‘หมอเจด’ แนะ ‘คอคาร์บอน’ ไม่ใช่ขี้ไคล แต่ดูแลง่ายทำได้จริง
นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รอง ผอ.รพ.มหาราชนครราชสีมา หรือ "หมอเจด" โพสต์ให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ ยัน "คอคาร์บอน" ไม่ใช่ขี้ไคล แต่เป็นสัญญาณของการดื้ออินซูลินเสี่ยง "โรคเบาหวาน" อยากหายมีวิธีดูแลง่าย ๆ ทำได้จริง
เมื่อวันที่ 9 เม.ย. เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเฟซบุ๊กของ นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รอง ผอ.รพ.มหาราชนครราชสีมา หรือ “หมอเจด” ได้โพสต์ให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพในเรื่อง ไม่อยาก “คอคาร์บอน” ทำตามโพสต์นี้เลย! ตอนนี้ไถฟีดไปทางไหนก็เจอแต่เรื่องคอดำนะ หรือบางคนก็เรียกว่า คอคาร์บอน หลายคนเป็นแล้วก็สงสัยนะว่า ทำไมคอเราดูคล้ำ ๆ เหมือนสกปรก เหมือนล้างไม่สะอาด บางคนก็เคยโดนทักว่า “ล้างคอบ้างนะ” แต่จริง ๆ แล้วล้างจนผิวจะแสบก็ไม่หาย คือมันอาจไม่ใช่ “ขี้ไคล” อย่างที่หลายคนคิดนะ แต่เป็นสัญญาณจากร่างกายบอกว่าเริ่มเสี่ยงโรค เลยอยากอธิบายเรื่อง Acanthosis Nigricans หรือที่บางคนเรียก ว่า “คอคาร์บอน” ว่าจริง ๆ แล้วมันคืออะไร เกิดจากอะไร และจะดูแลยังไงไม่ให้เป็นหรือให้มันดีขึ้นได้
1.จริง ๆ แล้ว “คอคาร์บอน” คืออะไร?
Acanthosis Nigricans ไม่ใช่ชื่อโรคใหม่อะไรนะ มันคือภาวะที่ผิวหนังบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น คอ รักแร้ ขาหนีบ หรือข้อพับ มีลักษณะ คล้ำ หนา และอาจดูเหมือนสกปรก ทั้งที่ล้างแล้วก็ไม่หาย บางคนอาจรู้สึกอาย ไม่กล้าใส่เสื้อเปิดคอหรือแขนกุด เพราะมันดูเหมือนขี้ไคลสะสม แต่มันไม่ใช่เลยครับ มันคือ การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ผิว ที่สัมพันธ์กับระดับฮอร์โมนอินซูลินในร่างกาย พูดง่าย ๆ ก็คือ ร่างกายบางคนเริ่ม “ดื้ออินซูลิน” แล้วอินซูลินในเลือดก็สูงขึ้นเกินจำเป็น เจ้าอินซูลินนี่แหละที่ไปกระตุ้นให้เซลล์ผิวแบ่งตัวเยอะขึ้น ผิวเลยดูหนา คล้ำ ขรุขระขึ้นมาแบบงง ๆ กลไกมันก็ประมาณนี้ครับ
อินซูลินสูง → กระตุ้นผิวหนัง → ผิวคล้ำและหนาขึ้น
ไม่ใช่ขี้ไคล และไม่ได้สกปรกนะครับ ซึ่งหลายคนตามผมมาน่าจะรู้ว่าผมเป็นเบาหวาน ตอนนั้นก็เป็นคอคาร์บอนเหมือนกัน บอกตรง ๆ ก็แอบหมดความมั่นใจนะ แต่ตอนนี้หายแล้วครับ อ่านต่อให้จบนะจะได้รู้ว่าทำไง ต้องบอกอีกอย่างนะว่า ดื้ออินซูลินแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้คอดำนะ
ปัจจัยเสี่ยงหลัก ๆ คือ
•น้ำหนักเกิน หรืออ้วนลงพุง
•พฤติกรรมกินหวานจัด แป้งเยอะ
•กรรมพันธุ์ในครอบครัว
•โรคฮอร์โมน เช่น PCOS
•การใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ หรือยาคุมบางประเภท
2.ขัดเท่าไหร่ก็ไม่หาย เพราะมันไม่ใช่เรื่อง “ภายนอก”
หลายคนพอเห็นคอดำก็เริ่มสรรหาสครับ สบู่ขัดผิว หรือแม้แต่ใช้หินขัดถูแรง ๆ หวังว่าจะขาวขึ้น แต่พอทำไปเรื่อย ๆ กลับรู้สึกว่าแสบ ผิวลอก ผิวยิ่งหนา เหตุผลก็ง่าย ๆ เลยครับ เพราะมันไม่ได้เกิดจาก “คราบสกปรก” แต่มันคือปัญหาที่เริ่มจากข้างใน ถ้าจะให้หายจริง ต้องไม่ใช่แค่ทา ๆ ขัด ๆ แต่ต้องเริ่มจากปรับพฤติกรรมเพื่อให้ร่างกาย ลดภาวะดื้ออินซูลินลงก่อน ถึงจะเห็นผล
