ตอน: ใต้ถุนเรือนยายแสง
นกกลับมาบ้านได้ไม่ถึงสองวัน ก็ได้ข่าวว่าเด็กบ้านหัวนาเห็นแสงไฟลุกวาบในสวนยายแสงตอนดึกๆ แถมได้ยินเสียงคนลากของกับเสียงหมาเห่าแบบขู่ฟ่ออยู่เกือบทุกคืน
“จะสิบปีแล้วนะ...” นกพูดกับตัวเองเบาๆ
บ้านยายแสงยังอยู่ แม้หลังคาจะทรุด พื้นเรือนบางแผ่นทะลุ คนไม่มีใครกล้าเข้าไป แต่ก็ไม่มีใครกล้ารื้อ
คืนนั้นนกไปนั่งคุยกับจูนที่ใต้ต้นโพธิ์เหมือนแต่ก่อน จูนยังเหมือนเดิม แค่พูดน้อยลงกว่าเดิมอีก จูนบอกว่าเธอยังฝันถึงวันนั้นอยู่... ฝันถึงเสียงที่ตะโกนขอความช่วยเหลือ ฝันถึงเงาในบ้านที่หันหน้ามาหาเธอช้าๆ ทั้งที่ไม่มีตา ไม่มีปาก
“เอ็งยังจำใต้ถุนบ้านนั้นได้มั้ย?” จูนถาม
นกพยักหน้า ไม่พูดอะไร
จู่ๆ แมนก็เดินมานั่งลง เขาใส่ชุดตำรวจ แต่ทำหน้าไม่เหมือนตำรวจเลย
“กูจะเข้าไปดูบ้านยายแสงพรุ่งนี้” เขาพูดเหมือนไม่ต้องการคำอนุญาต
นกกับจูนสบตากัน ไม่มีใครห้าม ไม่มีใครกล้าชวนกันด้วยซ้ำ
วันรุ่งขึ้น ทั้งสามคนยืนอยู่หน้าบ้านยายแสง ฝุ่นจับทั่วพื้น เสียงลมพัดใบไม้แห้งข้างบ้านกรอบแกรบ พวกเขาเดินเข้าไปช้าๆ ไม่พูดอะไร
ใต้ถุนบ้าน... มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวๆ ลอยอยู่เบาๆ เหมือนกลิ่นอะไรเน่าแต่นานแล้ว
จูนเดินไปที่มุมหนึ่งแล้วชี้ให้ดู แผ่นไม้ใต้พื้นเรือนมันยุบลงไป เหมือนมีอะไรเคยฝังอยู่
แมนใช้ไม้เขี่ยไปมา แล้วก็เจอผ้าขาวม้าเก่าๆ ห่ออะไรบางอย่างไว้แน่น
นกไม่อยากดู แต่จูนก้มลงเปิดออก
ข้างในมีหนังสือเล่มเล็กๆ ที่เยินจนปกเปื่อย และตุ๊กตาผ้าขาดวิ่น
ที่น่ากลัวกว่าคือ... บนหน้าปกหนังสือ เขียนด้วยปากกาหมึกดำว่า
“ของหนูต้อย ห้ามใครเปิด ถ้าเปิด จะตามไป”
สามคนหันหน้ามองกัน
จูนเปิดอ่านไปทีละหน้า เขียนด้วยลายมือของเด็กหญิงคนหนึ่ง พูดถึงชีวิตในบ้านหลังนี้
> “หนูไม่อยากกินแล้ว แต่ยายบอกว่า ถ้าไม่กิน เขาจะโกรธ หนูต้องซ่อนตัวไว้เวลายอดพี่ชายตื่น เพราะเขาจะมากัดหนูอีก”
> “หนูกลัว ยายบอกว่าอย่าร้อง ถ้าร้อง พี่เขาจะได้กลิ่น”
> “เมื่อคืน ยายให้พี่เขากินแมวตัวขาวของหนู หนูไม่ให้อภัย”
หน้าสุดท้ายเขียนไว้ว่า
> “ถ้าใครเจอไดอารี่หนู... ช่วยบอกแม่หนูด้วยว่าหนูยังอยู่ที่นี่ หนูยังไม่ได้ไปไหนเลย...”
