้ำขึ้นฉ่ายสดอย่างสม่ำเสมอสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ภายใน 8 สัปดาห์ โดยส่งผลให้ร่างกายหลั่งกรดน้ำดีเพิ่มขึ้น ซึ่งมีบทบาทในการกำจัดคอเลสเตอรอลออกจากร่างกาย

     ขับปัสสาวะ และลดอาการบวมน้ำ
ขึ้นฉ่ายมีแร่ธาตุสำคัญอย่าง โพแทสเซียม และ โซเดียม ซึ่งช่วยปรับสมดุลของของเหลวในร่างกาย กระตุ้นการผลิตและขับปัสสาวะ ช่วยขจัดน้ำส่วนเกิน จึงลดอาการบวมน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อควรระวังในผักขึ้นฉ่าย
     -การรับประทานผักขึ้นฉ่ายในปริมาณมากเกินไป ในเพศชายอาจจะทำให้เป็นหมันได้ และจะทำให้อสุจิลดลงถึง 50% แต่ถ้าหากหยุดรับประทานแล้ว จำนวนของเชื้ออสุจิจะกลับสู่ระดับปกติในระยะเวลา 8-13 สัปดาห์
     -ในบางรายอาจเกิดอาการแพ้จากการสัมผัสต้นขึ้นฉ่ายจนถึงขั้นรุนแรงได้
     -สารสกัดจากต้นขึ้นฉ่ายอาจช่วยเร่งให้สีผิวเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลมากขึ้น การใช้ขึ้นฉ่ายประกอบอาหาร ไม่ควรผัดหรือต้มผักขึ้นฉ่ายให้สุกนานเกินไป เพราะความร้อนจะไปทำลายวิตามินและเกลือแร่ที่มีอยู่ให้หมดไป

     ขณะที่บางคนอาจเคยเห็น กระแสการดื่มน้ำขึ้นฉ่ายฝรั่ง จนเกิดเป็นชาเลนจ์นั้น สสส. ระบุไว้ว่า “ถ้าคั้นสด ๆ แล้วดื่มทีเดียว 500 ml. ก็ต้องใช้ขึ้นฉ่ายฝรั่งมาก และจะได้โพแทสเซียมเยอะมาก กรณีของวัยรุ่น วัยทำงาน ไตสามารถขับออกหมดก็ไม่เป็นไร แต่ขณะเดียวกัน คนที่มีความเสี่ยงโรคไต มีภาวะการทำงานของไตบกพร่องก็ต้องระวัง เป็นห่วงโดยเฉพาะผู้สูงอายุ เพราะอวัยวะต่าง ๆ มันจะเสื่อมตามกาลเวลาอยู่ก่อนแล้ว อาจทำให้เป็นปัญหาสุขภาพได้
ฉะนั้นไม่ว่าจะอาหาร ผัก ผลไม้ อะไรต่อให้ดีต่อใจ ต่อสุขภาพแค่ไหน ก็ควรรับประทานแต่พอดี กินอาหารให้หลากหลายและครบ 5 หมู่ เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง นำสารอาหารไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีเลือกซื้อและเก็บรักษาขึ้นฉ่าย
     เลือกขึ้นฉ่ายที่ดูสดและกรอบ เลือกต้นที่สามารถแยกออกจากกันได้ง่าย ไม่เหี่ยวเฉาหรือแลดูไม่สด
     เลือกขึ้นฉ่ายที่มีใบสีเขียวซีดไปจนถึงสีเขียวสด หลีกเลี่ยงใบสีเหลืองหรือใบสีน้ำตาล เพื่อยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานยิ่งขึ้น ควรเก็บขึ้นฉ่ายในซองพลาสติกที่มีฝาปิดมิดชิด หรือห่อด้วยพลาสติกใส หรือพันผ้าขนหนูชุบน้ำพอหมาด ก่อนเก็บเข้าตู้เย็นในช่องแช่ผักตามปกติ ไม่เก็บในช่องแช่แข็งเพราะจะทำให้เหี่ยวเฉาและเน่าเสียง่าย
     หากขึ้นฉ่ายถูกหั่นเรียบร้อยแล้ว ให้รินน้ำส่วนเกินที่หลงเหลืออยู่ในภาชนะออกให้หมด เนื่องจากน้ำอาจชะล้างสารอาหารที่มีประโยชน์ออกจากขึ้นฉ่ายได้
     หลีกเลี่ยงการเก็บขึ้นฉ่ายในอุณหภูมิห้องเป็นเวลานานๆ เนื่องจากขึ้นฉ่ายมีน้ำเป็นส่วนประกอบมาก จึงอาจทำให้ใบและลำต้นเหี่ยวได้ง่าย หลังหั่นควรรีบใช้ให้หมดโดยเร็วภายใน 1-2 วัน เนื่องจากขึ้นฉ่ายนั้นบอบบางมากจนไม่อาจเก็บไว้ได้นานนัก
     หากขึ้นฉ่ายที่ซื้อมาเหี่ยวให้ลองพรมน้ำเล็กน้อยแล้วนำไปแช่ตู้เย็นนานๆ หลายชั่วโมง ก็จะช่วยให้ขึ้นฉ่ายกลับมาสดกรอบได้อีกครั้ง
ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดชุมพร,medtha,สสส.
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่