3.อยากให้ผิวหายคล้ำ ต้องเริ่มที่ “จานอาหาร”
หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาหารที่เรากินในแต่ละวันมีผลกับผิวตรงคอเราด้วยแต่บอกเลยว่า “มีผลโดยตรง” ครับ เพราะมันส่งผลต่อฮอร์โมนอินซูลินแบบชัดมาก ถ้าเรากินแป้งขัดขาว น้ำตาล เครื่องดื่มหวานเยอะ ร่างกายจะหลั่งอินซูลินมากเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด แต่ถ้าทำแบบนี้ซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ อินซูลินจะเยอะเกินและเกิดภาวะดื้อขึ้นมา
วิธีดูแลง่าย ๆ ที่ทำได้จริง
ลดข้าวขาว ขนมปัง น้ำหวาน เบเกอรี่พวกนั้นให้น้อยลง
เพิ่มผัก ผลไม้ที่ไม่หวานจัด
เน้นโปรตีนดี เช่น ไข่ ปลา เต้าหู้ ถั่ว
ดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ แทนน้ำอัดลมหรือชานม
ถ้าจะกินของหวาน ให้เป็นรางวัลนาน ๆ ทีพอครับ ไม่ต้องตัด 100%
บางคนแค่เปลี่ยนจากกินข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง ก็ช่วยให้ร่างกายค่อย ๆ รีเซตตัวเองได้แล้วจริง ๆ นออกแรงวันละนิด ช่วยได้มากกว่าที่คิด
4.ออกแรงวันละนิด ช่วยได้มากกว่าที่คิด
ออกกำลังกายคือวิธีช่วยลดภาวะดื้ออินซูลินได้ดีที่สุดแบบไม่ต้องพึ่งยาเลยครับ แค่เดินเร็ว 30 นาที เต้นในห้อง ดู YouTube แล้วขยับตาม หรือขึ้นบันไดแทนลิฟต์ ก็เริ่มได้เลย บางคนแค่ออกกำลังกายต่อเนื่องแค่ 2-3 สัปดาห์ ผิวบริเวณคอก็เริ่มจางลงแล้ว (ถ้าควบคู่กับการกินดีด้วยนะ) นอกจากจะช่วยให้ผิวดีขึ้นแล้ว ยังช่วยให้นอนหลับดีขึ้น อารมณ์ดีขึ้น ลดความเสี่ยงเบาหวาน ความดัน ไขมันอีกด้วย
5.คนผอมก็เป็นได้ อย่าคิดว่าแค่ไม่อ้วนแล้วไม่ต้องสน
ประโยคคลาสสิกที่หมอได้ยินบ่อยคือ “หมอ หนูไม่อ้วนนะ ทำไมคอดำ?” คำตอบคือคนผอมก็เป็น Acanthosis Nigricans ได้ครับ มีศัพท์ในวงการแพทย์เรีเสี่ยกว่า TOFI (Thin Outside, Fat Inside) คือภายนอกดูผอม แต่ภายในอาจมีไขมันสะสมอยู่ โดยเฉพาะไขมันรอบอวัยวะภายใน เช่น ตับ หรือช่องท้อง บางคนกินหวานจัด ชานมวันละ 2 แก้ว ขนมตลอด แต่ไม่ออกกำลังกาย และไม่เคยตรวจสุขภาพเลย ร่างกายอาจกำลังสะสมความดื้ออินซูลินโดยที่เรายังไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าแค่ผอมแล้วจะรอดจากโรคเบาหวานหรือปัญหาคอคาร์บอนได้นะครับ ผอมแบบสุขภาพดี กับผอมแบบร่างกายเหนื่อยไม่เหมือนกันเลย
สรุปแบบนี้นะว่า ภาวะ “คอคาร์บอน” หรือ Acanthosis Nigricans มันไม่ใช่เรื่องแค่ผิวภายนอก แต่ร่างกายมันกำลังเตือนว่า ระบบเผาผลาญเริ่มมีปัญหาแล้วนะ อินซูลินเริ่มดื้อแล้วนะ การแก้ไม่ใช่แค่ทาครีม หรือขัดคอแรง ๆ แต่มันคือการเปลี่ยนชีวิตเล็ก ๆ เช่น ใครที่มีปัญหานี้ ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องอาย และไม่ต้องรีบหาครีมแพง ๆ แค่เริ่มจากตัวเองวันนี้ก่อน จะดีขึ้นเอง สุขภาพจะค่อย ๆ ฟื้น และเราจะมั่นใจขึ้นทุกวัน ใครมีคำถามคอมเมนต์ได้เลยนะครับ...