หลังจากวันนั้น บ้านยายแสงถูกปิดตอกไม้ไว้แน่นกว่าเดิม ไม่มีใครกล้าเอ่ยชื่อ “ต้อย” อีกเลย
แต่จูนบอกว่า ตอนเธอเดินออกจากบ้าน เธอได้ยินเสียงเด็กพูดเบาๆ ว่า
> “ขอบใจนะ ที่จำหนูได้ "
สวนยายแสง2
ตอน: ใต้ถุนเรือนยายแสง
นกกลับมาบ้านได้ไม่ถึงสองวัน ก็ได้ข่าวว่าเด็กบ้านหัวนาเห็นแสงไฟลุกวาบในสวนยายแสงตอนดึกๆ แถมได้ยินเสียงคนลากของกับเสียงหมาเห่าแบบขู่ฟ่ออยู่เกือบทุกคืน
“จะสิบปีแล้วนะ...” นกพูดกับตัวเองเบาๆ
บ้านยายแสงยังอยู่ แม้หลังคาจะทรุด พื้นเรือนบางแผ่นทะลุ คนไม่มีใครกล้าเข้าไป แต่ก็ไม่มีใครกล้ารื้อ
คืนนั้นนกไปนั่งคุยกับจูนที่ใต้ต้นโพธิ์เหมือนแต่ก่อน จูนยังเหมือนเดิม แค่พูดน้อยลงกว่าเดิมอีก จูนบอกว่าเธอยังฝันถึงวันนั้นอยู่... ฝันถึงเสียงที่ตะโกนขอความช่วยเหลือ ฝันถึงเงาในบ้านที่หันหน้ามาหาเธอช้าๆ ทั้งที่ไม่มีตา ไม่มีปาก
“เอ็งยังจำใต้ถุนบ้านนั้นได้มั้ย?” จูนถาม
นกพยักหน้า ไม่พูดอะไร
จู่ๆ แมนก็เดินมานั่งลง เขาใส่ชุดตำรวจ แต่ทำหน้าไม่เหมือนตำรวจเลย
“กูจะเข้าไปดูบ้านยายแสงพรุ่งนี้” เขาพูดเหมือนไม่ต้องการคำอนุญาต
นกกับจูนสบตากัน ไม่มีใครห้าม ไม่มีใครกล้าชวนกันด้วยซ้ำ
วันรุ่งขึ้น ทั้งสามคนยืนอยู่หน้าบ้านยายแสง ฝุ่นจับทั่วพื้น เสียงลมพัดใบไม้แห้งข้างบ้านกรอบแกรบ พวกเขาเดินเข้าไปช้าๆ ไม่พูดอะไร
ใต้ถุนบ้าน... มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวๆ ลอยอยู่เบาๆ เหมือนกลิ่นอะไรเน่าแต่นานแล้ว
จูนเดินไปที่มุมหนึ่งแล้วชี้ให้ดู แผ่นไม้ใต้พื้นเรือนมันยุบลงไป เหมือนมีอะไรเคยฝังอยู่
แมนใช้ไม้เขี่ยไปมา แล้วก็เจอผ้าขาวม้าเก่าๆ ห่ออะไรบางอย่างไว้แน่น
นกไม่อยากดู แต่จูนก้มลงเปิดออก
ข้างในมีหนังสือเล่มเล็กๆ ที่เยินจนปกเปื่อย และตุ๊กตาผ้าขาดวิ่น
ที่น่ากลัวกว่าคือ... บนหน้าปกหนังสือ เขียนด้วยปากกาหมึกดำว่า
“ของหนูต้อย ห้ามใครเปิด ถ้าเปิด จะตามไป”
สามคนหันหน้ามองกัน
จูนเปิดอ่านไปทีละหน้า เขียนด้วยลายมือของเด็กหญิงคนหนึ่ง พูดถึงชีวิตในบ้านหลังนี้
> “หนูไม่อยากกินแล้ว แต่ยายบอกว่า ถ้าไม่กิน เขาจะโกรธ หนูต้องซ่อนตัวไว้เวลายอดพี่ชายตื่น เพราะเขาจะมากัดหนูอีก”
> “หนูกลัว ยายบอกว่าอย่าร้อง ถ้าร้อง พี่เขาจะได้กลิ่น”
> “เมื่อคืน ยายให้พี่เขากินแมวตัวขาวของหนู หนูไม่ให้อภัย”
หน้าสุดท้ายเขียนไว้ว่า
> “ถ้าใครเจอไดอารี่หนู... ช่วยบอกแม่หนูด้วยว่าหนูยังอยู่ที่นี่ หนูยังไม่ได้ไปไหนเลย...”
หลังจากวันนั้น บ้านยายแสงถูกปิดตอกไม้ไว้แน่นกว่าเดิม ไม่มีใครกล้าเอ่ยชื่อ “ต้อย” อีกเลย
แต่จูนบอกว่า ตอนเธอเดินออกจากบ้าน เธอได้ยินเสียงเด็กพูดเบาๆ ว่า
> “ขอบใจนะ ที่จำหนูได้ "