สามารถติดตามต่อได้ที่ :
https://www.dailynews.co.th/news/4587387/
รู้ยัง!‘กินแคลเซียม’อย่างไรให้ได้ประโยชน์…
กิน‘แคลเซียม’มากเกินไป ส่งผลอะไรต่อร่างกายไหม...และไม่ควรกิน แคลเซียม คู่กับอะไร
วันนี้ “เดลินิวส์” นำบทความจากรามาแชนแนล โดย ดร.วนะพร ทองโฉม นักสุขศึกษา (นักกำหนดอาหารวิชาชีพ) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงการกิน “แคลเซียม”อย่างไรให้ดีต่อร่างกาย ว่า “แคลเซียม” เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายและควรได้รับอย่างเพียงพอ โดยร่างกายจะ ดูดซึม เข้าไปจากอาหารที่กินเพื่อช่วยให้โครงสร้างร่างกายแข็งแรงทั้งกระดูกและฟัน ป้องกันโรคกระดูกพรุน มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหดและคลายตัวของหลอดเลือด การทำงานของกล้ามเนื้อและหัวใจ ควบคุมความดันโลหิต ป้องกันการเกิดตะคริว ช่วยในกระบวนการแข็งตัวของเลือด การส่งผ่านประสาท การส่งสัญญาณภายในเซลล์ และการหลั่งฮอร์โมน
แคลเซียม คืออะไร
แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่พบมากที่สุดในร่างกาย ร้อยละ 99 ของแคลเซียมอยู่ในกระดูกและฟัน ส่วนที่เหลืออยู่ในกระแสเลือดและเนื้อเยื่อต่าง ๆ แคลเซียมมีหน้าที่หลักในการรักษาความแข็งแรงของกระดูกและเป็นตัวส่งสัญญาณไปยังเซลล์และเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย เพื่อให้หลอดเลือดและกล้ามเนื้อหดหรือคลายตัว รวมทั้งเกี่ยวข้องกับกระบวนการแข็งตัวของเลือดและช่วยในการส่งสัญญาณของระบบประสาท
ปริมาณ แคลเซียม ที่ควรได้รับในแต่ละช่วงวัยสำหรับคนไทย
ตามคำแนะนำปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 ได้แนะนำปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับจำแนกตามอายุและเพศ
เด็กอายุ 1-3 ปี ควรได้รับแคลเซียม 500 มิลลิกรัม/วัน
เด็กอายุ 4-8 ปี ควรได้รับแคลเซียม 800 มิลลิกรัม/วัน
เด็กวัยเรียนและวัยรุ่น อายุ 9-18 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1,100 มิลลิกรัม/วัน ในช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงที่มีการสร้างกระดูก ร้อยละ 40 ของกระดูกจะถูกสร้างในช่วงวัยนี้ ดังนั้นจึงเป็นช่วงสำคัญที่ต้องได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ
ผู้ใหญ่อายุ 19-50 ปี ควรได้รับแคลเซียม 800 มิลลิกรัม/วัน สำหรับผู้หญิงเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศลดลง เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้การสลายกระดูกเกิดมากกว่าการสร้างกระดูก ในเพศหญิงจึงพบการเกิดกระดูกบางหรือกระดูกพรุนสูงมากขึ้นวัยนี้ ในเพศหญิงจึงมีโอกาสเสี่ยงกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนมากกว่าเพศชาย เนื่องจากเพศชายไม่มีช่วงที่ฮอร์โมนเพศลดลงอย่างรวดเร็ว การลดลงของมวลกระดูกจึงเกิดขึ้นช้ากว่าที่พบในเพศหญิง
ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ตั้งแต่อายุ 51 ปีขึ้นไป ควรได้รับแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัม/วัน
ควรได้รับแคลเซียมให้เพียงพอ แต่ไม่ควรเกิน 1,500 มิลลิกรัม/วัน
สามารถอ่านต่อได้ที่ :
https://www.dailynews.co.th/news/4586399/
ระวังผื่นแบบนี้ไม่ใช่แค่ธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายเช็กเลย
หมอเตือน ระวังผื่นแบบนี้ไม่ใช่แค่ธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายเช็กเลย แนะให้ตรวจสุขภาพประจำปี
เมื่อวันที่ 9 เม.ย. เพจเฟซบุ๊ก Tensia ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า ผื่นรูปแมงมุม (Spider nevi) สัญญาณเตือนว่าตับของเราอาจไม่ปกติ
ผื่นนี้ไม่ใช่แค่ผื่นธรรมดา แต่มันเกิดจากหลอดเลือดแดงจิ๋ว (arterioles) ขยายตัวมาก จนทำให้เห็นหลอดเลือดและกระจายไปตามแขนงหลอดเลือดฝอยคล้ายแมงมุม
พบได้บ่อยบริเวณใบหน้า คอ อกส่วนบน และแขน
หากกดตรงกลางแล้วสีจางหาย พอปล่อยมือ สีแดงจะกลับมา – นี่คือจุดสังเกตสำคัญค่ะ
สาเหตุที่อันตรายที่ตับแข็งค่ะ เพราะ
1. ตับแข็ง
→ ตับเต็มไปด้วยก้อนตะปุ่มตะป่ำสลับกับพังผืด
→ เลือดจากทางเดินอาหารผ่านตับลำบากมากจนความดันเลือดดำสูง (Portal hypertension)
→ ระบบเลือดพยายามหาทางกลับหัวใจโดยไม่ผ่านตับ เร่งสร้างสารสร้างหลอดเลือด VEGF จำนวนมาก
→ เลือดคั่งในเส้นเลือดฝอยที่ผิวหนัง
→ กระตุ้นการขยายตัว + สร้างหลอดเลือดใหม่ของหลอดเลือดฝอย
→ เกิดผื่น Spider nevi
2. ตับแข็ง
→ การกำจัด estrogen ลดลง
→ ระดับฮอร์โมน estrogen ในเลือดสูงขึ้น
→ Estrogen กระตุ้น estrogen ตัวรับบนเส้นเลือดฝอยที่ผิวหนัง
→ เกิดการขยายตัวของหลอดเลือดแบบรังสี (radiating pattern)
→ เกิดผื่น Spider nevi
**กลไกนี้ก็เกิดในเพศชายเช่น เพราะ testosterone ต้องเปลี่ยนเป็น estrogen แล้วขับออกทางตับ
แต่ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ตับแข็งนะคะ โรคที่พบได้อีกคือ
การตั้งครรภ์ (เพราะมี estrogen สูง)
ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ (Thyroid ขยายหลอดเลือดได้)
การใช้ยาที่มี estrogen เช่น ยาคุมกำเนิด
ดังนั้นถ้าจะมาจากตับแข็งจริง มักจะพบหลายผื่น บนหน้าอก/หลัง, มีสัญญาณอื่นๆ ของตับแข็ง: ฝ่ามือแดง, ท้องโต ฯลฯ
ดังนั้นมาดูแลตับของเรากันเถอะค่ะ
หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์
ตรวจเช็กไวรัสตับอักเสบ (B, C) และรับวัคซีนหากจำเป็น
ควบคุมอาหารและออกกำลังกายสม่ำเสมอ
พักผ่อนให้เพียงพอ
ตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะถ้ามีปัจจัยเสี่ยง
ดูแลสุขภาพตับดีๆ นะคะ
น้องแทบจะแบกทุกหน้าที่ไว้ในตัวคนเดียวเลย...
สามารถติดตามต่อได้ที่ :
https://www.dailynews.co.th/news/4588656/
4 ยาสมุนไพรที่ต้องพกติดตัวระหว่างเดินทางไกลช่วงสงกรานต์นักเดินทางควรรู้
สงกรานต์นี้ต้องพกติดตัว 4 ยาสมุนไพร บรรเทาปวดเมื่อยระหว่างเดินทาง
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แนะนำ 4 ยาสมุนไพร เช่น ยาขิง ยาฟ้าทะลายโจร ยาหอมอินทจักร์ พิมเสนน้ำ ...
อ่านต่อได้ที่ :
https://www.dailynews.co.th/news/4589993/
คอดำ ไม่ใช่ขี้ไคล และ กินแคลเซียม’อย่างไรให้ได้ประโยชน์ และ ระวังผื่นแบบนี้ไม่ใช่แค่ธรรมดา
นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รอง ผอ.รพ.มหาราชนครราชสีมา หรือ "หมอเจด" โพสต์ให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ ยัน "คอคาร์บอน" ไม่ใช่ขี้ไคล แต่เป็นสัญญาณของการดื้ออินซูลินเสี่ยง "โรคเบาหวาน" อยากหายมีวิธีดูแลง่าย ๆ ทำได้จริง
เมื่อวันที่ 9 เม.ย. เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเฟซบุ๊กของ นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รอง ผอ.รพ.มหาราชนครราชสีมา หรือ “หมอเจด” ได้โพสต์ให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพในเรื่อง ไม่อยาก “คอคาร์บอน” ทำตามโพสต์นี้เลย! ตอนนี้ไถฟีดไปทางไหนก็เจอแต่เรื่องคอดำนะ หรือบางคนก็เรียกว่า คอคาร์บอน หลายคนเป็นแล้วก็สงสัยนะว่า ทำไมคอเราดูคล้ำ ๆ เหมือนสกปรก เหมือนล้างไม่สะอาด บางคนก็เคยโดนทักว่า “ล้างคอบ้างนะ” แต่จริง ๆ แล้วล้างจนผิวจะแสบก็ไม่หาย คือมันอาจไม่ใช่ “ขี้ไคล” อย่างที่หลายคนคิดนะ แต่เป็นสัญญาณจากร่างกายบอกว่าเริ่มเสี่ยงโรค เลยอยากอธิบายเรื่อง Acanthosis Nigricans หรือที่บางคนเรียก ว่า “คอคาร์บอน” ว่าจริง ๆ แล้วมันคืออะไร เกิดจากอะไร และจะดูแลยังไงไม่ให้เป็นหรือให้มันดีขึ้นได้
1.จริง ๆ แล้ว “คอคาร์บอน” คืออะไร?
Acanthosis Nigricans ไม่ใช่ชื่อโรคใหม่อะไรนะ มันคือภาวะที่ผิวหนังบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น คอ รักแร้ ขาหนีบ หรือข้อพับ มีลักษณะ คล้ำ หนา และอาจดูเหมือนสกปรก ทั้งที่ล้างแล้วก็ไม่หาย บางคนอาจรู้สึกอาย ไม่กล้าใส่เสื้อเปิดคอหรือแขนกุด เพราะมันดูเหมือนขี้ไคลสะสม แต่มันไม่ใช่เลยครับ มันคือ การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ผิว ที่สัมพันธ์กับระดับฮอร์โมนอินซูลินในร่างกาย พูดง่าย ๆ ก็คือ ร่างกายบางคนเริ่ม “ดื้ออินซูลิน” แล้วอินซูลินในเลือดก็สูงขึ้นเกินจำเป็น เจ้าอินซูลินนี่แหละที่ไปกระตุ้นให้เซลล์ผิวแบ่งตัวเยอะขึ้น ผิวเลยดูหนา คล้ำ ขรุขระขึ้นมาแบบงง ๆ กลไกมันก็ประมาณนี้ครับ
อินซูลินสูง → กระตุ้นผิวหนัง → ผิวคล้ำและหนาขึ้น
ไม่ใช่ขี้ไคล และไม่ได้สกปรกนะครับ ซึ่งหลายคนตามผมมาน่าจะรู้ว่าผมเป็นเบาหวาน ตอนนั้นก็เป็นคอคาร์บอนเหมือนกัน บอกตรง ๆ ก็แอบหมดความมั่นใจนะ แต่ตอนนี้หายแล้วครับ อ่านต่อให้จบนะจะได้รู้ว่าทำไง ต้องบอกอีกอย่างนะว่า ดื้ออินซูลินแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้คอดำนะ
ปัจจัยเสี่ยงหลัก ๆ คือ
•น้ำหนักเกิน หรืออ้วนลงพุง
•พฤติกรรมกินหวานจัด แป้งเยอะ
•กรรมพันธุ์ในครอบครัว
•โรคฮอร์โมน เช่น PCOS
•การใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ หรือยาคุมบางประเภท
2.ขัดเท่าไหร่ก็ไม่หาย เพราะมันไม่ใช่เรื่อง “ภายนอก”
หลายคนพอเห็นคอดำก็เริ่มสรรหาสครับ สบู่ขัดผิว หรือแม้แต่ใช้หินขัดถูแรง ๆ หวังว่าจะขาวขึ้น แต่พอทำไปเรื่อย ๆ กลับรู้สึกว่าแสบ ผิวลอก ผิวยิ่งหนา เหตุผลก็ง่าย ๆ เลยครับ เพราะมันไม่ได้เกิดจาก “คราบสกปรก” แต่มันคือปัญหาที่เริ่มจากข้างใน ถ้าจะให้หายจริง ต้องไม่ใช่แค่ทา ๆ ขัด ๆ แต่ต้องเริ่มจากปรับพฤติกรรมเพื่อให้ร่างกาย ลดภาวะดื้ออินซูลินลงก่อน ถึงจะเห็นผล
3.อยากให้ผิวหายคล้ำ ต้องเริ่มที่ “จานอาหาร”
หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาหารที่เรากินในแต่ละวันมีผลกับผิวตรงคอเราด้วยแต่บอกเลยว่า “มีผลโดยตรง” ครับ เพราะมันส่งผลต่อฮอร์โมนอินซูลินแบบชัดมาก ถ้าเรากินแป้งขัดขาว น้ำตาล เครื่องดื่มหวานเยอะ ร่างกายจะหลั่งอินซูลินมากเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด แต่ถ้าทำแบบนี้ซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ อินซูลินจะเยอะเกินและเกิดภาวะดื้อขึ้นมา
วิธีดูแลง่าย ๆ ที่ทำได้จริง
ลดข้าวขาว ขนมปัง น้ำหวาน เบเกอรี่พวกนั้นให้น้อยลง
เพิ่มผัก ผลไม้ที่ไม่หวานจัด
เน้นโปรตีนดี เช่น ไข่ ปลา เต้าหู้ ถั่ว
ดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ แทนน้ำอัดลมหรือชานม
ถ้าจะกินของหวาน ให้เป็นรางวัลนาน ๆ ทีพอครับ ไม่ต้องตัด 100%
บางคนแค่เปลี่ยนจากกินข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง ก็ช่วยให้ร่างกายค่อย ๆ รีเซตตัวเองได้แล้วจริง ๆ นออกแรงวันละนิด ช่วยได้มากกว่าที่คิด
4.ออกแรงวันละนิด ช่วยได้มากกว่าที่คิด
ออกกำลังกายคือวิธีช่วยลดภาวะดื้ออินซูลินได้ดีที่สุดแบบไม่ต้องพึ่งยาเลยครับ แค่เดินเร็ว 30 นาที เต้นในห้อง ดู YouTube แล้วขยับตาม หรือขึ้นบันไดแทนลิฟต์ ก็เริ่มได้เลย บางคนแค่ออกกำลังกายต่อเนื่องแค่ 2-3 สัปดาห์ ผิวบริเวณคอก็เริ่มจางลงแล้ว (ถ้าควบคู่กับการกินดีด้วยนะ) นอกจากจะช่วยให้ผิวดีขึ้นแล้ว ยังช่วยให้นอนหลับดีขึ้น อารมณ์ดีขึ้น ลดความเสี่ยงเบาหวาน ความดัน ไขมันอีกด้วย
5.คนผอมก็เป็นได้ อย่าคิดว่าแค่ไม่อ้วนแล้วไม่ต้องสน
ประโยคคลาสสิกที่หมอได้ยินบ่อยคือ “หมอ หนูไม่อ้วนนะ ทำไมคอดำ?” คำตอบคือคนผอมก็เป็น Acanthosis Nigricans ได้ครับ มีศัพท์ในวงการแพทย์เรีเสี่ยกว่า TOFI (Thin Outside, Fat Inside) คือภายนอกดูผอม แต่ภายในอาจมีไขมันสะสมอยู่ โดยเฉพาะไขมันรอบอวัยวะภายใน เช่น ตับ หรือช่องท้อง บางคนกินหวานจัด ชานมวันละ 2 แก้ว ขนมตลอด แต่ไม่ออกกำลังกาย และไม่เคยตรวจสุขภาพเลย ร่างกายอาจกำลังสะสมความดื้ออินซูลินโดยที่เรายังไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าแค่ผอมแล้วจะรอดจากโรคเบาหวานหรือปัญหาคอคาร์บอนได้นะครับ ผอมแบบสุขภาพดี กับผอมแบบร่างกายเหนื่อยไม่เหมือนกันเลย
สรุปแบบนี้นะว่า ภาวะ “คอคาร์บอน” หรือ Acanthosis Nigricans มันไม่ใช่เรื่องแค่ผิวภายนอก แต่ร่างกายมันกำลังเตือนว่า ระบบเผาผลาญเริ่มมีปัญหาแล้วนะ อินซูลินเริ่มดื้อแล้วนะ การแก้ไม่ใช่แค่ทาครีม หรือขัดคอแรง ๆ แต่มันคือการเปลี่ยนชีวิตเล็ก ๆ เช่น ใครที่มีปัญหานี้ ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องอาย และไม่ต้องรีบหาครีมแพง ๆ แค่เริ่มจากตัวเองวันนี้ก่อน จะดีขึ้นเอง สุขภาพจะค่อย ๆ ฟื้น และเราจะมั่นใจขึ้นทุกวัน ใครมีคำถามคอมเมนต์ได้เลยนะครับ...
สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/news/4587387/
รู้ยัง!‘กินแคลเซียม’อย่างไรให้ได้ประโยชน์…
กิน‘แคลเซียม’มากเกินไป ส่งผลอะไรต่อร่างกายไหม...และไม่ควรกิน แคลเซียม คู่กับอะไร
วันนี้ “เดลินิวส์” นำบทความจากรามาแชนแนล โดย ดร.วนะพร ทองโฉม นักสุขศึกษา (นักกำหนดอาหารวิชาชีพ) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงการกิน “แคลเซียม”อย่างไรให้ดีต่อร่างกาย ว่า “แคลเซียม” เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายและควรได้รับอย่างเพียงพอ โดยร่างกายจะ ดูดซึม เข้าไปจากอาหารที่กินเพื่อช่วยให้โครงสร้างร่างกายแข็งแรงทั้งกระดูกและฟัน ป้องกันโรคกระดูกพรุน มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหดและคลายตัวของหลอดเลือด การทำงานของกล้ามเนื้อและหัวใจ ควบคุมความดันโลหิต ป้องกันการเกิดตะคริว ช่วยในกระบวนการแข็งตัวของเลือด การส่งผ่านประสาท การส่งสัญญาณภายในเซลล์ และการหลั่งฮอร์โมน
แคลเซียม คืออะไร
แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่พบมากที่สุดในร่างกาย ร้อยละ 99 ของแคลเซียมอยู่ในกระดูกและฟัน ส่วนที่เหลืออยู่ในกระแสเลือดและเนื้อเยื่อต่าง ๆ แคลเซียมมีหน้าที่หลักในการรักษาความแข็งแรงของกระดูกและเป็นตัวส่งสัญญาณไปยังเซลล์และเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย เพื่อให้หลอดเลือดและกล้ามเนื้อหดหรือคลายตัว รวมทั้งเกี่ยวข้องกับกระบวนการแข็งตัวของเลือดและช่วยในการส่งสัญญาณของระบบประสาท
ปริมาณ แคลเซียม ที่ควรได้รับในแต่ละช่วงวัยสำหรับคนไทย
ตามคำแนะนำปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 ได้แนะนำปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับจำแนกตามอายุและเพศ
เด็กอายุ 1-3 ปี ควรได้รับแคลเซียม 500 มิลลิกรัม/วัน
เด็กอายุ 4-8 ปี ควรได้รับแคลเซียม 800 มิลลิกรัม/วัน
เด็กวัยเรียนและวัยรุ่น อายุ 9-18 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1,100 มิลลิกรัม/วัน ในช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงที่มีการสร้างกระดูก ร้อยละ 40 ของกระดูกจะถูกสร้างในช่วงวัยนี้ ดังนั้นจึงเป็นช่วงสำคัญที่ต้องได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ
ผู้ใหญ่อายุ 19-50 ปี ควรได้รับแคลเซียม 800 มิลลิกรัม/วัน สำหรับผู้หญิงเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศลดลง เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้การสลายกระดูกเกิดมากกว่าการสร้างกระดูก ในเพศหญิงจึงพบการเกิดกระดูกบางหรือกระดูกพรุนสูงมากขึ้นวัยนี้ ในเพศหญิงจึงมีโอกาสเสี่ยงกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนมากกว่าเพศชาย เนื่องจากเพศชายไม่มีช่วงที่ฮอร์โมนเพศลดลงอย่างรวดเร็ว การลดลงของมวลกระดูกจึงเกิดขึ้นช้ากว่าที่พบในเพศหญิง
ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ตั้งแต่อายุ 51 ปีขึ้นไป ควรได้รับแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัม/วัน
ควรได้รับแคลเซียมให้เพียงพอ แต่ไม่ควรเกิน 1,500 มิลลิกรัม/วัน
สามารถอ่านต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/news/4586399/
ระวังผื่นแบบนี้ไม่ใช่แค่ธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายเช็กเลย
หมอเตือน ระวังผื่นแบบนี้ไม่ใช่แค่ธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายเช็กเลย แนะให้ตรวจสุขภาพประจำปี
เมื่อวันที่ 9 เม.ย. เพจเฟซบุ๊ก Tensia ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า ผื่นรูปแมงมุม (Spider nevi) สัญญาณเตือนว่าตับของเราอาจไม่ปกติ
ผื่นนี้ไม่ใช่แค่ผื่นธรรมดา แต่มันเกิดจากหลอดเลือดแดงจิ๋ว (arterioles) ขยายตัวมาก จนทำให้เห็นหลอดเลือดและกระจายไปตามแขนงหลอดเลือดฝอยคล้ายแมงมุม
พบได้บ่อยบริเวณใบหน้า คอ อกส่วนบน และแขน
หากกดตรงกลางแล้วสีจางหาย พอปล่อยมือ สีแดงจะกลับมา – นี่คือจุดสังเกตสำคัญค่ะ
สาเหตุที่อันตรายที่ตับแข็งค่ะ เพราะ
1. ตับแข็ง
→ ตับเต็มไปด้วยก้อนตะปุ่มตะป่ำสลับกับพังผืด
→ เลือดจากทางเดินอาหารผ่านตับลำบากมากจนความดันเลือดดำสูง (Portal hypertension)
→ ระบบเลือดพยายามหาทางกลับหัวใจโดยไม่ผ่านตับ เร่งสร้างสารสร้างหลอดเลือด VEGF จำนวนมาก
→ เลือดคั่งในเส้นเลือดฝอยที่ผิวหนัง
→ กระตุ้นการขยายตัว + สร้างหลอดเลือดใหม่ของหลอดเลือดฝอย
→ เกิดผื่น Spider nevi
2. ตับแข็ง
→ การกำจัด estrogen ลดลง
→ ระดับฮอร์โมน estrogen ในเลือดสูงขึ้น
→ Estrogen กระตุ้น estrogen ตัวรับบนเส้นเลือดฝอยที่ผิวหนัง
→ เกิดการขยายตัวของหลอดเลือดแบบรังสี (radiating pattern)
→ เกิดผื่น Spider nevi
**กลไกนี้ก็เกิดในเพศชายเช่น เพราะ testosterone ต้องเปลี่ยนเป็น estrogen แล้วขับออกทางตับ
แต่ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ตับแข็งนะคะ โรคที่พบได้อีกคือ
การตั้งครรภ์ (เพราะมี estrogen สูง)
ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ (Thyroid ขยายหลอดเลือดได้)
การใช้ยาที่มี estrogen เช่น ยาคุมกำเนิด
ดังนั้นถ้าจะมาจากตับแข็งจริง มักจะพบหลายผื่น บนหน้าอก/หลัง, มีสัญญาณอื่นๆ ของตับแข็ง: ฝ่ามือแดง, ท้องโต ฯลฯ
ดังนั้นมาดูแลตับของเรากันเถอะค่ะ
หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์
ตรวจเช็กไวรัสตับอักเสบ (B, C) และรับวัคซีนหากจำเป็น
ควบคุมอาหารและออกกำลังกายสม่ำเสมอ
พักผ่อนให้เพียงพอ
ตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะถ้ามีปัจจัยเสี่ยง
ดูแลสุขภาพตับดีๆ นะคะ
น้องแทบจะแบกทุกหน้าที่ไว้ในตัวคนเดียวเลย...
สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/news/4588656/
4 ยาสมุนไพรที่ต้องพกติดตัวระหว่างเดินทางไกลช่วงสงกรานต์นักเดินทางควรรู้
สงกรานต์นี้ต้องพกติดตัว 4 ยาสมุนไพร บรรเทาปวดเมื่อยระหว่างเดินทาง
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แนะนำ 4 ยาสมุนไพร เช่น ยาขิง ยาฟ้าทะลายโจร ยาหอมอินทจักร์ พิมเสนน้ำ ...
อ่านต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/news/4589993/